VI ตายช้า/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร - Thai Value Investor การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุน VI หุ้นวีไอ Webboard
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้อ่านเจอข้อความในสื่อสังคมของเพื่อนโรงเรียนเก่าซึ่งมักจะส่งข้อความเกี่ยวกับสุขภาพของคนสูงอายุที่ผมมักจะอ่านเป็นครั้งคราวเนื่องจากเป็นเรื่องที่ผมสนใจอยากจะรู้ว่าคนร่วมรุ่นของผมเป็นอย่างไรกันบ้าง
บทความนั้นเขียนโดย นพ. เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ ซึ่งเป็นอายุรแพทย์ บอกว่า จากประสบการณ์ของท่าน มี 3 สัญญาณง่าย ๆ ที่บอกว่า “ผู้สูงวัยยังแข็งแรงจากภายใน” ที่ท่านพบจากการเดินตรวจทั้งในโรงพยาบาลและสถานดูแลระยะยาวโดยที่ยังไม่ได้ตรวจดูผลเลือดหรือฟิล์มเอกซเรย์มี 3 เรื่องคือ
1) เสียงดัง ฟังชัด อาจจะเพราะ ปอดยังทำงานได้ดี หัวใจสูบฉีดเลือดได้เพียงพอ กล้ามเนื้อหัวใจยังแข็งแรง และมีพลังกระฉับกระเฉง ซึ่งแสดงถึงความแข็งแรงของอวัยวะสำคัญต่อการอยู่รอดได้ดีกว่าคนที่ “ไม่ค่อยมีแรงหรือพลังในการพูด”
2) ยังอยากกิน ยังมีความอยากอาหาร เช่น อยากกินข้าวต้ม อยากกินผลไม้หรือของหวาน เป็นต้น ซึ่งสะท้อนว่าระบบทางเดินอาหารยังทำงานดี ลำไส้แข็งแรง สมองยังรับรู้และตอบสนองต่อความหิว ภาวะโภชนาการยังอยู่ในเกณฑ์ดี และสุดท้าย
3) แรงบีบมือยังดี เวลาจับมือ เพราะแรงบีบมือเป็นตัวชี้วัดที่ได้รับการยอมรับว่ามีความสัมพันธ์กับสุขภาพโดยรวมเพราะมักสะท้อนว่ากล้ามเนื้อมัดเล็กและใหญ่ยังแข็งแรง มีมวลกล้ามเนื้อเพียงพอ มีพละกำลังในการทำกิจวัตรประจำวันและลดความเสี่ยงในการหกล้มและกระดูกหัก
ทั้งหมดนั้น ก็เป็นแค่ข้อสังเกตที่น่าจะยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ผมเองเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นความจริงและมีเหตุผลรองรับซึ่งนั่นก็เพียงพอสำหรับผมในการนำไปใช้ในการวิเคราะห์ต่อไป และนั่นก็เป็นข้อมูลที่สำคัญสำหรับการลงทุนในแง่ที่ว่า มันเป็นปัจจัยสำคัญ 1 ใน 3 ข้อของความสำเร็จ
นั่นก็คือ “ระยะเวลาของการลงทุน” หรือ “แก้วดวงที่ 3” ที่ยิ่งยาวก็ยิ่งดี เพราะจะทำให้ความั่งคั่งทวีคูณขึ้นแบบทบต้นตามเวลาที่เพิ่มขึ้น และการมีสุขภาพที่แข็งแรงจนทำให้สามารถบริหารการลงทุนไปเกือบตลอดชีวิตก็ทำให้แก้วดวงนี้สุขสว่างขึ้น
และนั่นยังนำผมให้นึกถึงปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพดีนั่นก็คือ การมี “อายุที่ยืนยาว” ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพที่ดีด้วย แต่คนที่สุขภาพดีนั้น บางทีก็อาจจะไม่ได้มีอายุยาวมากก็ได้ ซึ่งนั่นก็พบเห็นได้บ่อย ๆ เช่น เป็นนักกีฬาแต่ตายเร็วกว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายอะไรมากนัก เป็นต้น
ประเด็นเรื่องอายุยืนยาวนั้น ผมเองเคยได้อ่านบทความผ่านตามานานแล้วว่ามีการศึกษาเรื่องหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า “คนที่ประสบความสำเร็จสูงนั้น มักมีอายุยาวกว่าคนที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่า” เหตุผลอาจจะเป็นว่า คนที่ประสบความสำเร็จนั้น ส่วนใหญ่ก็จะมีเงินหรือความมั่งคั่งมากกว่า ซึ่งทำให้จะได้รับการดูแลรักษาโรคได้ดีกว่าและมีสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยดีกว่าคนที่มีเงินน้อยกว่า
ที่สำคัญกว่านั้นก็อาจจะเป็นเพราะคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจำนวนมากมักจะมี “เป้าหมายในชีวิต” ที่ชัดเจนและมักจะทำงานต่อไปเรื่อย ๆ “จนตาย” เพราะพวกเขา “มีความสุขจากการทำงาน” ไม่ใช่จำเป็นต้องทำ
นอกจากนั้น คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมักมีสถานะทางสังคมสูงกว่า มีเครือข่ายหรือเพื่อนฝูงและได้รับการยอมรับนับถือจากคนจำนวนมาก ซึ่งช่วยลดความเครียดและช่วยกระตุ้นสมองให้กระตือรือร้นอยู่เสมอเวลาที่ต้องพูดคุยหรือให้คำปรึกษาแก้ปัญหาให้กับผู้อื่น
สุดท้ายก็อาจจะเป็นเรื่องของยีนของคนที่มีสุขภาพที่ดีกว่าปกติตั้งแต่เกิด ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จสูงและมีชีวิตยืนยาวตามยีนที่ดีและแข็งแรงนั้น
การศึกษาเรื่องคนที่ประสบความสำเร็จสูงมากมักจะมีชีวิตที่ยืนยาวที่ผมพูดถึงนั้น ศึกษาโดยใช้ตัวอย่างของดาราหนังที่ประสบความสำเร็จสูงมากในอเมริกานั่นก็คือ พวกดาราหรือผู้กำกับที่ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองทั้งคนที่ตายไปแล้วและที่ยังมีชีวิตอยู่ เปรียบเทียบกับคนที่ว่าที่จริงก็ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกันแต่ไม่เท่า นั่นก็คือ คนที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าประกวดแต่ไม่เคยได้รางวัลตุ๊กตาทองในชีวิต
ผลของการศึกษาพบว่า คนที่ได้รับรางวัลนั้น มีชีวิตที่ยืนยาวกว่าคนที่ไม่ได้รับรางวัลโดยเฉลี่ยประมาณ 3.5-4 ปี และตัวอย่างของดาราชื่อดังก็เช่น คลินต์ อิสต์วูด ซึ่งเคยได้ตุ๊กตาทองถึง 4 ตัว มีอายุถึง 96 ปีแล้วและทุกวันนี้ก็ยังทำงานอยู่ คนต่อมาก็คือ ดิ๊ก แวนได้ค์ที่มีอายุถึง 100 ปีแต่คนไทยอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ
โซเฟีย ลอเร็น ซึ่งเคยเป็นดาราประเภทเซ็กส์ ซิมโบล อายุ 92 ปี เมล บรูกส์ ซึ่งก็ยังมีชีวิตอยู่และอายุ 100 ปีแล้ว เช่นเดียวกับจูลี่ แอนดรูว์ ดาราดังที่แสดงนำในเรื่อง “The Sound of Music” ที่ผมชอบมากตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ก็อายุ 90 ปีแล้ว สุดท้ายก็คือ เคิร์ก ดักลาส ที่ตายตอนอายุ 103 ปี เป็นนักแสดงที่น่าจะเรียกว่าเป็น “ตำนาน” ของฮอลลีวูดเพราะได้รับรางวัลออสการ์กิตติมศักดิ์
อย่างไรก็ตาม การศึกษาในแวดวงอื่นนอกเหนือจากดาราก็คงมีน้อย เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกำหนดนิยามชัดเจนเกี่ยวกับ “ความสำเร็จ” และบางทีก็อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าความสำเร็จคือเหตุผลที่ทำให้อายุยืนขึ้นนั้นจริงหรือเปล่า เป็นไปได้ว่าน่าจะมีเหตุผลอื่นอีกไม่น้อยที่ทำให้คนอายุยืน การศึกษาที่จะทำให้ถูกต้องชัดเจนจริง ๆ แล้วก็ต้องคุมปัจจัยอื่น ๆ นั้นให้เท่ากัน เช่น รวยเท่ากัน ออกกำลังกายเท่ากัน หรือปัจจัยอื่น ๆ อีกมาก
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนว่า “ความสำเร็จ” น่าจะมีผลต่อการมีอายุที่ยืนยาวอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะความสำเร็จนั้น มีผลต่อจิตใจและสังคมซึ่งน่าจะทำให้มีอายุยืนขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เรามักจะพบคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตสูง ๆ ในวงการอื่น ๆ เช่น นักการเมืองที่มีอายุค่อนข้างจะยาว ตัวอย่างก็เช่น
จิมมี คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐ ที่อยู่ถึง 100 ปี มหาเดร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซีย ที่อายุ 101 ปีแล้วแต่ก็ยังมีบทบาททางการเมืองในมาเลเซียอยู่ จอร์จ บุช คนพ่อ อดีตประธานาธิบดีอเมริกาตอนนี้ก็ 96 ปีแล้ว แม้แต่ในไทยเอง อดีตนายกรัฐมนตรีหลายคนก็มีอายุยาวมาก บางท่านก็ใกล้ร้อยปีแล้ว
และนั่นนำมาสู่ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านของการลงทุน โดยเฉพาะที่เป็น Value Investor ระดับโลกที่ผมรู้สึกว่ามีอายุยืนยาวมากกว่านักลงทุนทั่วไปและคนธรรมดา และน่าจะรวมถึงคนที่มีความมั่งคั่งมหาศาลแต่มาจากวงการอื่นด้วย โดยที่เหตุผลของผมก็คือ VI นั้น มีพฤติกรรมที่อาจจะทำให้พวกเขาอายุยืนยาวกว่าก็คือ
1) เซียน VI มักจะเครียดน้อยกว่าเวลาทำงานและนอกเวลา พวกเขาไม่นั่งตามดูราคาหุ้นตลอดเวลาหรือแม้แต่ทุกวัน พวกเขาไม่ตื่นเต้นหรือตกใจง่าย วัน ๆ นั่งอ่านแต่หนังสือและใช้ชีวิตแบบสงบ ไม่ต้องวุ่นวายกับงานประจำและการประชุมแบบผู้บริหารหรือการทำงานแบบอื่น
2) คุณสมบัติสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งของคนที่เป็น VI ก็คือ อดทน อดทน อดทน และใจเย็นมาก ๆ สามารถรอได้เป็นปีกับการลงทุน และจะไม่ตัดสินใจเร็วหรือเทรดหุ้นบ่อย ๆ หรือตลอดเวลา VI แบบบัฟเฟตต์นั้น บ่อยครั้งซื้อหุ้นแล้วถือเป็นสิบ ๆ ปีโดยไม่ได้ทำอะไรเลยแม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นจะเปลี่ยนแปลงไปมากมาย
3) ฐานะการเงินหรือมูลค่าพอร์ตของเซียน VI นั้น มักจะค่อนข้างสม่ำเสมอและเติบโตขึ้นอย่าง “ช้า ๆ” เช่น ประมาณ 10-12% ต่อปีแบบทบต้น แต่พอร์ตไม่ค่อยลดลง หรือเรียกว่า “Maximum Draw Down” จะต่ำกว่านักลงทุนทั่วไป ความหมายก็คือ VI ระดับเซียนอย่างเช่น บัฟเฟตต์นั้น พอร์ตจะโตขึ้นเกือบทุกปี เป็น “All Time High” เกือบตลอดเวลา นาน ๆ ทีพอร์ตก็จะลดลงบ้างอย่างเช่นในช่วงปี “ตลาดหุ้นวิกฤติ” แต่พอตลาดฟื้น พอร์ตก็มักจะกลับมา All Time High ใหม่ในเวลาไม่นาน
ทั้งหมดนั้นทำให้ VI ที่ประสบความสำเร็จสูงมาก มักจะมีอายุยืนยาวกว่าคนอื่น เพราะพวกเขาเครียดน้อยกว่า รวยกว่า และได้รับการยอมรับนับถือสูงกว่า ซึ่งอาจจะส่งผลให้ “ตายช้ากว่า” ลองมาดูนักลงทุน VI หรือคนที่ใช้แนวทางแบบ VI ในการลงทุนระดับ “ตำนาน” ว่ามีใครบ้าง
1) แน่นอนต้องเป็น วอเร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตลอดกาล ตอนนี้อายุ 95 ปีแล้วแต่ก็ยังลงทุนอยู่
2) คือชาร์ลี มังเกอร์ ที่ตายตอนอายุ 99 ปี และทำงานจนถึงวันตาย คู่หูของวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่เป็น VI ที่เข้มข้นไม่แพ้กัน
3) วอลเตอร์ ชลอส กลุ่ม VI เพื่อนรุ่นแรกของบัฟเฟตต์ที่ศึกษากับเบน เกรแฮม ตายตอนอายุ 95 ปี ในปี 2012
4) เซอร์จอห์น เท็มเปิลตัน นักลงทุน VI ที่เดินทางลงทุนไปทั่วโลก ตายตอน 95 ปีเช่นเดียวกันในปี 2008
5) ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์ ซึ่งเป็น บิดา แห่งหุ้นโก๊รธหรือหุ้นโตเร็วแต่ VI จำนวนมากต่างก็ยอมรับว่าเขาอยู่ในสำนักของ VI ที่เน้นการเติบโต ตายตอนอายุ 96 ปี ตั้งแต่ปี 2004
6) แอนน์ ไชเบอร์ นักลงทุน VI “แบบบ้าน ๆ” ที่ยิ่งใหญ่และคนเพิ่งจะรู้ว่าประสบความสำเร็จสูงมาก ทำเงินจากการลงทุนหลัก “แสนบาทเป็นพันล้านบาท” ในวันที่ตายตอนอายุ 101 ปี ในปี 1995
7) และสุดท้าย Irving Kahn ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ “เกิดไม่ทัน” แต่น่าจะเป็น VI ลูกศิษย์คนแรก ๆ ของ เบน เกรแฮม ที่อายุยืนที่สุด เพราะตายตอนอายุ 109 ปี ในปี 2015