สรุปม้วนเดียวจบ แนวทางพร้อมปรับใช้จาก Water Resilience Forum
หากย้อนเวลากลับไปยังเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 หลายคนน่าจะยังจำได้ถึงภาพความความเสียหายทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ถ้าย้อนกลับมาเกิดซ้ำรอยอีกครั้งในปี 2030 ธนาคารโลกประเมินว่าประเทศไทยอาจต้องสูญเสียผลผลิตมวลรวมเกือบ 10% ของ GDP ตัวเลขนี้มาย้ำเตือนในทุกภาคส่วนต้องระดมสมองเพื่อหาวิธีรับมือและป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติ เพราะโครงสร้างการรับมือแบบ “ตั้งรับรอเยียวยา” แบบที่เคยเป็น ไม่ควรเกิดขึ้นอีกต่อไป
บนเวที Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “Water Smart Communities คนเปลี่ยนน้ำ เปลี่ยนอนาคต” ที่จัดขึ้นโดย ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สรุปทางออกสำคัญของประเทศผ่าน 4 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกึ่งธรรมชาติ (Blue Infrastructure), แพลตฟอร์มข้อมูลน้ำเชื่อมโยง Real-time, การยกระดับชุมชนอัจฉริยะเรื่องน้ำ และการขับเคลื่อนวาระการสร้าง Water Resilient ให้เป็นวาระแห่งชาติ
และบทความนี้จะพาทุกคนไปอัปเดตบทสรุปแบบม้วนเดียวจบ ที่จะเจาะลึกแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้จริง เปลี่ยน “ความเสี่ยงภัยพิบัติ” ให้กลายเป็น “ต้นทุนพัฒนาประเทศ” อย่างยั่งยืน ผ่านทั้ง 3 Key Speakers และวงเสวนาที่ได้เชิญ 4 ชุมชนต้นแบบทั่วไทย มาร่วมถอดบทเรียนผ่านการลงมือทำจริงเพื่อพิสูจน์ว่าเมื่อคนในท้องถิ่นลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการจัดการ จากน้ำที่เคยเป็นภัยพิบัติทำลายล้าง ก็สามารถพลิกกลับมาเป็นโอกาสในการสร้างอนาคตและเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืนได้อย่างไร
“เข้าใจ พร้อมเข้าถึงด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม” ความหวังของการสร้าง Water Smart Communities ทั่วไทย
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้แสดงวิสัยทัศน์เรื่อง “วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และอนาคตของ Water Smart Communities” และ ศ.ดร.ยศชนันท์ ยังได้ถอดบทเรียนการบริหารจัดการอุทกภัยทีเกิดขึ้นที่ จ.น่าน ล่าสุด บนเวที Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 นี้ด้วย

“อุทกภัยที่เกิดขึ้นที่ จ.น่าน ล่าสุด นายกรัฐมนตรี ท่านได้มอบหมายให้ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งในครั้งนี้ได้ใช้กลยุทธ์สั่งการเชิงรุกแบบ Single Command โดยจัดตั้งระบบการประสานงานเชิงรุกเพื่อเชื่อมโยงกำลังทหาร เครื่องจักร และอุปกรณ์ข้ามจังหวัดเข้ามาสนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัดได้อย่างทันท่วงที นอกจากนั้นยังได้วางแผนปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อตอบโต้กับสถานการณ์ในทันที ซึ่งสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันการณ์ รวมถึงการวางแผนป้องกันอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมด้วย”
“โดยเริ่มแรกต้องทำความเข้าใจวิกฤตน้ำแบบ Rain Bomb ซึ่งเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่น่านเกิดจากฝนตกหนักบนภูเขาสูง (Rain Bomb) และไหลลงตามทางน้ำอย่างรวดเร็วเนื่องจากขาดป่าต้นน้ำชะลอความรุนแรง จากนั้นจึงเดินหน้าติดสถานีโทรมาตรวัดน้ำฝนบนภูเขา หากวัดปริมาณน้ำฝนได้เกิน 50–60 มม. จะช่วยแจ้งเตือนภัยได้ทันที ซึ่งเดิมระบบโทรมาตรมักตั้งอยู่พื้นที่ราบด้านล่าง ทำให้ชุมชนริมภูเขาขาดความมั่นใจ”
“ส่วนแผนการช่วยเหลือสัญจรและเสบียงเร่งด่วน ได้สั่งการให้สร้างสะพานแบรี่ (Bailey Bridge) โดยกระทรวงคมนาคม ซึ่งสามารถสร้างเสร็จภายใน 2–3 วัน เพื่อเชื่อมต่อหมู่บ้านบนเขาที่ถูกตัดขาดให้สามารถลำเลียงอาหารและอพยพผู้ป่วยได้ และเพื่อวางแผนรับมือภัยพิบัติในระยะยาว ได้เสนอแนวคิดการทำประกันภัยพิบัติระดับประเทศ เพื่อให้ภาคเอกชนเข้าประเมินและจ่ายค่าชดเชยเยียวยาได้ทันที รวมทั้งเปิดช่องงบกลางและต้อนรับแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนและจิตอาสา เพื่อช่วยเหลือบ้านเรือนที่เสียหาย 100% ซึ่งเกินวงเงินช่วยเหลือปกติของรัฐ (88,000 บาท)”
“และต้องมีการวางแผนสื่อสารภาวะวิกฤตอย่างเป็นระบบ (One Stop Communication) โดยกำหนดให้มีการแถลงข่าวเป็นประจำเช้า-เย็น เพื่อสร้างความมั่นใจ สื่อสารสถานการณ์จริง และลดความตื่นตระหนกของประชาชน”
นอกจากนั้นในโอกาสนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการใช้วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เพื่อสร้าง Water Smart Communities ในอนาคต ด้วยว่า “ในการบริหารจัดการ เพื่อวางแผนป้องกันภัยพิบัติจากน้ำ จำเป้นต้องวางแผนให้ครอบคลุมรอบด้าน และใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญ”
- ยึดหลักธรรมชาติของน้ำ (First Principle of Water) น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำเสมอโดยไม่เลือกพื้นที่สำคัญ ดังนั้น การกั้นหรือบังคับทางน้ำโดยไม่เข้าใจผังน้ำจะทำให้เกิดน้ำท่วม ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีการทำแผนที่ทางน้ำ (Geospatial Map) และการแบ่งเขตความรับผิดชอบตามแนวทางน้ำจริงจึงมีความสำคัญกว่าการแบ่งตามเขตการปกครองอย่างชัดเจน
- ประสานภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) เข้ากับเทคโนโลยี เพราะการแก้ปัญหาต้องเริ่มจากความเข้าใจของคนในพื้นที่ (Local Wisdom) แล้วนำเทคโนโลยีเข้าไปจับคู่และปรับให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ (Localization/Matching) รวมทั้งเลือกใช้เทคโนโลยีเตือนภัยตามกรอบเวลาอย่างถูกต้อง (เช่น ดาวเทียมสำหรับคาดการณ์ 24 ชั่วโมง และเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำโดยตรงสำหรับระยะสั้น 3–12 ชั่วโมง)
- บูรณาการข้ามศาสตร์กับสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยต้องนำองค์ความรู้ข้ามสายงานมาร่วมขับเคลื่อน ไม่ใช่เฉพาะวิศวกรรมศาสตร์ แต่ต้องดึงคณะสังคมศาสตร์, วิทยาการข้อมูล (Data Science), คอมพิวเตอร์, GIS และภาคการเกษตร มาร่วมกันประมวลผลและจำลองสถานการณ์ (Simulate) เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาและจัดการตนเองได้
- ออกแบบเมืองและโครงสร้างพื้นฐานแบบสองทาง (Dual-Use Design) นำแนวคิดการออกแบบเมืองจากประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้ เพื่อให้การจัดการน้ำแนบเนียนไปกับวิถีชีวิตประจำวัน โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ใช้งานได้สองทาง (Dual-Use) เช่น สวนสาธารณะที่เป็นแก้มลิงทดน้ำยามอุทกภัย, จุดปิ้งย่างบาร์บีคิวในสวนที่แปลงเป็นครัวอพยพยามวิกฤต, สระน้ำบนดาดฟ้าตึกที่ใช้เป็นน้ำประปาสำรอง และเขื่อนกันคลื่นที่ออกแบบให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว
- เชื่อมโยงฐานข้อมูลชุมชนและแพลตฟอร์มดิจิทัล สนับสนุนการใช้แพลตฟอร์มข้อมูล COPIN ร่วมกับ พอช. และมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เพื่อสร้างฐานข้อมูลและแผนที่ชุมชน พร้อมดึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแพลตฟอร์มดิจิทัลมาช่วยแชร์ทรัพยากร (เช่น เครื่องจักร/รถตัก) ระหว่างพื้นที่
- ยกระดับ Water Economy ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเริ่มจากหารปรับมุมมอง “ตั้งรับภัยพิบัติ” มาเป็นการสร้างเศรษฐกิจน้ำ (Water Economy) ซึ่งต้องทำงานร่วมกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน พร้อมกันนี้ ควรให้ความสำคัญกับการฟื้นฟู ป่าต้นน้ำ และการรับมือกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จากนั้นจึงผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ เพราะการบริหารจัดการน้ำต้องไม่ใช่วาระของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง (เช่น ชลประทาน เกษตร หรือมหาดไทย) แต่ทุกกระทรวงต้องร่วมมือกันแบบ Win-Win และเชื่อมโยงฐานข้อมูลดิจิทัลแห่งชาติร่วมกัน
แนะแนวทางพร้อมปรับใช้ เปลี่ยน “ความเสี่ยงภัยพิบัติ” ให้กลายเป็น “ต้นทุนการพัฒนาประเทศ”
ต่อมาเป็นการกล่าวปาฐกถาของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาชี้ให้เห็นถึงทิศทางใหม่ที่จะเปลี่ยนมุมมองการบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม โดยชี้ให้เห็นว่า “น้ำไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยง หากบริหารจัดการอย่างเหมาะสม น้ำสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้” และการบริหารจัดการน้ำที่ถูกต้อง เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ยังสามารถเปลี่ยน “ความเสี่ยงภัยพิบัติ” ให้กลายเป็น “ต้นทุนการพัฒนาประเทศ” สร้างคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนได้ด้วย

“มหาอุทกภัยปี 2554 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 70 % ของงบประมาณแผ่นดิน ในขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในปี 2568 โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ สร้างความเสียหาย 25,000 ล้านบาท”
“และในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่จังหวัดน่าน กาญจนบุรี และอีกหลายพื้นที่ รวมถึงเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเนปาล สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงจากน้ำและภัยธรรมชาติมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น ความเสียหายที่แท้จริงอาจไม่ได้วัดเพียงมูลค่าทรัพย์สิน แต่รวมถึงผลกระทบต่อชีวิต อาชีพ และความต่อเนื่องของเศรษฐกิจ”
ดังนั้น ดร.สุรเกียรติ จึงชี้ว่าทุกภาคส่วนควรเร่งสร้าง “Water Smart Community” เพื่อเป็นเกราะป้องกันที่จะช่วยยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้กลายเป็นชุมชนอัจฉริยะอย่างแท้จริง ผ่าน 2 กลไกหลัก คือ
- การเชื่อมโยงข้อมูลและการเตือนภัยแบบไร้พรมแดน ชี้ให้เห็นอุปสรรคของการเฝ้าระวังน้ำในปัจจุบัน ที่ยังมีขอบเขตการเตือนภัยจำกัดอยู่เฉพาะชุมชนของตนเอง และข้อจำกัดทางกฎหมาย จึงต้องหาวิธีเชื่อมโยงให้แต่ละชุมชนสามารถ Connect และส่งข้อมูลแจ้งเตือนกันเองได้ทันที รวมถึงการทำให้ภาษาเตือนภัยของรัฐเข้าใจง่ายและสอดรับกับความต้องการของท้องถิ่น
- เปลี่ยนนิยาม “Water Smart Community” ให้เป็นการปรับใช้ในพื้นที่จริง เพราะที่ผ่านมา เราพบว่าชุมชนที่ไม่ได้เน้นการมีเทคโนโลยีมากที่สุด จะเป็นชุมชนที่มีคนมีความรู้ มีข้อมูล มีความร่วมมือ และสามารถนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด ภายใต้หลักการ CBDRM (การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน)
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานศูนย์กันก่อนท่วม ได้นำเสนอ 4 แนวทาง “เปลี่ยนวิกฤตน้ำ สู่เศรษฐกิจมั่นคง” ซึ่งประกอบด้วย 4 แนวทาง ต่อไปนี้
- Blue Infrastructure การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจจากน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำหนุน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนแบบ PPP ระหว่างภาครัฐและเอกชน
- Integrated Water Data Platform การเชื่อมโยงข้อมูลน้ำแบบ Real-time เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก
- Water Smart Community เสริมพลังชุมชนให้ร่วมบริหารจัดการน้ำกับภาครัฐ ทั้งการรับมือและการใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างยั่งยืน
- ยกระดับการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำทุกภาคส่วนให้เป็นระบบเดียวกัน

ถอดบทเรียนสำคัญเมื่อ “การจัดการน้ำ” กลายเป็น “โอกาส” เปลี่ยน 4 ชุมชนต้นแบบ ให้เป็น Water Smart Communities
ภายในงานมีพิธีมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติชุมชนต้นแบบแก่ผู้แทน 7 ชุมชนต้นแบบ โดยในโอกาสนี้ได้เปิดโอกาสให้ตัวแทนจาก 4 ชุมชนมาแชร์ประสบการณ์การสร้าง Water Smart Communities ซึ่งบทเรียนนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าการจัดการน้ำไม่มีสูตรเดียว แต่เกิดจากคนในพื้นที่ที่เข้าใจปัญหา ร่วมมือกัน และออกแบบทางออกให้เหมาะกับบริบทของตัวเอง จึงสามารถเปลี่ยนจากวิกฤติน้ำเป็นความมั่นคง คุณภาพชีวิตที่ดี ความร่วมมือ และมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ได้พร้อมกัน

เริ่มจาก ชุมชนทุ่งเจ้า อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ เน้นการบริหารจัดการน้ำด้วยภูมิปัญญาเหมืองฝาย โดยมีแกฝาย คอยจัดสรรน้ำและพิธีเลี้ยงผีฝายเพื่อสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์แหล่งน้ำร่วมกัน โดยชุมชนได้รวมพลังปรับปรุงฝายคอนกรีตเสริมกล่องเกเบี้ยนให้แข็งแรง พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการและกองทุนเงินสมทบสำหรับบำรุงรักษาฝายด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังต่อยอดสู่อาชีพการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และร่วมกันดูแลป่าต้นน้ำภายใต้แนวคิด “หากไม่มีป่า ก็ไม่มีน้ำ”
ต่อมา ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่กลางน้ำ แก้โจทย์เกษตรกรที่ทำนาได้ปีละ 1 ครั้ง และว่างงานในเวลาที่เหลืออีก 8 เดือน โดยนำ “น้ำส่วนเกิน” จากอ่างเก็บน้ำส่วนกลางมาทำแปลงเกษตรอินทรีย์ผสมผสานตลอดทั้งปี ช่วยเปลี่ยนบทบาทผู้สูงอายุจากผู้รอรับเบี้ยยังชีพมาเป็นผู้สร้างรายได้ 2,500–3,000 บาท/เดือน และมีสุขภาพกาย-ใจที่ดีขึ้น นับเป็นบทเรียนการจัดการน้ำที่เริ่มจากโครงการเล็กๆ ที่ตอบโจทย์พื้นที่โดยไม่ต้องรอโครงการขนาดใหญ่จากภาครัฐ
มาถึง ชุมชนแพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม ที่ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ 3 น้ำ แก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องการเปิด-ปิดประตูน้ำระหว่างคนน้ำจืดและน้ำเค็มที่เรื้อรังยาวนานกว่า 20 ปี โดยใช้กระบวนการ งานวิจัยท้องถิ่น ดึงชาวบ้านมาเป็นนักวิจัย ร่วมกันคิดค้นนวัตกรรมประตูระบายน้ำ “บานหับเผย” ที่ปรับเปิด-ปิดตามฤดูกาลและระดับน้ำขึ้นลงธรรมชาติ จนคืนสมดุลให้ระบบนิเวศ ต่อยอดทำร้านอาหาร ล่องแพ สร้างสวัสดิการชุมชน และเปลี่ยนวิธีคิดจาก “น้ำของแก/น้ำของฉัน” เป็น “น้ำของเราทุกคน”
ส่วนในพื้นที่ปลายน้ำ เป็นชุมชนใจกลางเมืองหลวง อย่าง ชุมชนทรงวาด กรุงเทพมหานคร ย่านท่องเที่ยวเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เคยเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซาก ซึ่งในปัจจุบันใช้โครงสร้างพื้นฐาน (อุโมงค์ยักษ์และแนวเขื่อนกั้นน้ำ) ร่วมกับการบริหารจัดการเชิงรุกวางกระสอบทรายตามจุดฟันหลอช่วงน้ำหลาก ชุมชนรวมตัวกันในนาม “Made in Song Wat” พลิกฟื้นย่านเก่าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ริมน้ำ (Water-based Creative Economy) จนเป็นย่านท่องเที่ยวระดับโลก และกำลังร่วมมือกับภาครัฐวางแผนพัฒนาพื้นที่และเส้นทางท่องเที่ยวริมน้ำอย่างยั่งยืน
แชร์แนวทางการรับมือกับภัยพิบัติอย่างชาญฉลาด
GISTDA เสริมฟีเจอร์ใหม่บน แพลตฟอร์มติดตามภัยพิบัติ
3 นวัตกรรมไทย รับมือ ฟื้นฟู จัดการปัญหาไม่คาดฝันจากการเกิดภัยพิบัติ
จาก Geostorm ถึง HAARP ไขปริศนา “เทคโนโลยี” กับ “ภัยพิบัติ”
Post Views: 15