Cover Image

เลี่ยงปลดใหญ่มาตลอดตั้งแต่โควิด แต่สุดท้าย Uber ก็ปลด 3,300 คน ลดคนทำงานทางไกลเหลือ 1% เพื่อโยกเงินไปลุยโรโบแท็กซี่

Uber ประกาศปลดพนักงานราว 3,300 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นราว 10% ของพนักงานทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด โดยมีเป้าหมายลดชั้นการบริหารลงและโยกเงินไปลงทุนในธุรกิจหลักอย่างเรียกรถ, เดลิเวอรี และโรโบแท็กซี่

ดารา คอสโรว์ชาฮี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Uber ระบุในอีเมลถึงพนักงานว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้บริษัทมีชั้นการบริหารมากขึ้น, ต้องประสานงานกันมากขึ้น และความรับผิดชอบในงานกระจัดกระจาย

เขาอธิบายเพิ่มว่าโครงสร้างบางอย่างเคยเหมาะสมในตอนที่ธุรกิจยังเล็ก แต่ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไปเมื่อบริษัทมีขนาดใหญ่อย่างทุกวันนี้ พร้อมระบุว่าการลดคนจะทำให้ Uber อยู่ในจุดที่พร้อมกว่าเดิมสำหรับโอกาสครั้งใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า

ผลของการปรับครั้งนี้ทำให้จำนวนพนักงานของบริษัทลดลงเหลือต่ำกว่า 30,000 คน ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับเมื่อปี 2021 ก่อนเข้าสู่ช่วงขยายตัวรอบล่าสุด

ด้านตลาดทุนตอบรับในเชิงบวก โดยราคาหุ้น Uber ปรับขึ้นสูงสุด 2.1% แตะ 76.79 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,526 บาท) ในตลาดนิวยอร์ก ก่อนจะลดช่วงบวกลงมาปิดที่บวกไม่ถึง 1%

หั่นหัวหน้างาน 20% และยุบทีมเล็กลงครึ่งหนึ่ง

รายละเอียดของการปรับโครงสร้างมุ่งไปที่ตำแหน่งงานด้านการบริหารและการประสานงานเป็นหลัก โดยคอสโรว์ชาฮีระบุว่าบริษัทได้ลดตำแหน่งที่เน้นงานประสานงานเป็นหลักลง และกำหนดขอบเขตงานของตำแหน่งประสานงานที่ยังเหลืออยู่ให้แน่นอนขึ้น

ในแง่ตัวเลข Uber จะลดจำนวนหัวหน้างานลง 20% โดยบางส่วนถูกโยกไปเป็นพนักงานที่ทำงานด้วยตัวเองโดยไม่มีลูกน้อง ทว่าบริษัทไม่ได้เปิดเผยว่าในจำนวนหัวหน้างานทั้งหมดมีสัดส่วนเท่าใดที่ถูกปลดจริง

โฆษกของบริษัทระบุว่าการปลดครั้งนี้ค่อนข้างได้สัดส่วนกันในทุกระดับอาวุโส และกระทบทั้งพนักงานระดับหัวหน้าและพนักงานทั่วไป

อีกมาตรการที่เห็นผลทันทีคือการยุบทีมขนาดเล็กมากที่บริษัทเรียกว่า Micro-team ซึ่งเป็นทีมที่มีลูกน้องเพียง 1-2 คน โดยจะลดจำนวนลงราวครึ่งหนึ่ง พร้อมลดจำนวนพนักงานที่ต้องไต่สายบังคับบัญชาเกิน 7 ระดับกว่าจะถึงซีอีโอ

นอกจากนี้บริษัทยังรวมทีมงานหลักเข้าด้วยกันทั้งฝ่ายวิศวกรรม, วิทยาศาสตร์ และเดลิเวอรี รวมถึงการรวม 3 ทีมปฏิบัติการที่ดูแลร้านอาหาร, ค้าปลีก และบริการเดลิเวอรีที่รับจ้างส่งในนามแบรนด์อื่นเข้าไว้ด้วยกัน

พร้อมกันนี้ Uber ยังเข้มงวดกับนโยบายการทำงานมากขึ้น โดยขอให้พนักงานเกือบทั้งหมดเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศหลักอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน และจำกัดให้เหลือพนักงานที่ทำงานทางไกลได้เพียงราว 1% เท่านั้น

เงินที่ประหยัดได้ กับเดิมพันในโรโบแท็กซี่

สำหรับเม็ดเงินที่บริษัทจะประหยัดได้นั้น นักวิเคราะห์แต่ละสำนักประเมินไว้ต่างกันพอสมควร โดยนักวิเคราะห์จาก Citi ประเมินว่าการปลดพนักงานครั้งนี้จะช่วยประหยัดเงินได้ราว 825 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 2.71 หมื่นล้านบาท)

ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ประเมินสูงกว่านั้น โดยมองว่าอาจอยู่ที่ราว 1,500-2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 4.93-6.58 หมื่นล้านบาท

โรนัลด์ โจซีย์ นักวิเคราะห์จาก Citi ระบุว่าการดำเนินการครั้งนี้มีแนวโน้มว่าเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้าน AI ของ Uber

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence เตือนว่าการลงทุนที่หนักขึ้นในยานยนต์ไร้คนขับอาจจำกัดประโยชน์ที่จะเห็นในอัตรากำไรระยะสั้น

เหตุผลที่ต้องเก็บเงินก้อนนี้ไว้ก็เพราะ Uber ให้คำมั่นว่าจะใช้เงินมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.29 แสนล้านบาท) เพื่อขยายเครือข่ายโรโบแท็กซี่ในช่วงหลายปีข้างหน้า

การเดิมพันดังกล่าวตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าฐานลูกค้ากว่า 200 ล้านคนจะทำให้บริษัทได้เปรียบในการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ในการนำยานยนต์ไร้คนขับมาทำเงินจริง

โดย Uber วางแผนให้บริการโรโบแท็กซี่ในอย่างน้อย 15 เมืองภายในปีนี้ ซึ่งเป็นการแข่งขันโดยตรงกับ Waymo ในเครือ Alphabet และ Tesla ของ อีลอน มัสก์ ที่ต่างเร่งเปิดบริการในตลาดใหญ่เช่นกัน

ในระหว่างนี้บริษัทได้โยกเงินทุนในหลายรูปแบบตลอดปีที่ผ่านมา ทั้งการลดสัดส่วนการถือหุ้นในบางบริษัท และการเข้าลงทุนใน Avride, Lucid Group, Nuro และ Rivian Automotive

ความคืบหน้าล่าสุดคือเมื่อเดือนก่อน Uber ระบุว่า Wayve พันธมิตรในอังกฤษได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานขนส่งกรุงลอนดอน ให้เปิดบริการโรโบแท็กซี่เชิงพาณิชย์โดยมีคนขับนั่งกำกับอยู่หลังพวงมาลัย

แรงกดดันจากคู่แข่ง และโจทย์ที่ยังแก้ไม่ตกในธุรกิจเดลิเวอรี

ฉากหลังของการรื้อโครงสร้างครั้งนี้คือแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นรอบด้าน โดยราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงแล้ว 7% นับตั้งแต่ต้นปี

ในธุรกิจส่งอาหาร แม้ Uber Eats จะได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในอังกฤษ, ฝรั่งเศส และเยอรมนี แต่กลับเสียพื้นที่ในสหรัฐฯ ให้ DoorDash ซึ่งขยายส่วนแบ่งขึ้นไปอยู่ที่ราว 64% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิดสิ้นสุดลง

ขณะที่ Uber มีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ 31% ตามข้อมูลของ YipitData

ปัญหาดังกล่าวซ้อนทับกับความไม่นิ่งในระดับผู้บริหาร โดยปัจจุบัน แอนดรูว์ แมคโดนัลด์ ประธานบริษัท เข้ามาดูแลธุรกิจส่งอาหารเป็นการชั่วคราว หลัง ซูซาน แอนเดอร์สัน ลาออกไปเมื่อเดือนมิถุนายน หลังรับตำแหน่งได้เพียงปีเศษ

เขากำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งบริษัทได้รวมทีมปฏิบัติการที่ดูแลผู้ส่งของ, ร้านอาหาร และธุรกิจค้าปลีกเข้าด้วยกันแล้ว ขณะที่ยังอยู่ระหว่างสรรหาหัวหน้าฝ่ายเดลิเวอรีระดับโลกและหัวหน้าฝ่ายพาณิชย์คนใหม่

อีกภารกิจใหญ่ที่รออยู่คือการรวมกิจการกับ Delivery Hero กลุ่มธุรกิจส่งอาหารจากเบอร์ลิน หลังตกลงเข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่า 13,000 ล้านยูโร (ประมาณ 4.97 แสนล้านบาท) เมื่อเดือนกรกฎาคม

ที่น่าสังเกตคือคอสโรว์ชาฮีไม่ได้พูดถึงผลกระทบของ AI ในประกาศครั้งนี้เลย แม้จะมีรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการดำเนินงานประจำวันมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ Uber เคยปลดพนักงานแบบเจาะจงมาแล้วในปีนี้ ทั้งฝ่ายบริการลูกค้าและฝ่ายทรัพยากรบุคคล โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมบริษัทปลดพนักงานฝ่ายบริการลูกค้าไป 10% พร้อมระบุเหตุผลว่ามาจากการใช้ AI ที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ Uber ต่างจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายอื่นที่ปลดพนักงานถี่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยอ้างการทุ่มลงทุนด้าน AI เพราะบริษัทเลี่ยงการลดคนครั้งใหญ่มาตลอดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด และเพิ่งประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่าจะชะลอจังหวะการรับคนเข้าทำงานลง

ภาพ : Iurii Vlasenko / Shutterstock

อ้างอิง:

Back To Top