Cover Image

ศุภจี ถก USTR เร่งปิดดีลการค้า สหรัฐให้ความมั่นใจไทย จะได้อัตราภาษีเป็นธรรม

รัฐบาลเร่งปิดดีลการค้าไทย-สหรัฐ ‘ศุภจี’ ถก USTR ได้ข้อสรุปสาระสำคัญ-เหลือเพียงประเด็นเทคนิค ขณะที่สหรัฐให้ความมั่นใจไทยจะได้อัตราภาษีระดับที่เป็นธรรม-แข่งขันได้

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) เพื่อปกป้องความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มูลค่ากว่า 2.37 ล้านล้านบาท และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานภายในประเทศกว่า 400,000 ตำแหน่ง

ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ได้หารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) และสามารถหาข้อสรุปร่วมกันในสาระสำคัญได้แล้ว เหลือเพียงประเด็นทางเทคนิคที่ทั้งสองฝ่ายจะเร่งสรุปให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

นางศุภจีได้หารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยการหารือมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่สหรัฐจะประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ขณะที่ฝ่ายสหรัฐให้ความมั่นใจว่า ไทยจะได้รับอัตราภาษีจากผลการไต่สวนดังกล่าวในระดับที่เป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเร่งเจรจา ART เพราะโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการรักษาตัวเลขส่งออก แต่ต้องป้องกันไม่ให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่งจากมาตรการภาษี ซึ่งอาจกระทบต่อคำสั่งซื้อ ฐานการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของประชาชน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่การส่งออกไปสหรัฐ

ที่ผ่านมาไทยเคยถูกเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA ในอัตราร้อยละ 36 ก่อนลดลงเหลือร้อยละ 19 ภายหลังไทยจัดทำแถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐ และนำไปสู่การประกาศกรอบความตกลง ART เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ต่อมาแม้ศาลสูงสุดสหรัฐจะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่สหรัฐได้ใช้มาตรา 122 จัดเก็บภาษีร้อยละ 10 จากทุกประเทศแทน

ขณะเดียวกัน สหรัฐเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เพิ่มเติมอีก 2 กรณีที่ครอบคลุมไทย ได้แก่ กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และกรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ทำให้รัฐบาลเร่งใช้การเจรจา ART เป็นกลไกลดความเสี่ยงทางการค้า และผลักดันให้ไทยได้รับเงื่อนไขทางภาษีที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคได้

สำหรับกรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ สหรัฐกำหนดอัตราภาษีร้อยละ 12.5 สำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ และร้อยละ 10 สำหรับประเทศที่มีกฎหมายดังกล่าว หรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐได้แล้ว ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างยังอยู่ระหว่างการพิจารณาผล โดยฝ่ายสหรัฐแสดงความตั้งใจที่จะเร่งพิจารณาอัตราภาษีควบคู่ไปกับความคืบหน้าของการเจรจา ART

นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยก่อนการหารือที่กรุงวอชิงตัน นางศุภจีได้หารือทางโทรศัพท์กับนาย Greer เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เพื่อยืนยันความตั้งใจของไทยที่จะเร่งหาข้อสรุป ขณะที่ทีมประเทศไทยได้เจรจากับฝ่ายสหรัฐอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน เพื่อคลี่คลายประเด็นทางเทคนิคที่ยังมีความเห็นแตกต่างกัน จนนำไปสู่การได้ข้อสรุปในสาระสำคัญครั้งนี้

“รัฐบาลกำลังเร่งทำงานเพื่อรักษาตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการไทยเสียความสามารถในการแข่งขันจากมาตรการภาษี ความคืบหน้าครั้งนี้จึงมีความสำคัญ เพราะไม่ใช่เพียงเรื่องการค้าระหว่างสองประเทศ แต่หมายถึงการรักษาคำสั่งซื้อ ฐานการผลิต งาน และรายได้ของคนไทยกว่า 400,000 ตำแหน่ง เป้าหมายคือทำให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่เป็นธรรมและแข่งขันได้กับประเทศอื่นในภูมิภาค” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ความตกลง ART ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การจัดการอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี การค้าดิจิทัล และโอกาสเชิงพาณิชย์ โดยทั้งสองฝ่ายจะให้ทีมเจรจาระดับเทคนิคเร่งสรุปรายละเอียดที่เหลือ เพื่อเดินหน้าสู่ข้อสรุปที่รักษาผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ ในปี 2568 สหรัฐเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาท โดยไทยส่งออกไปสหรัฐ มูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท นำเข้าจากสหรัฐ ประมาณ 7 แสนล้านบาท และไทยได้ดุลการค้าประมาณ 1.68 ล้านล้านบาท การเร่งหาข้อสรุป ART จึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาลในการรักษาตลาดส่งออกหลัก สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและนักลงทุน และปกป้องการจ้างงานและรายได้ของประชาชนไทย

Back To Top