ttb reserve เปิด WE Program ปั้นทายาทธุรกิจรุ่นสองสานต่อความมั่งคั่ง ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าแตะ 11,000 ราย ดัน AUM เติบโต 10% ต่อปีในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
ttb เดินหน้ากลยุทธ์ Wealth Empowerment ผ่านบริการ ttb reserve เปิดตัวหลักสูตร WE Program รุ่นที่ 2 ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หวังเชื่อมช่องว่างทางความคิดระหว่าง Wealth รุ่นที่ 1 ที่เน้นรักษาความมั่งคั่ง กับรุ่นที่ 2 ที่พร้อมต่อยอดความเติบโต หวังขยายฐานลูกค้า Wealth รวมเป็น 11,000 รายในปี 2569 และ AUM เติบโต 10% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า
- ความมั่งคั่งที่มากกว่าผลตอบแทน
- ขยายฐานลูกค้า Wealth 11,000 ราย ตั้งเป้า AUM โต 10% ต่อปี
ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี กล่าวว่า ลูกค้ากลุ่ม Wealth รุ่นที่ 1 และทายาทรุ่นที่ 2 มีเป้าหมายชีวิต และนิยามความมั่งคั่งที่แตกต่างกัน โดยรุ่นพ่อแม่ในฐานะผู้ก่อตั้งและเจ้าของธุรกิจ ให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่งคั่ง ไม่ชอบการลงทุนที่มีความเสี่ยง เพื่อให้สามารถส่งต่อสินทรัพย์และกิจการให้คนรุ่นหลังได้อย่างราบรื่น
ในขณะที่ทายาทรุ่นที่ 2 มีความกล้าได้กล้าเสีย พร้อมพิสูจน์ศักยภาพตัวเองเพื่อพาธุรกิจเติบโต เพื่อให้การส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 มีความมั่นคง ไม่สะดุดระหว่างทาง การเตรียมความพร้อมทายาทให้มีทักษะการบริหารธุรกิจและการเงินจึงสำคัญ
การจัด WE Program รุ่นที่ 2 จึงถูกออกแบบหลักสูตรให้เป็นมากกว่าพื้นที่การเรียนรู้ แต่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการและผู้นำธุรกิจผ่านการสร้าง Quality Network เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง ต่อยอดองค์ความรู้และพัฒนาความร่วมมือในระยะยาว
โดยเป็นหลักสูตรเข้มข้นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สำหรับผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ 41 คน ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ครอบคลุมการเสริมวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ การพัฒนาภาวะผู้นำและทักษะการสื่อสาร การสร้าง Personal Brand กลยุทธ์การตลาดและนวัตกรรมทางธุรกิจ
ตลอดจนการวางแผนส่งต่อธุรกิจและการบริหารความมั่งคั่งของครอบครัวอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างเครือข่ายทางธุรกิจและต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน โดยผู้สำเร็จหลักสูตรจะได้รับวุฒิบัตรร่วมจากทีทีบีและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ความมั่งคั่งที่มากกว่าผลตอบแทน
ท่ามกลางธุรกิจ Wealth Management ที่แข่งขันอย่างดุเดือด การที่จะทำให้ลูกค้าย้ายสินทรัพย์ทั้งหมดที่ฝากอยู่กับธนาคารอื่น มาอยู่ภายใต้การบริหารของ ttb เป็นเรื่องยาก เพราะโดยปกติกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งมักจะกระจายความเสี่ยงแบ่งสินทรัพย์ฝากในหลายธนาคาร การที่ลูกค้าจะตัดสินใจย้ายสินทรัพย์ก้อนใหญ่ จึงขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและธนาคาร ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างความเชื่อใจและทำความรู้จักความต้องการของลูกค้าแต่ละคน
จุดเด่นของ ttb คือต่อยอดการบริหารความมั่งคั่งให้สิทธิประโยชน์ลูกค้าที่เหนือกว่าผลตอบแทน นอกจากจะมี WE Program ที่ช่วยเตรียมความพร้อม ความรู้เรื่องการเงินและการบริหารธุรกิจสำหรับทายาทรุ่นสองแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพบริการด้วยการอบรม Relationship manager ให้มีทักษะการวางแผนการลงทุนเชิงลึก สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้
ทั้งนี้กลยุทธ์การแข่งขันดึงดูดลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์เงินฝากดอกเบี้ยสูง ธนาคารมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ยั่งยืน เนื่องจากดอกเบี้ยมีการปรับขึ้นลงตามทิศทางดอกเบี้ยโลก ทำให้พอครบกำหนดระยะเวลาฝาก ลูกค้าก็จะถอนเงินออก ย้ายไปฝากที่อื่น ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่า
ด้วยเหตุนี้ธนาคารจึงเน้นออกแบบผลิตภัณฑ์การลงทุนให้มีความแตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง เช่น ประกันชีวิตออมทรัพย์ระยะยาว US Multi Asset Index Principal Protect 15/5 เน้นคุ้มครองเงินต้น 100% พร้อมเชื่อมโยงผลตอบแทนดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ และบัญชีสกุลเงินต่างประเทศ FCD e-Saving ที่ให้ดอกเบี้ยสูง และเชื่อมกับบัตรเดบิต ttb world pass ทำให้สามารถใช้จ่ายตัดสกุลเงินต่างประเทศจากบัญชีได้โดยตรง ไม่ต้องแปลงสกุลเงิน ทั้งนี้ ttb ในฐานะผู้บริหารจัดการการลงทุน มองว่าธนาคารต้องพยายามช่วยเหลือลูกค้าให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม
ขยายฐานลูกค้า Wealth 11,000 ราย ตั้งเป้า AUM โต 10% ต่อปี
ปัจจุบัน ttb มีกลุ่มลูกค้า Private Banking ซึ่งมีสินทรัพย์ตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 5,600 ราย เติบโตขึ้นจากระดับ 4,800 รายในปีก่อน ส่วนใหญ่ 60%-70% เป็นเจ้าของกิจการและผู้บริหารระดับสูง อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านธุรกิจ
และมีสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUM) กว่า 400,000 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม ซึ่งครอบคลุมทั้งการวางแผนการเงิน การเตรียมผู้นำรุ่นใหม่และการส่งต่อธุรกิจครอบครัวอย่างยั่งยืน
โดยในปี 2569 ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้า Wealth รวมเป็น 11,000 ราย และในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าคาดว่า AUM จะเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อย 10% ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมให้ถึง 40% (จากปัจจุบันที่ 32%) ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมา ttb พยายามจูงใจลูกค้าให้เปลี่ยนผ่านการลงทุนจากในผลิตภัณฑ์เงินฝากไปสู่การลงทุนที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งกองทุนในและต่างประเทศ รวมถึงบัญชี FCD
ABOUT THE AUTHOR
โมจัง ลีลา
Content Creator สำนักข่าว THE STANDARD WEALTH ผู้เชื่อมั่นว่าความมั่งคั่งที่ยั่งยืนสามารถออกแบบได้ด้วยตัวเอง