Cover Image

WTI ปิดบวก 0.2% เซ่นวิกฤต “สหรัฐ-อิหร่าน” จับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ย ก.ย.นี้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนตุลาคม ปิดตลาดวันศุกร์ (4 ก.ย. 2569) ขยับขึ้น 18 เซนต์ หรือ 0.2% ปิดที่ 91.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 76 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 96.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

โดยภาพรวมตลอดทั้งสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.6% และราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นเกือบ 10% ปัจจัยหลักมาจากเส้นทางขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะสงคราม หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีทางทหารระหว่างกันอีกครั้งในเดือนที่ 7 ของความขัดแย้ง สร้างความกังวลต่อความต่อเนื่องของอุปทานน้ำมันในตลาดโลก

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกเฉลี่ยในสหรัฐฯ พุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซล ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5.85 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ประกอบกับการที่ยูเครนเปิดฉากโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทาน

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดีเซลยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นได้อีก เนื่องจากปริมาณสำรองลดลงอย่างมาก ประจวบเหมาะกับรัฐเกษตรกรรมหลายแห่งของสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวและเพาะปลูก ซึ่งต้องใช้ดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับเครื่องจักรการเกษตร นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันเพื่อทำความร้อนซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเคียงกับดีเซล ยังปรับตัวขึ้นอย่างมากก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง

ทิศทางราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง ได้สร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อและต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลทั่วโลก พร้อมจุดประกายความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัว นักวิเคราะห์ประเมินว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ และเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทรงตัวในระดับสูงตามการคาดการณ์เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น

ด้านสถาบันการเงินชั้นนำได้ปรับมุมมองเชิงบวกต่อราคาน้ำมัน โดย ซิตี้กรุ๊ป (Citi) ปรับเพิ่มประมาณการราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยในไตรมาส 3/2569 ขึ้นเป็น 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิม 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยให้เหตุผลว่าการเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งจะต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ เอเอ็นแซด (ANZ) ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ระยะสั้นขึ้นเป็น 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมระบุว่าราคายังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง

ส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนสิงหาคมปรับตัวเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง ช่วยคลายความกังวลเรื่องความอ่อนแอของตลาดแรงงาน แต่กลับเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีโอกาสพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ โดยดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้กลับมากดดันราคาน้ำมันดิบ WTI เนื่องจากอาจกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้พลังงาน

สำหรับการขนส่งน้ำมันผ่านตะวันออกกลาง แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะระบุว่าปริมาณการขนส่งเริ่มกลับมาใกล้เคียงระดับปกติในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์และผู้ติดตามการเดินเรือยังมองว่าการขนส่งยังคงเผชิญภาวะชะงักงันอย่างหนัก ข้อมูลการเดินเรือเบื้องต้น ณ วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2569 พบว่า มีเรือขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์เพียง 4 ลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ลดลงจาก 9 ลำในวันก่อนหน้า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 วันที่ระดับ 15 ลำอย่างมีนัยสำคัญ (ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมเรือที่ปิดระบบส่งสัญญาณระบุตำแหน่งอัตโนมัติ)

Back to top button

Back To Top