วิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์: Veblen in Plain English ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน
“เศรษฐศาสตร์นั้นมีความเป็นวิทยาศาสตร์ (scientific) มากกว่าสังคมศาสตร์อื่นๆ” คำกล่าวเช่นนี้สร้างความหมั่นไส้ให้กับประชาคมสังคมศาสตร์ แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็คิดเช่นนี้จริงๆ
ท่ามกลางความหลากหลายของความคิดทางอุดมการณ์ของเศรษฐศาสตร์ ในฝั่งหนึ่งมีแนวคิดที่มาจากมาร์กซในเรื่องวิทยาศาสตร์สังคมนิยม (scientific socialism) ส่วนในฝั่งที่นิยมตลาด นักเศรษฐศาสตร์หลายๆ คนไม่เคยจะคิดว่าเศรษฐศาสตร์อยู่ในสังคมศาสตร์เลยด้วยซ้ำ
นี่ตั้งคำถามกับเราว่าวิชาเศรษฐศาสตร์นั้นพิเศษกว่าใครเขาจริงหรือ?
ธอร์สไตน์ เวเบลน: ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน โดย เคน แมคคอร์มิก แปลไทยโดย นภนต์ ภุมมา อธิบายและพยายามสรุปแนวคิดของ ธอร์สไตน์ เวเบลน ที่ตั้งคำถามถึงหลักวิธีคิดของวิชาเศรษฐศาสตร์ และเสนอแนวทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน เพื่อตอบคำถามถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์ โดยชี้ไปถึงวิธีการคิดแบบวิวัฒนาการ (evolution)
หนังสือพยายามรวบรวมและแปลความหมายของงานเขียนเวเบลนอย่างเป็นระบบ เนื่องจากงานเขียนของเขานั้นอ่านยาก กระจัดกระจายและไม่สามารถอ่านอย่างเรียงลำดับได้ จึงสร้างความลำบากต่อผู้อ่านในการเชื่อมโยงให้เป็นระบบ หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากที่รวบรวมภาพใหญ่ของความคิดเวเบลนให้ผู้อ่านได้เห็น แต่ทั้งนี้หนังสือก็เสริมเติมแต่งและนำเอาองค์ความรู้จากนักคิดเศรษฐศาสตร์สถาบันสมัยใหม่เข้ามาช่วยอธิบาย
หนังสือเริ่มจากข้อวิจารณ์ของเวเบลนที่ติเตียนเศรษฐศาสตร์กระแสหลักซึ่งใช้กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์แบบตายตัวอิง ดุลยภาพ ว่าเป็นวิธีการจำแนกแบบอนุกรมวิธาน (taxonomy) วิธีของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นกระบวนการแยกแยะแจกแจงสิ่งที่เกิดขึ้นในจุดๆ หนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงพลวัติที่เป็นจริง วิธีเช่นนี้ทำให้เศรษฐศาสตร์อยู่ในกรอบแคบๆ ไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงและละเลยพลวัติที่มาจากการเติบโต สังคมมนุษย์ไม่ได้หยุดนิ่ง และมีการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันอยู่ตลอดเวลา วิธีการดุลยภาพของกระแสหลักจึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์
ดังนั้น เศรษฐศาสตร์จึงต้องใช้วิธีการแบบ วิวัฒนาการ เป็นกระบวนการระเบียบวิธีเชิงวิทยาศาสตร์ ต้องกล่าวก่อนว่าแม้วิธีการนี้จะมาจาก ชาล์ส ดาวิน ที่เล่าถึงวิวัฒนาการของสัตว์ แต่เมื่อมาปรับใช้กับสังคมมนุษย์แล้ว เราต้องสำเหนียกว่ามนุษย์นั้นมีสติที่จะเลือก ไม่ได้มีพฤติกรรมที่กำหนดโปรแกรมไว้แล้วเช่นสัตว์ สังคมมนุษย์จึงวิวัฒน์ตามทางเลือกสองขั้วของสัญชาตญาณและกมลสันดาน (instinct and traits) ที่มีในธรรมชาติของมนุษย์เราทุกคน เรามีธรรมชาติขั้วหนึ่งที่ทำงานเพื่อเอาตัวรอด และอีกขั้วที่เอาเปรียบเพื่อให้รอดอยู่สบาย เวเบลนเรียกธรรมชาติของมนุษย์สองขั้วนี้แตกต่างกันไปตามแต่บริบท ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือการเปรียบเทียบระหว่าง สัญชาติญาณการล่า (predatory instinct) ในฐานะคู่ตรงข้ามกับสัญชาติญาณการผลิต (instinct of workmanship)
นี่ทำให้สถาบันในสังคมของเราเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์ผลักดันให้เราปรับตัวเอาตัวรอดตามกมลสันดานสองขั้ว ระบบตลาด ระบบกฎหมาย ประเพณี ศาสนา ความเชื่อ ความคิดความเข้าใจทางศีลธรรม ฯลฯ คือสถาบันซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากแรงผลักดันทางวิวัฒนาการ ในแง่นี้หนังสือได้สรุปการให้เหตุปัจจัยของเวเบลนอย่างตรงไปตรงมา ชี้ให้เห็นว่าสถาบันเกิดมาจากการวิวัฒน์ของสังคมตามธรรมชาติที่มีตามสัญชาตญาณสองขั้วในมนุษย์
หนังสือชี้ว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของการวิวัฒน์มาจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี พลวัติในสัญชาตญาณสองขั้วของมนุษย์และเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดทิศทางของสถาบันในสังคม หนังสือนำเอาองค์ความรู้สมัยใหม่จากนักวิชาการที่ดำเนินรอยตามเวปเบลนมาใช้ เพื่อประกอบการอธิบายพลวัติของเทคโนโลยี เนื่องเพราะเวปเบลนไม่ได้วิจารณ์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงสังคมเราเช่นในสมัยนี้ โดยหนังสือหยิบเอาตัวอย่าง เทคโนโลยีทางการแพทย์ นวัตกรรมการกำหนดเวลา การผลิตทางอุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งสร้างพลวัติการเปลี่ยนแปลง หนังสือต้องอาศัยกรอบการอธิบายเชิงสถาบันตามงานของ Joel Mokyr ที่เพิ่งได้รางวัลโนเบลในปี 2025 ในการนำเสนอ เพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเข้ามารวมกับรากฐานการวิวัฒนาการสถาบัน และไหนจะมีเรื่องของ AI ปัญญาประดิษฐ์ซี่งไม่มีในหนังสือที่ยังต้องมีการทำความเข้าใจถึงผลกระทบของมันอีกมาก
กระนั้นครึ่งแรกของหนังสือประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำให้ผู้อ่านเข้าใจความคิดภาพรวมที่เป็นแนวทางของเวเบลนและเศรษฐศาสตร์สถาบัน พลวัติในธรรมชาติของมนุษย์และเทคโนโลยีที่วิวัฒน์ออกมาเป็นสถาบันในสังคม เรียกว่าอธิบายโมเดลทางเศรษฐศาสตร์สถาบันให้ผู้อ่านเข้าใจออกมาเป็นภาพใหญ่โดยไม่ได้ใช้คณิตศาสตร์แต่อย่างใด
ในส่วนที่เหลือ หนังสือได้นำโมเดลทางความคิดที่อธิบายไว้ในครึ่งแรกไปขยายและเจาะลึกในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่ ความก้าวหน้าในประวัติศาสตร์ (progress) ที่สันดานสองขั้วของมนุษย์ปะทะกัน แต่ไหนแต่ไรจากสังคมบุพกาลมายังยุคอุตสาหกรรมและการค้า ความหมายและคำอธิบายของคำว่า ทุน ที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้กันอย่างห้วนๆโดยไม่มีทฤษฎีมารองรับ การบริโภคโอ้อวด ของชนชั้นสูงแสดงความสุนทรีย์ที่มาจากธรรมชาติตามกมลสันดานอีกด้านของมนุษย์ซึ่งชอบมองบน กลไกนี้ควบคุมพฤติกรรมเพื่อการปกครองแบบลำดับขั้น และ การศึกษา ที่เวบเบลนเห็นว่าอาจจะถูกนำมาใช้ในการกำหนดลำดับขั้นมากกว่าการแสวงหาปัญญาอย่างที่ควรจะเป็น
เวเบลนนั้นมีชื่อเสียงจากบทวิจารณ์ความเป็นวิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ตั้งคำถามและเสนอว่าเศรษฐศาสตร์ควรใช้วิธีการทางวิวัฒนาการในการมองภาพรวม ตรงกันข้ามกับการวิเคราะห์ดุลยภาพ หนังสือเล่มนี้สรุปแนวคิดของเวเบลนและอธิบายให้ทำความเข้าใจได้ง่าย พร้อมกับเจาะลึกไปในประเด็นทางพฤติกรรมต่างๆที่เกิดจากธรรมชาติสองขั้วของมนุษย์ที่แสดงออกมาในสถาบันของสังคม
กระนั้น แม้ ธอร์สไตน์ เวเบลน: ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน จะสื่อความคิดของเวบเบลนออกมาให้เข้าใจง่าย พร้อมกับอธิบายโมเดลวิธีการคิดแบบวิวัฒนาการออกมา แต่การอธิบายก็เสริมเติมแต่งแนวทางสมัยใหม่เข้าไป อาจจะไม่เถรตรงถูกใจผู้ศึกษาความคิดของเวเบลนอย่างเป็นวิชาการนัก รวมถึงไม่ได้อ้างอิงและอธิบายบทความทั้งหมดของเวบเบลนอย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้อ่านที่กำลังแสวงหาแนวความคิดที่สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจสังคมที่มีอยู่จริง โดยเฉพาะการทำความเข้าใจโลกที่ผันผวนและวิวัฒน์ไปอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นความปั่นป่วนรอบตัวเรา ท่านผู้อ่านสามารถเริ่มที่หนังสือเล่มนี้ ตั้งคำถามถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์ เรียนรู้วิธีมองสังคมมนุษย์ผ่านกรอบวิวัฒนาการในเศรษฐศาสตร์สถาบันซึ่งมีต้นธารมาจาก ธอร์สไตน์ เวเบลน
หมายเหตุ :
- ผู้เขียนอยากแย้งว่าจริงๆ แล้วไม่เห็นด้วยกับการตีความเช่นนี้ หนังสือชี้ว่าทั้งสันดานของมนุษย์และเทคโนโลยีทำงานอย่างเป็นพลวัต ส่งผลให้เกิดการวิวัฒนาการในสังคม การตีความนี้ให้เหตุปัจจัย (causality ) ชัดเจนว่า สถาบัน = f (มนุษย์, เทคโนโลยี) โดยเทคโนโลยีเป็นตัวแปรภายนอก ผู้เขียนอยากแย้งว่าควรจะมองเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันต่างหาก มนุษย์กำหนดทั้งเทคโนโลยีที่จะใช้และตัวสถาบันที่ดำเนินการใช้เทคโนโลยี
- เวเบลน ติเตียน ทฤษฎีมูลค่าทุน ของเศรษฐศาสตร์ทั้งสองฝ่าย อาจารย์ของเขาเอง John Bate Clark ผู้ริเริ่มแนวคิด marginal product of capital และ คาร์ล มาร์กซ ที่ใช้ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน ในเชิงที่พวกเขามองเศรษฐศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ที่ตายตัว ทฤษฎีมูลค่าทุนของทั้งสองฝ่ายนั้นก็ไม่สามารถแก้ไขทางคณิตศาสตร์ได้
- เอาให้จริงเราก็สามารถวิจารณ์เวเบลนได้ว่า วิธีการแบบวิวัฒนาการในเศรษฐศาสตร์ ก็ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เช่นกัน เพราะไม่มีตัวชี้วัด (measurement) เพราะเวเบลนก็ไม่มี ทฤษฎีมูลค่าทุน ซึ่งเป็นตัวเลข
ABOUT THE AUTHOR
อ.ดร.สิร นุกูลกิจ
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย