Cover Image

ภาวะตลาดน้ำมัน: น้ำมัน WTI ปิดลบ $1.16 หลัง IEA ตกลงเร่งระบายน้ำมันเพื่อสกัดราคา : อินโฟเควสท์

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (7 ต.ค.) หลังจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ตกลงที่จะเร่งปล่อยน้ำมันออกจากคลังสำรอง โดยให้ความสำคัญกับน้ำมันดีเซลเป็นลำดับแรก เพื่อสกัดราคาน้ำมันที่สูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากสงครามอิหร่านได้ส่งผลกระทบต่ออุปทานทั่วโลก

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 1.16 ดอลลาร์ หรือ 1.3% ปิดที่ 88.28 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 38 เซนต์ หรือ 0.38% ปิดที่ 100.20 ดอลลาร์/บาร์เรล

IEA ระบุว่า การเร่งระบายน้ำมันสำรองตามที่เคยประกาศไว้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วนั้น อาจทำให้น้ำมันไหลเข้าสู่ตลาดได้ราว 100 ล้านบาร์เรล โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวของ IEA มีขึ้นหลังจากสื่อรายงานว่าประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ได้หารือกันเกี่ยวกับข้อเสนอของฝรั่งเศสในการระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรอง เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ชาติยุโรปช่วยชะลอการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

รายงานระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าวเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ในยุโรประบายน้ำมันดีเซลจำนวน 50 ล้านบาร์เรล และให้ประเทศสมาชิก IEA ระบายน้ำมันดิบอีก 50 ล้านบาร์เรล

สถานีวิทยุ Franceinfo รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ฝรั่งเศสเตรียมระบายน้ำมันดีเซลจำนวน 10 ล้านบาร์เรล ออกจากคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์

ทั้งนี้ อุปทานน้ำมันดีเซลทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการทำสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และการที่รัสเซียห้ามส่งออกน้ำมัน หลังจากยูเครนได้โจมตีและสร้างความเสียหายต่อโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งของรัสเซีย นอกจากนี้ โรงกลั่นน้ำมันของจีนก็ได้ระงับการส่งออกเชื้อเพลิงในเดือนต.ค. เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ

ด้านสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 3.2 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 2 ต.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรล

ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 382,000 บาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 1.7 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่นซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 42,000 บาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 2.1 ล้านบาร์เรล

นักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปะทะกันระหว่างซาอุดีอาระเบียและกลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โดยหน่วยงานด้านการบินของซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า สนามบินในเมืองจาซานและนัจรานของประเทศตกเป็นเป้าหมายการโจมตี 2 ครั้ง

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาสถานการณ์พายุในสหรัฐฯ โดยนักอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์เมื่อวันอังคาร (6 ต.ค.) ว่า พายุที่กำลังก่อตัวในอ่าวเม็กซิโกจะทวีความรุนแรงเป็นพายุเฮอริเคนภายในเวลาสองวัน และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ข้อมูลจาก EIA ระบุว่า พื้นที่อ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบอยู่ที่ 2.05 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนก.ย. คิดเป็นสัดส่วน 15% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในประเทศ

ด้านบริษัท Earth Science Associates ซึ่งเป็นบริษัที่ปรึกษา คาดการณ์ว่า ผลกระทบจากพายุลูกนี้อาจทำให้กำลังการผลิตน้ำมันทั่วพื้นที่อ่าวเม็กซิโกหายไปราว 11.2 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปริมาณ 7.1 ล้านบาร์เรลที่ได้รับผลกระทบจากพายุเบอร์ธา (Bertha) เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา

โดย รัตนา พงศ์ทวิช

Back To Top