เปิดถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา ในการประชุมคณะกรรมาธิการประนอม UNCOLS ครั้งแรก สีหศักดิ์โต้กัมพูชาบิดเบือนจุดเริ่มต้นกระบวนการ ย้ำเจรจากำหนดเขตทางทะเลเท่านั้น
การประชุมครั้งแรกของคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชาภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ณ ประเทศสิงคโปร์ เปิดฉากขึ้นในเช้าวันนี้ (15 กันยายน) โดยสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย และปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชา ได้กล่าวถ้อยแถลงเปิดการประชุม
- กัมพูชาย้ำเป้าหมายระงับข้อพิพาท ปลดล็อกทรัพยากร
- ไทยโต้กัมพูชาบิดเบือนจุดเริ่มต้นกระบวนการ
สาระสำคัญในถ้อยแถลงของทั้งสองฝ่ายสะท้อนเป้าหมายในการแก้ไขข้อพิพาทและกำหนดเขตทางทะเล โดยกัมพูชาชี้ว่า การตัดสินใจยกเลิก MOU ฝ่ายเดียวของไทย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเริ่มกระบวนการประนอม และเน้นย้ำการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี และพร้อมที่จะพูดคุยและตกลงเรื่องการจัดการทรัพยากรใต้ทะเลในพื้นที่พิพาท โดยที่ยังไม่ต้องกำหนดเขตทางทะเล
ขณะที่ผู้แทนไทยยืนยันเป้าหมายในการกำหนดเขตทางทะเล และตอบโต้ว่าข้อกล่าวอ้างเรื่องยกเลิก MOU ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกนั้นไม่เป็นความจริง และชี้แจงว่าตลอดระยะเวลา 25 ปี ทั้งสองฝ่ายสามารถจัดการประชุมอย่างเป็นทางการได้เพียง 2 ครั้ง ทำให้เห็นชัดว่า MOU ไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มการเจรจาใหม่อีกครั้ง
และนี่คือรายละเอียดท้ังหมดของถ้อยแถลง
กัมพูชาย้ำเป้าหมายระงับข้อพิพาท ปลดล็อกทรัพยากร
ปรัก สุคน กล่าวถ้อยแถลงเป็นคนแรก เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า ทำไมกัมพูชาถึงริเริ่มกระบวนการประนอม โดยกล่าวย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ของกัมพูชา ตั้งแต่ยุคอาณาจักรเขมรในศตวรรษที่ 9 และการตกเป็นประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสในปี 1863 ซึ่งเขาชี้ว่า อาณาเขตของกัมพูชาได้มีการจัดตั้งภายใต้หลายสนธิสัญญา โดยเฉพาะสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1907 และแผนที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำหนดเขตแดนทางบกกับประเทศไทย
เขายังกล่าวถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งและการอยู่ภายใต้ระบอบเขมรแดง ที่สร้างความเสียหายและสังหารผู้คนประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรกัมพูชา และยืนยันกัมพูชานั้น เข้าใจความสำคัญของสันติภาพและความสูญเสียจากความขัดแย้ง จึงมีความมุ่งมั่นที่จะระงับข้อพิพาททางเขตแดนทางทะเลโดยสันติวิธี และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะกำหนดเขตแดนทางทะเลกับประเทศไทยตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 90
นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึง MOU 2544 โดยชี้ว่า MOU ฉบับนี้สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันระหว่างทั้งสองประเทศ ที่จะมีข้อตกลงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลและการพัฒนาทรัพยากรสำหรับผลประโยชน์ร่วมกัน แต่แม้ว่าจะได้พยายามเจรจาหาการระงับข้อพิพาทแล้ว ทั้งสองประเทศยังคงไม่สามารถมีข้อตกลงด้านเขตแดนทางทะเล หรือการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันได้ และชี้ว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ไทยได้ประกาศการยกเลิก MOU 2544 ฝ่ายเดียว แม้ว่ากัมพูชาได้เรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้มีการดำเนินการตาม MOU
เขาชี้ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลกัมพูชาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนต่อแนวทางสันติวิธีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และเลือกที่จะริเริ่มกระบวนการประนอมภายใต้อนุสัญญา UNCLOS
รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ยังย้ำข้อความของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ในกล่าวถ้อยแถลงพิเศษก่อนหน้านี้ว่า ไทยและกัมพูชาสามารถหาประโยชน์ได้จากการมีข้อตกลงที่ยั่งยืน ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนด้วยคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ
เขาย้ำว่า “การระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีเป็นผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ ซึ่วจะช่วยส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และจะปกป้องอธิปไตย สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และปลดล็อกทรัพยากรทางด้านพลังงานเพื่อสนับสนุนการพัฒนา และสร้างโอกาสด้านการสร้างงาน ทั้งในตอนนี้และในอนาคตสำหรับคนรุ่นต่อไปของกัมพูชาและไทย”
ขณะที่เขากล่าวถึงเป้าหมายของกัมพูชาในการประชุมคณะกรมาธิการประนอมครั้งนี้ โดยมีเป้าหมายหลักคือนำไปสู่การระงับข้อพิพาทที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนส่งเสริมสันติภาพ ความร่วมมือ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค
“กัมพูชาหวังว่า คณะกรรมาธิการจะสนับสนุนให้ทั้งสองประเทศสามารถนำไปสู่สนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศกับไทย ในการกำหนดเขตแดนทางทะเลเพียงเส้นเดียวระหว่างสองประเทศของเรา” เขากล่าว และเสริมว่า “กัมพูชายังเตรียมพร้อมที่จะทำข้อตกลงเพื่อพัฒนาทรัพยากรชั่วคราวอย่างเท่าเทียมกัน โดยที่ยังไม่ต้องมีความตกลงด้านเขตแดนทางทะเล”
ขณะที่เขายืนยันว่า “หากไม่มีการระงับข้อพิพาทหรือความตกลงในทั้งสองประเด็นนั้น กัมพูชาจะขอให้คณะกรรมาธิการประนอมจัดเตรียมรายงานข้อเสนอแนะให้ทั้งสองฝ่าย โดยอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ความตกลงในอนาคตจะสามารถบรรลุได้ภายใต้พันธกรณีของทั้งสองประเทศภายใต้ UNCLOS”
ไทยโต้กัมพูชาบิดเบือนจุดเริ่มต้นกระบวนการ
ด้านสีหศักดิ์ เริ่มต้นถ้อยแถลงด้วยการกล่าวถึงบริบทโดยรวมของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยชี้ถึงสถานการณ์แวดล้อมและลำดับเหตุการณ์ที่นำไทยและกัมพูชามาสู่กระบวนการประนอมในวันนี้
สีหศักดิ์ กล่าวว่า ใจความสำคัญของกระบวนการระงับข้อพิพาท คือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแนวทางที่ไทยกับกัมพูชาเลือกใช้ โดยฝ่ายไทยเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ความเห็นต่างระหว่างเพื่อนบ้าน ควรได้รับการแก้ไขผ่านการพูดคุยหารือ แนวทางที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด คือ รักษาช่องทางการสื่อสาร ฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน และแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาทวิภาคี
ขณะที่ฝ่ายกัมพูชากัมพูชากลับใช้แนวทางที่ต่างออกไป โดยมักกล่าวอ้างว่า เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างภาพว่า ไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
“การกล่าวอ้างนี้ของกัมพูชา มุ่งสร้างประโยชน์ ให้ฝ่ายตนเอง และมีความย้อนแย้ง” สีหศักดิ์ กล่าว
โดยเขาได้ย้อนเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ตั้งแต่กรณีที่กัมพูชาจงใจปล่อยบทสนทนาส่วนตัวทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ และกรณีที่จรวดของกัมพูชาตกใส่และพรากชีวิตพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ ตลอดจนกรณีที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า “ในช่วงเวลาเหล่านั้น การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน?”
สีหศักดิ์ ย้ำว่า “ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมั่นคงเสมอมา โดยยึดมั่นในกติการะหว่างประเทศ และจะปกป้องสิทธิของประเทศไทยอย่างเข้มแข็ง”
“สำหรับประเทศไทย กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นพื้นฐานที่เกื้อหนุนกันต่อการรักษา ความสัมพันธ์โดยสันติระหว่างประเทศ กฎหมายเป็นกรอบรองรับ ขณะที่การทูตเป็นเครื่องมือที่ประเทศเพื่อนบ้าน สามารถใช้สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน และบรรลุทางออกที่เป็นที่ยอมรับและยั่งยืน” สีหศักดิ์ กล่าว
โดยการหาทางออกที่ยั่งยืนในข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างแท้จริง เขาชี้ว่าทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกัน
“ดังนั้น ไทยจึงได้มุ่งผลักดันให้มีการหารือพูดคุย และให้มีแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน ที่จำเป็นต่อการจัดการกับประเด็นปัญหาที่จะยากยิ่งขึ้น”
สีหศักดิ์กล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้นำของไทยและกัมพูชาได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป
และเมื่อเขาได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคม ก็ได้เสนอมาตรการที่ปฏิบัติได้จริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้ทั้งสองปรเทศสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจ ในประเด็นที่เห็นต่างกัน
อย่างไรก็ตาม สีหศักดิ์ กล่าวว่า “เป็นที่น่าเสียดายว่า กัมพูชาไม่เคยให้โอกาสอย่างแท้จริงกับแนวทางการทูตดังกล่าว และในมุมมองของไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่องของกัมพูชา”
“แทนที่จะเข้าร่วมการพูดคุยทวิภาคีอย่างเต็มที่และจริงใจ กัมพูชายังคงกล่าวร้ายประเทศไทยครั้งแล้ว ครั้งเล่า โดยนำเสนอเรื่องราวที่เป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง และกล่าวหาประเทศไทยโดยไม่มีมูลแทบทุกวัน ซึ่งรวมถึงในเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชาก็จะเล่นบทผู้ถูกกระทำ ด้วยความเชื่อมั่นว่า ตนดีเหนือผู้อื่น และ เพื่อสร้างภาพว่าตนมีความชอบธรรม”
เขาชี้ว่า การเมืองภายในมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเช่นนี้ของกัมพูชา และสำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝ่าย ไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อต่อรอง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น
“วิธีที่ไทยยึดถือมาตลอดคือ การใช้กลไกทางกฎหมายควบคู่ไปกับการทูตที่ชัดเจน เพื่อสร้าง ความไว้วางใจ การทูตต้องไม่กลายเป็นการแข่งขันความเหนือกว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว” สีหศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ ยังชี้แจงต่อกรณีที่กัมพูชากล่าวอ้างว่า การตัดสินใจยกเลิก MOU ของไทย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเริ่มกระบวนการประนอม โดยยืนยันว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง
เขากล่าวว่า “ข้อเท็จจริงคือ ตลอดระยะเวลา 25 ปี ไทยและกัมพูชาสามารถจัดการประชุมอย่างเป็นทางการได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น ทำให้เห็นชัดว่า MOU ไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มการเจรจาใหม่อีกครั้ง”
ขณะที่ไทยมองว่า การให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ของกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะเป็นโอกาสเหมาะสมที่ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มการเจรจากันอีกครั้งบนพื้นฐานทางกฎหมายเดียวกันที่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น
“ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยผมได้เสนอกับกัมพูชาด้วยตนเองให้เราเริ่มการเจรจา ระหว่างกันในเรื่องเขตทางทะเล ซึ่งน่าจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นคั่งค้างอื่นๆ ผมยังได้เสนอด้วยว่า หากเราไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายในหกเดือน เราก็สามารถเข้าสู่ กระบวนการประนอมร่วมกันได้ ดังนั้น การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่า ตนไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว นอกจากเริ่มกระบวนการนี้ภายหลังไทย ยกเลิก MOU จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง”
“กัมพูชามีทางเลือกอื่น แต่เลือกที่จะปิดประตูนั้น ด้วยเหตุผลที่ยากจะเข้าใจ” สีหศักดิ์ กล่าว
สีหศักดิ์ ยังเน้นว่า เพื่อแสวงหาข้อยุติ จำเป็นต้องมีความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตของประเด็นที่คณะกรรมาธิการประนอมชุดนี้จะพิจารณา และยืนยันว่า สำหรับไทย ขอบเขตของกระบวนการประนอมนั้นเกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น
“ยืนยันอีกครั้งว่า เขตทางทะเลของไทยเป็นไปตามที่ปรากฏในพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 เรามิได้มุ่งหวังสิ่งใดเกินไปกว่าการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรม ที่ประเทศไทยพึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ”
ขณะที่เขาย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด และประเทศไทยปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเมื่อปี 2515 ซึ่งเส้นดังกล่าวปราศจากพื้นฐาน ทางกฎหมาย
“ไทยพร้อมเข้าร่วมกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังที่จะบรรลุผลลัพธ์อันเที่ยงธรรม ผ่านการเจรจา ด้วยการสนับสนุนของคณะกรรมาธิการ กระบวนการประนอมสามารถช่วยให้ทั้งสองฝ่าย หาจุดร่วม ลดช่องว่างความแตกต่างของท่าทีทางกฎหมาย และสามารถเจรจาเพื่อเดินหน้าต่อไปได้”
“เราเชื่อมั่นว่า ด้วยการแนะนำของคณะกรรมาธิการ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุผลลัพธ์ในการแบ่งเขต ทางทะเลอย่างเที่ยงธรรม สามารถใช้ได้จริง และยั่งยืน ไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจา เพราะในท้ายที่สุด ประเทศของเราทั้งสองยังคงมีหน้าที่ร่วมกัน ในการแสวงหาหนทางเพื่อเดินหน้าต่อไปอย่างจริงจังและด้วยความสุจริตใจ” สีหศักดิ์ กล่าว