“เอกนิติ” ชูไทยเจ้าภาพ World Bank-IMF ดันฮับ Supply Chain-พลังงานเขียว ดึงลงทุนโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ก.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความพร้อมทุกด้าน และได้รับเกียรติอย่างยิ่งในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปี 2026 ซึ่งมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ได้รับสิทธิจัดการประชุมระดับโลกดังกล่าวถึง 2 ครั้ง โดยไทยเคยเป็นเจ้าภาพมาแล้วในปี 2534

นายเอกนิติ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เปรียบเสมือน “โอลิมปิก” ของเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีผู้เข้าร่วมจากกว่า 190 ประเทศ จำนวนกว่า 15,000 คน
ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการจัดงานระดับโลก และนำเสนอโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากผู้นำเศรษฐกิจระดับโลกจะเดินทางมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
สำหรับผู้เข้าร่วมงานจะประกอบด้วยผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้นำระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้บริหารระดับสูง (CEO) จากบริษัทชั้นนำระดับโลกจำนวนมาก ซึ่งจะติดตามผู้นำประเทศและรัฐมนตรีเข้าร่วมงาน ส่งผลให้เกิดการประชุมกลุ่มย่อย (Side Meetings) และการสร้างเครือข่าย (Networking) ระหว่างภาคธุรกิจและภาครัฐ
นายเอกนิติ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการจัดประชุมครั้งนี้ คือ การแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถเป็นผู้กำหนดวาระ (Set Agenda) และออกแบบนโยบายเศรษฐกิจและการเงินโลกได้ รวมถึงผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศสมาชิกอาเซียน
ทั้งนี้ โลกกำลังเข้าสู่ “ขอบฟ้าใหม่” ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องมีนโยบายที่ช่วยเพิ่มโอกาส สร้างภูมิคุ้มกัน และสนับสนุนให้ประชาชนสามารถก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง
นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยจะเป็นกรณีศึกษา (Showcase) ให้ประชาคมโลกเห็นถึงการออกแบบนโยบายใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
- สานความร่วมมือระบบการเงินดิจิทัลปลอดภัยทั่วโลก โดยไทยมีพัฒนาการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Public Infrastructure) เช่น ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ซึ่งภาครัฐสามารถใช้นโยบายการคลังผ่านระบบดิจิทัล เพื่อโอนเงินช่วยเหลือไปยังกลุ่มเปราะบางได้โดยตรง นอกจากนี้ ไทยยังมีความร่วมมือเชื่อมโยงระบบชำระเงินกับสิงคโปร์ ทำให้ประชาชนอาเซียนสามารถสแกน QR Code เพื่อชำระเงินข้ามประเทศได้ รวมถึงการพัฒนาโครงการนำร่องใช้ AI “นกกระซิบ” ช่วยพ่อค้าแม่ค้าในการบริหารจัดการร้านค้าและบัญชี เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ
- สานความร่วมมือเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการลงทุน โดยในช่วงที่โลกเผชิญการแบ่งขั้วอำนาจ ประเทศขนาดกลาง (Middle Power) จะมีบทบาทมากขึ้น และไทยต้องการใช้บทบาทดังกล่าวผลักดันเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงถึงกัน (Connected Economy) เป็นจุดศูนย์กลางให้ประเทศต่าง ๆ เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain) รองรับการลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในไทย
- สานความร่วมมือสู่สังคมอายุยืนอย่างมีคุณภาพ โดยไทยมองสังคมผู้สูงอายุเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ด้วยจุดแข็งด้านอาหารไทย สมุนไพรไทย ยาดมไทย และมวยไทย ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นกิจกรรมเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงวัย รวมถึงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
- สานความร่วมมือสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาพลังงานราคาแพงและการแข่งขันด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ต้องเร่งเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ซึ่งไทยกำลังเดินหน้าสู่พลังงานสีเขียว โดยต้องอาศัยการลงทุน และ World Bank-IMF สามารถมีบทบาทสนับสนุนด้านการเงิน เพื่อช่วยประเทศต่าง ๆ ปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว ลดต้นทุนพลังงานอย่างยั่งยืน
ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดเด่นด้านระบบการเงินดิจิทัลระดับโลกที่พัฒนาขึ้น ทั้งระบบพร้อมเพย์ และการชำระเงินข้ามประเทศ (Cross-border QR) ซึ่งการประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีนำเสนอศักยภาพการพัฒนาโลกการเงินยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe & Inclusive Digital Finance: SIDF) เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า นอดจากความรวดเร็ว ระบบการเงินดิจิทัลต้องมีทั้งความปลอดภัยและสร้างการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียมสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม
สำหรับการขับเคลื่อนประเทศในระยะต่อไป ธปท. จะผลักดันภายใต้วิสัยทัศน์ “Thailand’s New Horizons” ประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่
- การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital & AI Transformation) ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) ที่ปลอดภัย เชื่อมโยง และทั่วถึง รวมถึงระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย ครอบคลุม และเป็นธรรม (Safe & Inclusive Digital Finance: SIDF)
- การรับมือกับการแบ่งขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ (Geoeconomics Fragmentation)
- การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation)
- การรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร (Demographic Change)
ทั้งนี้ การขับเคลื่อน SIDF จะดำเนินการผ่าน 3 ภารกิจสำคัญ ได้แก่ การจัดการภัยทุจริตทางดิจิทัล (Fraud, Scams and Digital Crimes) การรักษาความมั่นคงของระบบไซเบอร์ (Cyber Resilience) และการสร้างระบบนิเวศทางการเงิน (Enabling Ecosystem) ที่เข้มแข็ง
พร้อมกันนี้ จะนำเสนอ “Bangkok Blueprint” หรือพิมพ์เขียวแนวทางปฏิบัติด้านระบบการเงินดิจิทัล ประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก ได้แก่
- WHOLE-OF-ECOSYSTEM การรับมือภัยการเงินออนไลน์แบบครบวงจร พร้อมกระจายความรับผิดชอบไปยังทุกภาคส่วนในระบบนิเวศ
- INTERNATIONAL COLLABORATION การเสริมสร้างความร่วมมือทั้งหน่วยงานภายในประเทศและระหว่างประเทศ
- INPUTS FOR STANDARD SETTING การต่อยอดแนวทางปฏิบัติไปสู่การกำหนดมาตรฐานและการลงมือทำร่วมกันในระดับโลก
Back to top button