หนังซีรีส์เรื่องวันโลกาวินาศตลาดหุ้น/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร - Thai Value Investor การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุน VI หุ้นวีไอ Webboard
ผมมักจะชอบคิดฝันถึงอนาคตของเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นแล้วจะกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของเราอย่างรุนแรง อย่างในช่วงเร็ว ๆ นี้ก็คือการที่ตลาดหุ้นโลกหรืออเมริกาจะเกิดวิกฤติครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นจากหุ้น AI ถล่ม ซึ่งจะนำให้หุ้นทั้งตลาดตกลงมาอย่างหนักทั่วโลกและกระทบกับตลาดหุ้นไทยด้วยอย่างที่ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้
แน่นอนว่าเหตุการณ์ที่นำไปสู่วิกฤตินั้น คงไม่ใช่เรื่องเดียว แต่น่าจะเป็น “ซีรีส์” คล้ายกับหนังซีรีส์ที่มาเป็นชุด ๆ หรือเป็นตอน ๆ ซึ่งนำไปสู่วิกฤติในที่สุด ตอนนี้ผมคิดได้ 2-3 “Scenario” หรือ 2 -3 สถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ซีนาริโอที่ 1 ซึ่งน่าจะเป็นสถานการณ์ที่ใช้เวลายาวนานหน่อยก่อนที่จะเกิดวิกฤติ ซึ่งผมจะเรียกว่า “กำไรที่น่าผิดหวังของหุ้น AI” ซึ่งจะเริ่มจาก
ฉากแรก อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ยอมลง ซึ่งตอนนี้กำลังขึ้นไปที่จุดสูงสุดในรอบประมาณ 24 ปีแล้วที่ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปีสูงถึง 5.3% ต่อปี อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจก็ยังเติบโตดี การว่างงานต่ำ บริษัทจดทะเบียนรายงานผลประกอบการล่าสุดที่ดี ดัชนีตลาดหุ้น เช่น S&P ก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ภายใต้ภาพที่สวยหรูนั้น ต้นทุนการเงินของรัฐบาลและธุรกิจกำลังเพิ่มขึ้นและจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหนี้เพิ่มขึ้นหรือหนี้เก่าหมดอายุและต้องกู้เงินมาทดแทนหนี้เดิมที่ต้นทุนต่ำ
ฉากที่ 2 การลงทุนทางด้าน AI ของทุกบริษัทโดยเฉพาะบริษัทระดับยักษ์ทั้งหลายนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมโหฬารอย่างที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน โครงการลงทุนโดยรวมของผู้เล่นในอุตสาหกรรมในอนาคตแค่ 5 ปีข้างหน้านั้นสูงในระดับ 10 ล้านล้านดอลลาร์หรือมากกว่านั้น เพราะทุกคนต่างก็แข่งกันเป็นผู้ชนะที่จะเข้าไปยึดกุมการนำในธุรกิจที่ทุกคนคิดว่าจะทำรายได้มหาศาลในอนาคตอันใกล้ และเงินที่จะนำมาใช้นั้นส่วนใหญ่ก็เป็นเงินกู้
ฉากที่ 3 เวลาผ่านไป ราคาของผลิตภัณฑ์ AI กลับลดลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ปริมาณการใช้ยังมากขึ้นและคุณภาพของ AI จะดีขึ้นเรื่อย ๆ อานิสงค์จากการแข่งขันของผู้ให้บริการที่ต้องการแย่งลูกค้าจากคู่แข่งอย่างดุเดือด เหนือสิ่งอื่นใด AI ราคาถูกจากจีนอาจเข้ามาเสนอให้กับลูกค้าโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ต้องการ AI ที่สุดยอดขนาดนั้น
ผลก็คือ บริษัทลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมโหฬาร ในขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างที่คิด กำไรต่อยอดขายจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่กลับลดลง ซึ่งเป็นการบอกว่าธุรกิจ AI นั้น ไม่ใช่ธุรกิจที่ทำกำไรได้มากมายอย่างที่คิด
ฉากที่ 4 อาจจะมีหุ้น AI ขนาดยักษ์บางแห่งประกาศงบที่ “น่าผิดหวังอย่างแรง” แม้ว่ายอดขายอาจจะยังเติบโตดีอยู่แต่นักลงทุนก็ผิดหวังเทขายหุ้นทำให้ราคาหุ้นตกลงมา 20% และต่อมาก็ตามมาด้วยงบการเงินของอีกบริษัทหนึ่งที่น่าผิดหวังเช่นเดียวกัน และไตรมาศต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ซึ่งก่อให้เกิดการขาดความมั่นใจของนักลงทุนต่อธุรกิจ AI
ฉากที่ 5 ถึงจุดนี้ แทบทุกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ก็จะถูกตั้งคำถามว่า มันคุ้มไหมกับการลงทุนจำนวนมากเพื่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ผลตอบแทนต่อการลงทุนโดยเฉลี่ยที่อาจจะแค่ 10% ต่อปีนั้นจะทำให้คนเริ่มหยุดหรือชะลอการลงทุนลง ซึ่งก็ทำให้รายได้ลดลง กำลังการผลิตล้นเกินเพราะสร้างไว้เผื่อหนาคตมากเกินไป รายได้รวมโตช้าลงมากแต่รายจ่ายดอกเบี้ยและค่าเสื่อมอุปกรณ์และเครื่องจักรเพิ่มขึ้น ในขณะที่หนี้สูงมากและเริ่มถึงกำหนดชำระคืน ปัญหาทางการเงินกำลังเพิ่มขึ้น
ฉากที่ 6 เจ้าหนี้หรือคนที่ซื้อและถือหุ้นกู้ของบริษัทเริ่มต้องการดอกเบี้ยสูงขึ้นชดเชยกับความเสี่ยงที่บริษัทอาจจะขาดสภาพคล่องหรือล้มละลาย
ฉากที่ 7 โครงการยักษ์ประเภทดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้เงินมากและเวลาสร้างยาวนานถูกเลื่อนออกไป บางโครงการก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซัพพลายเออร์อาจจะได้รับเงินช้าหรือบางรายก็อาจจะทิ้งงาน ข่าวต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้แทบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI มีปัญหา ตลาดหุ้นโดยรวมเองก็ถูกกระทบ ไม่รู้ว่ารายต่อไปจะเป็นใคร
ฉากที่ 8 ตลาดหนี้หรือตลาดพันธบัตรจะเริ่มเกิดปัญหา ทุกสถาบันต่างก็เริ่มตั้งคำถามว่าตนเองมีพันธบัตรในกลุ่ม AI หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI มากเกินไปหรือเปล่า ถ้าใช่จะต้องลดลงเท่าไร หนี้ใหม่ที่จะออกมาจะต้องการดอกเบี้ยสูงขึ้นแค่ไหน ละนี่ก็คือปัญหาสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้หรือพันธบัตร
ฉากที่ 9 ก็คือ บริษัทขนาดใหญ่ชั้นนำของธุรกิจ AI เกิดปัญหาในระดับที่อาจจะ “ล่มสลาย” ได้และต้องอาศัยการช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือบริษัทที่ใหญ่ แข็งแรงและมีฐานะการเงินที่เป็นเงินสดระดับมโหฬารอย่างเบิกไชร์แฮทเทอเวย์เข้ามากู้
ฉากสุดท้ายก็คือ ราคาหุ้น AI ขนาดยักษ์เกือบทั้งหมดล่มสลาย หุ้นตัวเล็กและเกี่ยวข้องกับ AI ต่างก็หนีไม่พ้น ราคาหุ้นถล่ม ส่งผลให้ดัชนีตลาดโดยรวมตกลงมา 30-40% ขึ้นไป บริษัทจำนวนมากล้มละลายหายไป แต่ก็ยังมีบริษัทที่ยังแข็งแกร่งที่สามารถฝ่ามรสุมครั้งใหญ่ที่สุดไปได้และค่อย ๆ เติบโตต่อไปใหม่ เช่นเดียวกับราคาหุ้นที่จะค่อย ๆ ไต่คืนขึ้นมาสู่ราคาเดิม กลายเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่อาจจะในทศวรรษหน้า
ซีนาริโอที่ 2 คือ สถานการณ์วิกฤติตลาดหุ้นประเภทเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแบบไม่ทันตั้งตัว หรือที่ผมจะเรียกว่า “Sudden Death” หรือเป็น “อุบัติเหตุทางการเงิน” เริ่มจาก
ฉากที่ 1 อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของเฟดและพันธบัตรของเอกชนที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นมากยิ่งกว่า
ฉากที่ 2 โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ที่ใช้เงินกู้หรือเลเวอเรจสูง กลายเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ
ฉากที่ 3 กองทุนเอกชนที่ให้เงินกู้กับโครงการเหล่านั้นขาดทุนอย่างหนัก
ฉากที่ 4 แบ้งค์และสถาบันการเงินขนาดใหญ่พบว่าตนเองมีการปล่อยกู้ให้แก่โครงการ AI และดาต้าเซ็นเตอร์มากเกินไป
ฉากที่ 5 สถาบันการเงินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งประสบกับปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรงและนักลงทุนเริ่มนึกถึงวิกฤติการเงินซับไพร์มปี 2008
ฉากที่ 6 แบ้งค์เริ่มหยุดปล่อยกู้ให้แก่กันและกันเพราะไม่แน่ใจว่าแบ้งค์อื่นกำลังมีปัญหาสภาพคล่องหรือเปล่า
ฉากที่ 7 ตลาดเงินกู้ยืมสะดุดหยุดนิ่ง
ฉากที่ 8 บริษัทเทคโนโลยีและเฉพาะอย่างยิ่ง AI ไม่สามารถกู้ยืมเงินหรือออกพันธบัตรมาทดแทนหนี้เดิมที่กำลังหมดอายุ
ฉากที่ 9 นักลงทุนเริ่มขายหุ้นเทคโนโลยีและ AI กันอย่างหนักส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นซึ่งรวมถึงดัชนี S&P500 ที่ร่วงลงมาอย่างรวดเร็วถึงระดับ 20% ในเวลาอันสั้น
ฉากที่ 10 หุ้นที่ซื้อมาโดยใช้มาร์จินจำนวนมากถูกบังคับขาย ส่งผลให้หุ้นทั้งตลาดตกลงมาอย่างหนักทำให้ดัชนีตลาดตกลงมาเป็นวิกฤติ อาจจะถึง 40% ในเวลาอันสั้น
ฉากที่ 11 ตลาดทรัพย์สินการลงทุนแทบทั้งหมดรวมถึง ทอง พันธบัตร คริบโต ตกลงมาแรงไม่แพ้กัน เพราะนักลงทุนต่างก็ต้องการเงินสดในเวลาที่ฉุกเฉินและเศรษฐกิจกำลังขาดสภาพคล่องแบบนั้น
ซีนาริโอที่ 3 คือสถานการณ์ที่รวมซีนาริโอที่ 1 และ 2 เข้าด้วยกัน เพราะซีนาริโอที่ 1 หรือ 2 โดยลำพังอาจจะไม่ก่อให้เกิดวิกฤติได้ นั่นก็คือซีนาริโอที่รวมประเด็นปัญหาที่รุนแรงทั้งหลายเข้าด้วยกันนั่นคือ
1) ความผิดหวังในผลประกอบการของธุรกิจ AI ที่ว่า มันไม่ได้กำไรมากอย่างที่คิดเพราะรายได้อาจจะยังโตแต่ต้นทุนเพิ่มมากกว่า
2) เศรษฐกิจถดถอยลงในขณะที่อัตราดอกเบี้ยไม่ลดลงเพราะอัตราเงินเฟ้อสูง และสภาพคล่องตึงตัวเนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ อาจจะรวมถึงราคาพลังงานที่ยังสูงมาก
3) เกิดปัญหาทางธุรกิจหรือการล้มละลายของบริษัทขนาดใหญ่รวมถึงสถาบันการเงินบางแห่งที่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI มาก
4) นักลงทุนขาดความมั่นใจในธุรกิจและฐานะการเงินของบริษัท ต่างก็เทขายหุ้นอย่างหนักจนหุ้นตกลงมาระดับ 30-40% กลายเป็นวิกฤติขนาดใหญ่ที่รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อไม่ให้บริษัทและธุรกิจ AI ล่มสลาย
วิกฤติ AI ถ้าเกิดขึ้นก็ไม่ได้ทำให้การพัฒนา AI หายไปอย่างแน่นอน แต่การลงทุนคงจะชะลอลงมาก บริษัทขนาดใหญ่แต่ละแห่งส่วนใหญ่แล้วคงรอดจากการ “ล่มสลาย” พวกเขาก็คงที่จะพยายามรักษาตลาดบางเซ็คเตอร์ที่ตนเองเข้มแข็งเอาไว้และถอนตัวออกจากภาคส่วนที่สู้รายอื่นไม่ได้ แต่ไม่มีใครที่จะสามารถครองตลาด AI ทุกส่วนอย่างที่กำลังพยายามทำกันอยู่
เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะเป็น 10 ปี ขึ้นไป การใช้ AI ก็จะแทรกซึมเข้าไปในแทบทุกส่วนของสังคม มันยังคงห่างไกลจากการเข้าไปทดแทนมนุษย์อย่างแน่นอน แต่มันคงเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพมากในการช่วยให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตที่ดีขึ้นและอาจจะมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น เพราะคน “ฉลาด” อาจจะไม่ได้ได้เปรียบหรือมีความสามารถเหนือคนอื่นมากอย่างที่เป็นเคยเป็นมาตลอดของมนุษยชาติ
ทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องที่ผม “จินตนาการ” ขึ้น โอกาสที่จะเป็นจริงทั้งหมดไม่มี แต่โอกาสที่ตลาดหุ้นจะเกิด “วิกฤติ” นั้น อาจจะไม่ต่ำอย่างที่คิด เหนือสิ่งอื่นใดก็คือประวัติศาสตร์นั้น “ซ้ำรอยเสมอ” เพียงแต่เมื่อไร ไม่มีใครรู้ คนที่ลงทุนระยะยาวแทบจะตลอดชีวิตก็ต้องตระหนักไว้เสมอ