สรุปเนื้อหา สัมมนา VI201 ภาคใต้ สค 69 - Thai Value Investor การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุน VI หุ้นวีไอ Webboard

สรุปรายละเอียดงานสัมมนา VI201 ภาคใต้

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing - VI) กลยุทธ์และมุมมองตลาดหุ้นไทยในช่วงดัชนี 1600 ยังน่าลงทุนไหม


มุมมอง แนวคิด และกลยุทธ์การลงทุนจากงานสัมมนาของกลุ่มนักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) ซึ่งจัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ) คณะวิทยาศาสตร์ หาดใหญ่ โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุน VI ระดับแนวหน้าของประเทศไทยหลายท่าน ได้แก่

คุณ โจ อนุรักษ์ บุญแสวง (อดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ThaiVI)

คุณ วิบูลย์ (ผู้เขียนหนังสือตะแกรงร่อนหุ้น)

คุณ ธนสิทธิ์ (นักลงทุน VI รายใหญ่ในภาคใต้)

คุณหลิน วีรพงศ์ ธัม (อดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ThaiVI)

คุณ นุช วราพรรณ (นักลงทุนสายปันผล กรรมการ ThaiVI)

ร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์และตอบคำถามอย่างเจาะลึก

พิธกร : น้องเอก

---


### ส่วนที่ 1: แก่นแท้และหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI Core Principles)


1. หลักการ 4 ข้อของการร่อนหุ้น (โดย พี่วิบูลย์)

การลงทุนแบบ VI ไม่ใช่การซื้อมาขายไปเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น แต่มีแก่นหลัก 4 ประการ ได้แก่:

1.ซื้อหุ้นเหมือนซื้อธุรกิจ: ให้มองว่าเรากำลังเข้าไปเป็นเจ้าของกิจการที่มีรายได้ มีพนักงาน มีการดำเนินงานจริง

2.ซื้อในธุรกิจที่เข้าใจ:  อย่าซื้อหุ้นตามคำบอกเล่าของผู้อื่นโดยไม่ศึกษา นักลงทุนต้องเข้าไปดูและทำความเข้าใจโมเดลธุรกิจนั้นอย่างถ่องแท้

3.ซื้อในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value):

มูลค่าที่แท้จริงไม่ใช่ "ตัวเลขตายตัว" (เช่น 123.32 บาท) แต่เป็น "ช่วงของมูลค่า" (Range) ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวแปรต่างๆ เช่น อัตราคิดลด (Discount Rate) หรือกระแสเงินสดในอนาคต มูลค่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกปีตามผลประกอบการ หากธุรกิจดีมูลค่าจะเพิ่ม ธุรกิจแย่มูลค่าจะลดลง

4. ถือหุ้นไว้ตราบที่ยังเป็นธุรกิจที่ดี: ความผันผวนของตลาดที่ทำให้ราคาหุ้นขึ้นหรือลงเป็นเพียงราคาบนกระดาน หากพื้นฐานธุรกิจยังดีจริง ในระยะยาวราคาหุ้นจะสะท้อนผลประกอบการเสมอ


2. กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบ "กองหน้า-กองหลัง" (โดย คุณนุช)

เปรียบเทียบพอร์ตการลงทุนเหมือนทีมฟุตบอล พอร์ตไม่ควรมีแต่ "กองหน้า" (หุ้นเติบโตที่หวังส่วนต่างราคา) แต่ต้องมี "กองหลัง" (หุ้นปันผล) เพื่อใช้บริหารจัดการกระแสเงินสดในระยะยาวและสร้างความอุ่นใจในยามตลาดผันผวน


การคว้าโอกาสในวิกฤต: ยกตัวอย่างหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่พี่ไก่ ธันวา เป็นกรรมการ ในช่วงโควิดที่ราคาตกลงมาเหลือราว 10 กว่าบาท หากนักลงทุนกล้าซื้อในวันนั้นและถือมาจนถึงปัจจุบันที่ราคากลับไป 40 กว่าบาท จะได้รับปันผลเทียบกับต้นทุนสูงถึง 20%


ท่ามกลางวิกฤต ห้ามพอร์ตว่าง: หากในยามที่ตลาดหุ้นตกหนักและเราไม่มีหุ้นปันผลคอยสร้างกระแสเงินสดเลย หรือมีแต่หุ้นที่หวังกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) แล้วไม่เป็นไปตามคาด นักลงทุนจะเกิดความตื่นตระหนก การสะสมหุ้นปันผลที่แข็งแกร่งจึงเป็น "ท่าง่าย" ที่ช่วยพยุงจิตใจและสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน


---


### ส่วนที่ 2: มุมมองต่อสภาวะตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน


วิทยากรแต่ละท่านมีมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยที่หลากหลาย แต่โดยรวมยังเห็นโอกาสซ่อนอยู่ภายใต้ความท้าทาย:


1. หุ้นไทยขนาดกลางและเล็กยังน่าสนใจ (โดย พี่ตี้ ธนสิทธิ์)

แม้ดัชนีตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นมาแตะระดับ 1,600 จุด ซึ่งดูเหมือนสูง แต่การปรับขึ้นรอบนี้เกิดจากการดันดัชนีของหุ้นขนาดใหญ่บางตัว (เช่น แบงก์) ในขณะที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กหลายบริษัทยังมีราคาที่ไม่แพง (Undervalued) และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูง การกระจายการลงทุนในหุ้นไทยสัก 10-20 ตัวยังถือเป็นกลยุทธ์ที่ดี


2. ตลาดหุ้นไทยผ่านพ้นจุดต่ำสุดและเริ่มเห็นแสงสว่าง (โดย พี่หลิน)

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเผชิญวิกฤตซ้อนทับ ทั้งจากการหดตัวของมูลค่า (Multiple Contraction - P/E ลดลงเรื่อยๆ คล้ายที่เคยเกิดในเวียดนาม) และปัญหาเศรษฐกิจการเมืองที่ชะงักงัน แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นแสงสว่างจากอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เข้ามา เช่น แผงวงจร (PCB) ที่เริ่มเป็นดาวรุ่ง, Data Center, และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV)


จุดเข้าซื้อที่ดีที่สุดของ VI: คือการซื้อหุ้นที่ P/E ต่ำมากๆ ไม่มีความคาดหวังสูง และให้ปันผลระดับ 7-8% โดยต้องมั่นใจว่ากำไรจะไม่ตก หากธุรกิจกลับมาเติบโตจะได้แรงหนุนสองเด้ง (กำไรโต + P/E ขยาย)


อย่าดูแค่ดัชนีตลาด: ดัชนีเป็นภาพลวงตา เช่น ตลาดเกาหลีที่ดัชนีขึ้นเยอะเพราะหุ้นเพียงไม่กี่ตัว (SK hynix, Samsung) หรือเวียดนามที่ดัชนีร่วงแต่หุ้นบางตัวยังขึ้นต่อ ตลาดหุ้นไทยยังมีเสน่ห์ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่มักมีรอบวัฏจักรให้ทำกำไรได้


3. มุมมองความระมัดระวังต่อความแพงของตลาดหุ้นไทย (โดย พี่โจ)

พี่โจมองว่า 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็นวิกฤตแบบ "ต้มกบ" (ค่อยๆ ซึมลงทีละ 10% จนลบไป 40-50%) ปัจจุบันพี่โจเน้นถือเงินสดและขายหุ้นที่ราคาขึ้นมาเกินมูลค่ามากกว่าการซื้อเพิ่ม (เสริมจากมุมมองของแอด นี่คล้ายกับเทคนิค Rebalancing port ซึ่งคุณโจ มีทั้งหุ้นไทย และ หุ้นฮ่องกง เวลาหุ้นไทยขึ้นมา เกินสัดส่วนและแพง ก็มีขายหุ้นที่แพง และเอาเงินไปซื้อหุ้นฮ่องกงที่ถูก )


PEG ของไทยอาจแพงที่สุดในโลก: หากประเมินด้วยค่า PEG (P/E หารด้วย Growth) ปัจจุบัน P/E ตลาดหุ้นไทยอยู่ราว 16-17 เท่า แต่การเติบโตของกำไร (EPS Growth) อยู่ที่เพียง 3.6% ทำให้ PEG พุ่งไปถึง 4-5 เท่า ซึ่งถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับตลาดอย่างเกาหลีใต้ที่ PEG ต่ำกว่า 1 เท่า


กำไรที่โตเป็นเพียงภาพลวงตาชั่วคราว?:

กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ดูเหมือนจะเติบโตในปีนี้ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่ได้อานิสงส์ชั่วคราวจากสงคราม หากตัดกลุ่มนี้ออก กำไรส่วนอื่นเติบโตน้อยมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับชาว VI เราไม่กะเก็งจังหวะตลาด (Market Timing) หากเจอหุ้นรายตัวที่ดีก็ยังสามารถลงทุนได้เสมอ


---


### ส่วนที่ 3: กลยุทธ์การเลือกระหว่าง "ปันผล" และ "ส่วนต่างราคา (Capital Gain)"


การเลือกหุ้นปันผลในตลาดไทย (โดย พี่วิบูลย์ และ พี่นุช)

ปัจจุบันการหาหุ้นที่ให้ทั้ง "ปันผลสูง" และ "เติบโตสูง" ในตัวเดียวกันเป็นเรื่องยากมาก นักลงทุนต้องเลือกว่าจะเน้นทางใดทางหนึ่ง


* อย่ามองข้ามหุ้นขนาดกลาง-เล็ก: หุ้นกลุ่มนี้หลายบริษัทมีเงินสดล้นมือ (บางบริษัทมีมูลค่าตลาดไม่ถึงแสนล้าน แต่มีเงินสด 3,500 ล้านบาท จ่ายปันผลปีละ 700 ล้านบาท) ต่อให้ยอดขายไม่โตและกำไรเป็นศูนย์ ก็ยังสามารถจ่ายปันผลระดับ 10% ต่อไปได้อีกหลายปี ปัจจุบันหลายบริษัทเริ่มปรับเพิ่มนโยบายจ่ายปันผล (Payout Ratio) จาก 30% เป็น 50%


* หุ้นธนาคาร: แม้ราคาจะปรับขึ้นมามาก (เช่น ธนาคารย่านสีลม ราคาจากร้อยกว่าบาทเป็นร้อยกลางๆ) แต่อัตราผลตอบแทนปันผลยังคงสูงกว่า 6-7% ซึ่งถือเป็นจุดที่ยังน่าสนใจ แต่ต้องพึงระวังว่าธุรกิจธนาคารอยู่ในจุดอิ่มตัว สังเกตได้จากการนำกำไรมาจ่ายปันผลในสัดส่วนที่สูงขึ้นมาก (เกือบ 100%) แทนที่จะเก็บไว้ขยายกิจการ


*  ความปลอดภัยต้องมาก่อน: หากต้องการเน้นปันผล ควรเลือกหุ้นที่แข็งแกร่ง ปลอดภัย และทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจ (Defensive Stock) มากกว่าการวิ่งไล่ตามหุ้นตามกระแส


**ทำไมบริษัทไทยไม่ค่อยซื้อหุ้นคืน? (โดย พี่หลิน)

ในอเมริกามักมีการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) เพื่อดันราคาหุ้น แต่ในไทยทำได้ยากเพราะ

1) สภาพคล่อง (Free Float) ของหุ้นไทยต่ำ หากซื้อคืนสภาพคล่องจะยิ่งหายและอาจตกเกณฑ์


2) โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทยมักเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งต้องการ "เงินสด" ผ่านการจ่ายเงินปันผลมากกว่าการดันราคาหุ้นบนกระดาน


---


### ส่วนที่ 4: การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation) และคำแนะนำสำหรับมือใหม่


หากย้อนกลับไปเป็นมือใหม่ที่มีเงินลงทุนเริ่มต้นไม่มาก (เช่น 100,000 บาท) วิทยากรมีความเห็นแบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก:


แนวทางที่ 1: ลงทุนในไทย 100% (โดย พี่ตี้)

หากเงินทุนน้อย การลงทุนในหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นปันผล เป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องปวดหัวเรื่องการจัดการภาษีต่างประเทศ หรือข้อจำกัดในการดึงเงินกลับมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน


แนวทางที่ 2: มุ่งสู่ตลาดต่างประเทศเพื่อสร้างการเติบโต (โดย พี่วิบูลย์ และ พี่โจ)

หากมี "เงินน้อย แต่มีความรู้มาก" ควรไปลงทุนต่างประเทศ เพราะเงิน 100,000 บาท หากได้ปันผล 10% (10,000 บาท/ปี) ย่อมไม่พอเลี้ยงชีพ นักลงทุนในระยะเริ่มต้นต้องการสะสมทุนผ่าน Capital Gain

*   ตลาดอย่างจีนหรือเกาหลีใต้ ยังมีหุ้นที่ P/E ถูกระดับ 6-7 เท่าซ่อนอยู่จำนวนมาก

*   ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีหากเป็นการลงทุนระยะยาว (20-30 ปี) โดยไม่ดึงเงินกลับ และปัจจุบันเครื่องมืออย่าง AI สามารถช่วยคัดกรองข้อมูลหุ้นต่างประเทศเบื้องต้นได้ง่ายขึ้น


ข้อควรระวังเรื่องภาษีและกลยุทธ์การใช้ DR (โดย พี่หลิน)

การบริหาร "เวลา" สำคัญพอๆ กับการบริหารเงิน เนื่องจากหุ้นไทยหลายร้อยตัวในยุคหลังเป็นหุ้น IPO ที่คุณภาพอาจไม่ดีนัก การเสียเวลาศึกษาหุ้นคุณภาพต่ำจะทำให้เสียโอกาส พี่หลินจึงแนะนำให้จัดสรรเวลาศึกษา "หุ้นที่คุณภาพดีที่สุดในโลก 100 ตัวแรก" เพื่อประหยัดเวลา

*  กลยุทธ์เลี่ยงภาษี: ปัจจุบันพี่หลินจัดสรรเงินลงทุน 90% อยู่ในตลาดหุ้นไทย ซึ่งรวมถึงการซื้อตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่จดทะเบียนในตลาดไทย (มีกว่า 300-400 ตัว) ทำให้สามารถเข้าถึงหุ้นต่างประเทศระดับโลกได้โดยไม่ต้องปวดหัวเรื่องการจัดการภาษีนำเงินกลับประเทศ และแบ่งเพียง 10% เท่านั้นไปลงทุนในพอร์ตต่างประเทศโดยตรง


---


### ส่วนที่ 5: "กำไรคือพ่อทุกสถาบัน" ปัจจัยขับเคลื่อนราคาหุ้นที่แท้จริง


ในระยะยาว ผลประกอบการคือกำหนดทุกสิ่ง (โดย พี่โจ และ พี่วิบูลย์)

นักลงทุนมือใหม่มักสับสนกับปัจจัยมหภาค (Macro Factors) เช่น อัตราดอกเบี้ย ดาวโจนส์ หรือสงคราม ซึ่งพี่โจมองว่าเป็นเพียง "เสียงรบกวน (Noise)" ระยะสั้น ในระยะยาวปัจจัยเดียวที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นคือ **EPS (กำไรต่อหุ้น)** ตราบใดที่บริษัททำกำไรได้ดีและเติบโต ราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้นตามเสมอ


*  คณิตศาสตร์ของราคาหุ้น: พี่วิบูลย์ยกตัวอย่าง หากหุ้นมี EPS 10 บาท ตลาดให้ P/E 7 เท่า ราคาหุ้นจะอยู่ที่ 70 บาท หากปีหน้า EPS โตเป็น 12 บาท ที่ P/E เดิม ราคาจะกลายเป็น 84 บาท หรือหากตลาดมองเห็นศักยภาพการเติบโตและให้ P/E เพิ่มเป็น 10 เท่า ราคาจะพุ่งไปถึง 120 บาท

*  กับดักหุ้นโตแต่ราคาไม่ไปไหน: หากเจอหุ้นที่กำไรโตทุกไตรมาสแต่ราคาไม่ขยับ (เช่น หุ้นกลุ่มคลินิกความงาม) มีคำอธิบายเดียวคือ "คุณซื้อหุ้นในวันแรกที่ราคาแพงเกินไป (Price-in ไปแล้ว)" เช่น ซื้อตอน P/E 40-50 เท่า ต่อให้กำไรโต แต่เมื่อตลาดปรับลดระดับ P/E (De-rating) ลงมาเหลือ 15 เท่า ราคาหุ้นย่อมไม่ไปไหนหรืออาจติดลบ

*  ปัญหาชั่วคราวคือโอกาส: หากบริษัทมียอดขายเติบโต แต่กำไรหดตัวจากต้นทุนที่บวมขึ้นชั่วคราว (เช่น ค่าขนส่งแพง, ค่าเสื่อมจากการลงทุนเครื่องจักรใหม่) พี่โจมองว่านี่คือโอกาส หากประเมินแล้วว่าในอนาคตต้นทุนจะกลับมาปกติและกำลังการผลิตใหม่เริ่มทำรายได้ ราคาหุ้นที่ตกลงมาจะเป็นจุดเข้าซื้อที่ดี


---


### ส่วนที่ 6: กลยุทธ์และจุดตัดสินใจในการ "ขายหุ้น" (โดย พี่ตี้)


การพิจารณาขายหุ้นออกจากพอร์ต มีหลักเกณฑ์ 3 ประการ ได้แก่:

1.  เมื่อรู้ตัวว่าคิดผิด (Cut Loss): หากพื้นฐานธุรกิจเปลี่ยนไปหรือประเมินมูลค่าผิดพลาดแต่แรก ไม่ว่าจะขาดทุน 10% หรือ 20% ก็ต้องยอมรับความจริงและรีบขายตัดขาดทุนทันที

2.  เมื่อราคาขึ้นไปสูงเกินพื้นฐานอย่างไร้เหตุผล: หากซื้อหุ้นที่ P/E 10 เท่า และกิจการไม่ได้เติบโตมากนัก แต่อยู่ดีๆ ตลาดเก็งกำไรจน P/E พุ่งไป 20-30 เท่า ถือเป็นจุดที่ควรพิจารณาขายทำกำไร

3.  เมื่อเจอโอกาสการลงทุนที่ดีกว่า (Opportunity Cost): หากหุ้นที่ถืออยู่ราคาเริ่มปรับตัวขึ้นมาบ้างแล้ว และเราบังเอิญไปเจอหุ้นอีกตัวที่ราคาถูกมากและมีอัปไซด์สูงกว่า แต่ไม่มีเงินสดเหลือ ก็สามารถขายหุ้นตัวเดิมเพื่อสับเปลี่ยนเงินทุน (Switching) ไปยังตัวที่คุ้มค่ากว่าได้


---


### ส่วนที่ 7: ข้อคิดทิ้งท้ายจากวิทยากร


*  รวยช้าๆ แต่มั่นคง (พี่นุช):  อย่าเข้ามาในตลาดหุ้นด้วยความคิดที่จะ "รวยเร็ว" เพราะตลาดสามารถทำให้คุณ "จนเร็ว" ได้เช่นกัน ก้าวช้าๆ ก้าวเล็กๆ แต่ให้ความรู้และผลตอบแทนเติบโตอย่างมั่นคง ดูแลสุขภาพเพื่อให้อยู่รับผลตอบแทนทบต้นไปได้นานๆ

*  ความเสี่ยงของ DR (พี่วิบูลย์): แม้ DR จะเป็นเครื่องมือที่ดีในการลงทุนต่างประเทศ แต่มีความเสี่ยงแฝงคือ "ความเสี่ยงของผู้ออกตราสาร" หากสถาบันการเงินที่ออก DR ล้มละลาย นักลงทุนจะมีสถานะเป็นเพียงเจ้าหนี้ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นบริษัทนั้นๆ โดยตรง ดังนั้นควรเลือกซื้อ DR ที่ออกโดยสถาบันการเงินที่ใหญ่และมั่นคง

*  มองหุ้นไทยเป็นกองหลัง: ตลาดหุ้นไทยยังสามารถใช้เป็นพอร์ตเชิงรับ (Defensive) ที่คอยสร้างกระแสเงินสดจากปันผลได้เป็นอย่างดี ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและขนาดเงินทุนของนักลงทุนแต่ละบุคคล


สุดท้ายขอขอบคุณ วิทยากรทั้ง5ท่าน และ น้องเอก ที่เลือกคำถามได้ดีมาก ทำให้ได้ความรู้จากวิทยากรเต็มอิ่ม

Back To Top