น้ำมัน WTI พุ่งกว่า 3% หลังสหรัฐฯ ถล่มอิหร่านรอบใหม่

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งขึ้นกว่า 3% ในช่วงเช้าวันนี้ (13 ก.ค.) หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเปิดฉากปะทะกันรอบใหม่ ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังแย่งชิงการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก

ณ เวลา 06.56 น. ราคาน้ำมัน WTI [WTI.X] พุ่งขึ้น 2.30 ดอลลาร์ หรือ 3.22% แตะที่ 73.71 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนราคาน้ำมันเบรนท์ (Brent) [BRENT.X] พุ่งขึ้น 3.5% แตะระดับ 78.67 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงเช้านี้

เพรส ทีวี (Press TV) ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้งในช่วงเช้าวันนี้ ในเมืองท่าซีริก , บันดาร์ อับบาส และจาสก์ (Jask) ซึ่งเมืองเหล่านี้ตั้งอยู่ในจังหวัดฮอร์โมซกัน ทางตอนใต้ของอิหร่าน

รายงานเบื้องต้นของเพรส ทีวี ระบุว่า เสาสัญญาณโทรคมนาคมใกล้กับเมืองซีริกถูกโจมตี ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีก่อนหน้านี้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าพลเรือนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ไม่กี่นาทีหลังเกิดเหตุระเบิด กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม เพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือพลเรือนและเรือพาณิชย์ที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเสรี

ด้านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม และจนกว่าสหรัฐฯ จะหยุดแทรกแซงภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมกับเตือนว่าหากผู้ใดรุกรานอิหร่านจะถูกตอบโต้อย่างรุนแรง และฐานทัพแห่งใหม่ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้จะถูกพุ่งเป้าโจมตี

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มมีความกังวลมากขึ้นว่า การเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านอาจไม่ประสบความสำเร็จ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านต้องแสดงให้เห็นว่าปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวเสียก่อน จึงจะสามารถเดินหน้าการเจรจาในวงกว้างได้ต่อไป

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล (WSJ) รายงานเมื่อวันศุกร์ (10 ก.ค.) ว่า ภายใต้ข้อตกลงชั่วคราวที่บรรลุเมื่อเดือนมิ.ย. อิหร่านตกลงที่จะรับประกันความปลอดภัยของการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อแลกกับการผ่อนปรนด้านการเงิน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีเรือพาณิชย์ที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า อิหร่านมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ และส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อการบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับถาวรลดน้อยลง

โดย รัตนา พงศ์ทวิช


Back To Top