Cover Image

Unitree เปิดเทรดวันแรก เจาะ 5 เรื่องต้องรู้ในกระแสฮิวแมนนอยด์บูม สนามแข่งขันต่อไประหว่างสหรัฐ-จีน

Unitree Robotics ผู้ผลิตหุ่นยนต์รายใหญ่ของโลกสัญชาติจีน เปิดซื้อขายหุ้นวันแรกในตลาดเซี่ยงไฮ้เมื่อเช้าวันพุธ 19 สิงหาคม ราคาหุ้นพุ่งแรง 629% จากราคาเปิดตลาด 150.80 หยวน ทะยานไปสูงสุด 1,100 หยวนต่อหุ้น ก่อนจะปรับตัวลงมาและเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 900 หยวนต่อหุ้น

Unitree มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Yushu Technology เป็นผู้พัฒนาหุ่นยนต์เจ้าแรกที่จดทะเบียนในตลาด STAR Market ตลาดหุ้นที่เน้นบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งมักจะถูกเรียกว่าเป็น Nasdaq เวอร์ชั่นจีน กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความพยายามของรัฐบาลจีนในการผลักดันประเทศขึ้นเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และ AI

Unitree ระดมทุนจาก IPO ครั้งนี้ได้ 6,100 ล้านหยวน หรือประมาณ 905 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการเข้าตลาดครั้งนี้ทำให้ Unitree มีมูลค่าบริษัทประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ความร้อนแรงของหุ้น Unitree ในการเข้าตลาดครั้งนี้ยังทะยานแรงกว่า CXMT บริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของจีนที่เพิ่งเข้าตลาดเซี่ยงไฮ้ไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งหุ้นพุ่งขึ้นไป 466% ในวันแรกของการซื้อขาย และขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในจีนแทนที่ Tencent ไปแล้ว

การเข้าตลาดของ Unitree เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และจีนกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อครองตลาดหุ่นยนต์ ฮิวแมนนอยด์ และโมเดล AI ที่ใช้ควบคุมหุ่นยนต์ทั่วโลก

จากหุ่นยนต์ 4 ขา สู่ฮิวแมนนอยด์

Unitree เริ่มต้นจากการพัฒนาหุ่นยนต์ 4 ขา โดย Wang Xingxing ผู้ก่อตั้งบริษัทริเริ่มตอนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยระหว่างที่กำลังศึกษาระดับปริญญาโท ก่อนที่ปี 2017 จะพัฒนามาเป็น XDog และเริ่มปล่อยออกสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์

หลังจากนั้น Unitree ก็ได้ขยายมาต่อเนื่องจนนำมาสู่หุ่นยนต์มนุษย์ หรือฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) เติบโตรวดเร็วอย่างมากทั้งในประเทศจีนและทั่วโลก ซึ่งกลยุทธ์หลักของ Unitree คือ ลดราคาเพื่อเพิ่มปริมาณ จนกระทั่งปี 2020 บริษัทก็สามารถนำหุ่นยนต์ 4 ขาเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคได้

บริษัทพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตั้งแต่เซนเซอร์ แขนกลอัตโนมัติ หุ่นยนต์ 4 ขา ไปจนถึงหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ปีที่ผ่านมา Unitree สามารถจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ได้มากกว่า 5,500 ตัว หลังความต้องการหุ่นยนต์ประเภทนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จนปัจจุบันนี้ Unitree ได้ยกระดับจากเน้นไปที่หุ่นยนต์ 4 ขามาสู่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ซึ่งหุ่นยนต์ทั้ง 2 กลุ่มใช้ระบบพื้นฐานร่วมกัน ทั้งระบบขับเคลื่อนข้อต่อ โครงสร้างกลไก ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และซอฟต์แวร์อัลกอริทึม ซึ่งบริษัทผลิตเองได้ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทำให้การพัฒนาแต่ละโมเดลเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล

รายได้โตกว่า 2 เท่าต่อปี

จากการที่ Unitree สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้เอง หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของบริษัทจึงมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 87.67% หลังเปิดตัว และการพัฒนาจากรุ่น H1 ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขนาดเต็มรุ่นแรก ไปสู่ G1 รุ่นขนาดกลาง ใช้เวลาเพียง 9 เดือน

H1 เปิดตัวในเดือนสิงหาคม ปี 2023 ในปีแรกขายได้เพียง 5 ตัว ด้วยราคาเฉลี่ยสูงถึง 593,400 หยวนต่อตัว เนื่องจากสินค้ามีจำนวนจำกัด แต่ในปี 2025 ราคาขายเฉลี่ยของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ลดลงเหลือเพียงตัวละ 166,400 หยวน ด้วยจำนวนยอดขายที่พุ่งขึ้นเป็น 5,215 ตัว

ตัวเลขการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Unitree เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี โดยในปี 2024 บริษัทมีรายได้รวมเพียง 393 ล้านหยวน แต่ในไตรมาส 1 ปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 423 ล้านหยวน ซึ่งมากกว่ารายได้ตลอดทั้งปี 2024 แล้ว ขณะที่รายได้ตลอดปี 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 1,699 ล้านหยวน หรือเติบโตปีละถึง 332.3% 

Unitree มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นในช่วง 3 ปีสูงถึง 226.8% ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งอย่างมาก และการเติบโต 332.3% ในปี 2025 ทำให้บริษัทกระโดดจากอันดับ 4 ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของอุตสาหกรรม

แต่เมื่อแยกตามประเภทธุรกิจ จะเห็นว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้มาจากธุรกิจหุ่นยนต์เป็นหลัก ในปี 2025 รายได้จากหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อยู่ที่ 868 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นถึง 711.2% จากปีก่อนหน้า ส่วนรายได้จาก หุ่นยนต์ 4 ขาอยู่ที่ 698 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 202.2% จากปีก่อนหน้า

แม้ว่าก่อนหน้านี้ รายได้จากหุ่นยนต์ 4 ขาจะมีสัดส่วนสูงกว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาโดยตลอด แต่ปี 2025 ถือเป็นครั้งแรกที่รายได้จากหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แซงหน้าหุ่นยนต์ 4 ขา โดยคิดเป็น 51.09% ของรายได้ทั้งหมด หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัท

Unitree Hype

ก่อนหน้านี้ Unitree มีรายงานออกมาว่า หลังจากเปิดให้นักลงทุนรายย่อยสามารถจองซื้อหุ้น Unitree เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา จึงได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักลงทุนรายย่อยจนยอดจองซื้อสูงเกินกว่า 8,000 เท่าของจำนวนหุ้นที่เสนอขาย

ทำให้ Unitree สร้างสถิติใหม่ด้านยอดจองซื้อ IPO สูงสุดในประวัติศาสตร์ของ STAR Market  ขณะเดียวกัน บนแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตฯ Hyperliquid สัญญา Perpetual Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ไม่มีวันหมดอายุของ Unitree ซื้อขายที่ราคาเกือบ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นในช่วงบ่ายวันพุธ ซึ่งราคาดังกล่าวสูงกว่าราคาหุ้นที่ Unitree เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้มากถึง 4 เท่า

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าหุ้น Unitree มีโอกาสพุ่งขึ้นอย่างมากในวันแรก จากความต้องการซื้อที่สูง

โดยเครื่องมือประเภทนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่นักลงทุนนอกจีนที่ต้องการเก็งกำไรหุ้นเทคโนโลยีจีนที่กำลังร้อนแรง และนักลงทุนต่างชาติยังไม่สามารถเข้าถึงตลาดหุ้นจีนในประเทศได้อย่างเสรี จึงอาศัยเครื่องมือนี้ในการเก็งกำไร

Humanoid Hype ในจีน

การ IPO ของ Unitree เกิดขึ้นในช่วงที่วงการหุ่นยนต์จีนกำลังคึกคักเป็นพิเศษ วันเดียวกับที่ Unitree เข้าตลาดหุ้น ณ กรุงปักกิ่งก็ได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน World Robot Conference ขึ้น จากนั้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้จะมีการแข่งขัน World Humanoid Robot Games ต่ออีกหนึ่งรายการ

สื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่า ปัจจุบันจีนมีบริษัทที่พัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 140 บริษัท ผู้เล่นจากหลากหลายอุตสาหกรรมกำลังเร่งเข้าสู่ตลาดนี้ โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) บางบริษัท อย่าง Xpeng ก็มีประกาศแผนเริ่มผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จำนวนมากภายในปีนี้ ส่วน BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน ก็คาดว่าจะเปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นแรกของบริษัทภายในเดือนนี้เช่นกัน

Morgan Stanley มีรายงานออกมา โดยมีการปรับเพิ่มประมาณการยอดส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกในปี 2026 ขึ้นเป็น 50,000 ตัว จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียง 28,000 ตัว พร้อมระบุว่า ยอดส่งมอบมีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็น 446,000 ตัวภายในปี 2030

เหตุผลสำคัญคือบริษัทต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันเพื่อสร้างความได้เปรียบจากขนาดการใช้งาน (Deployment Scale) และผลักดันเทคโนโลยีหุ่นยนต์ให้ก้าวข้ามจากขั้นตอนการฝึกหุ่นยนต์ ไปสู่การใช้งานจริงในโลกจริง

อย่างไรก็ตาม Sheng Zhong หัวหน้าฝ่ายวิจัยอุตสาหกรรมจีนของ Morgan Stanley เตือนว่า แม้บริษัทบางรายที่เปลี่ยนจากอุตสาหกรรมอื่นเข้ามาสู่ธุรกิจหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจประสบความสำเร็จ แต่บริษัทจำนวนมากก็มีแนวโน้มต้องเผชิญกับความท้าทาย

ในช่วงครึ่งแรกของปีที่ผ่านมา Morgan Stanley พบว่า กิจกรรมการระดมทุนในตลาด Private Market ของอุตสาหกรรมนี้เริ่มกระจุกตัวอยู่กับบริษัทชั้นนำเพียงไม่กี่รายแล้ว สำหรับบริษัทที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ประสบการณ์จากอุตสาหกรรมเดิมอาจช่วยสร้างข้อได้เปรียบบางอย่าง แต่ตลาดนี้ถือเป็นสนามใหม่ทั้งหมด บริษัทที่ต้องการประสบความสำเร็จจึงจำเป็นต้องพัฒนาทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางเกมเทคโนโลยีสหรัฐฯ-จีน

การเข้าตลาดหุ้นครั้งประวัติศาสตร์ของ Unitree เกิดขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน กำลังเพิ่มขึ้น โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ หรือ FCC ประกาศห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ผลิตในต่างประเทศรุ่นใหม่ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการมุ่งเป้าไปที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ผลิตในจีน อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์ที่ได้รับการรับรองอุปกรณ์จาก FCC แล้ว หรือหุ่นยนต์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้ใช้งานอยู่ก่อนแล้ว จะไม่ได้รับผลกระทบจากกฎใหม่นี้

ตามข้อมูลในหนังสือชี้ชวนของ Unitree หุ่นยนต์รุ่นสำคัญของบริษัท เช่น G1, H2 และ R1 ที่อยู่ในกลุ่มฮิวแมนนอยด์ รวมถึง Go2, B2 และ A2 ในกลุ่มหุ่นยนต์ 4 ขา ได้รับการอนุมัติจาก FCC ก่อนที่กฎใหม่จะมีผล ดังนั้น หุ่นยนต์รุ่นเหล่านี้ยังสามารถจำหน่ายในสหรัฐฯ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่สำหรับหุ่นยนต์รุ่นใหม่ในอนาคตอาจต้องเผชิญกับข้อจำกัดและกำแพงทางการค้าจากรัฐบาลสหรัฐฯ มากขึ้น

ภาพใหญ่จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องการแข่งขันว่า ใครสร้างหุ่นยนต์ได้เก่งที่สุดหรือราคาถูกที่สุด แต่ยังเป็นการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีอย่างสหรัฐฯ และจีน ด้วย โดยเฉพาะเมื่อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังถูกมองว่าอาจกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญของเศรษฐกิจยุค AI ในอนาคต ถ้าอยากเข้าใจศึกระหว่างสองมหาอำนาจโลก ขั้วไหนคือเดิมพันที่ใช่ในยุคนี้ มาฟังจากปากกูรูตัวจริงได้ที่ Money Fest 2026 ลงทะเบียนฟรี ได้ที่ https://event.thairath.co.th/all/event/TREVENT017 

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งสำคัญของบริษัทจีน คือ เรื่องการผลิตหุ่นยนต์ที่มีฟังก์ชันและคุณสมบัติใกล้เคียงกับคู่แข่งจากสหรัฐฯ แต่สามารถขายในราคาที่ถูกกว่า และบริษัทจีนหลายรายยังได้รับการสนับสนุนจำนวนมหาศาลจากรัฐบาลจีน ตามข้อมูลจาก China Daily ระบุว่า การสนับสนุนดังกล่าวช่วยให้จำนวนบริษัทหุ่นยนต์ในจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า ระหว่างปี 2020-2024

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney 

Back To Top