อภินิหาร TTB

ราคาหุ้น TTB ทหารไทยธนชาตเมื่อช่วงต้นปี’69 ยังอยู่แค่ 2.02 บาท แต่ปัจจุบันล่าสุด ผ่านมาเกือบ 7 เดือน ราคาพุ่งปรู๊ดปร๊าดมาอยู่ที่ 3.08 บาท ปรับเพิ่มขึ้นถึง 52% และมีแนวโน้มจะ “ไปต่อ” ค่อนข้างแน่!
TTB ไม่ใช่ธนาคารไซส์เล็กแน่นอน เพราะเก่าแก่ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แต่ก็ยังอยู่รอดมาได้ กลายมาเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 5 ที่มีสินทรัพย์รวมระดับ 1.7 ล้านล้านบาท แต่ก็ยังห่างมากเอาการจากแบงก์ใหญ่อันดับ 3-4 คือ KTB และ SCB สินทรัพย์ระดับ 3.6-3.5 ล้านล้านบาท ตามลำดับ
ต้องไม่ลืมว่าพัฒนาการของTTB ผ่านมาจากสถานะ “แบงก์ป่วย” ภายใต้ชื่อ TMB มาก่อน เมื่อมีการเข้ามาร่วมทุนใหม่ของ ING แบริ่ง และกระทรวงคลังยังคงดำรงสัดส่วนผู้ถือหุ้นรองอยู่ TTB จึงเริ่ม “ฟื้นไข้” ขึ้นมา ได้คุณบุญทักษ์ หวังเจริญ เข้ามาเป็นผู้วางรากฐานการฟื้นฟูใหม่ช่วง 2554-2560
ยุคนั้น ยังจำได้ว่าการลงทุนระบบ ATM และการโอนเงิน ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านบาท คุณบุญทักษ์ ยังใช้วิธีพ่วงใช้บริการไปกับแบงก์ขนาดใหญ่ แต่จ่ายค่าธรรมเนียมแทนลูกค้าเลย เรียกว่าเป็นธนาคารที่เจียมเนื้อเจียมตัวเอามาก ๆ
TMB มาฟื้นตัวเอาเต็มรูปแบบ ก็เมื่อมีการควบรวมกับกลุ่มทุนธนชาตภายหลังช่วงปี 62-63 และเปลี่ยนชื่อมาเป็น TTB ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงของคุณปิติ ตัณฑเกษม เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารมาตั้งแต่ปี 2560 ตราบจนถึงปัจจุบัน
นอกจากผลงานการควบรวมกับกลุ่มทุนธนชาต ซึ่งเป็นกลุ่มการเงินที่ความถนัดทางด้านไฮ-เพอร์เชสหรือการเช่าซื้อ และทำให้ฐานการทำธุรกิจกว้างขวางขึ้นกว่าเดิมจากสมัยเป็น TMB แล้ว ยังมีผลงานเลื่องชื่อในการทำ “เทรสเชอรี่ สต๊อก” (Treasury Stock) หรือการซื้อหุ้นของตัวเองคืนเพื่อการบริหารทางการเงิน
แน่นอน การที่บริษัทซื้อหุ้นของตัวเองคืน อาจจะเพราะเล็งเห็นว่าราคาหุ้นของบริษัทยังต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง การซื้อหุ้นคืนจะทำให้ราคาหุ้นในกระดานสูงขึ้น นอกจากนั้นหากนำหุ้นซื้อคืนไปทำการลดทุน ก็จะทำให้ EPS-ROE และ DPS สูงขึ้น ผู้ถือหุ้นจะได้ประโยชน์กันถ้วนทั่ว
กรณีของ TTB เริ่มโครงการ 3 ปี ซื้อหุ้นคืน (2568-2570) คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 21,000 ล้านบาท อันเป็นการทำ “เทรสเชอรี่ สต๊อกในระดับสูงมาก ๆ ของตลาดหุ้นไทยแล้ว สามารถทำได้เร็วกว่ากำหนด 1 ปีด้วยซ้ำ จำนวนหุ้นซื้อคืนรวมทั้งสิ้น 10,038 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 10.29 ของทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว…
ในราคาต้นทุนซื้อคืน 2.09 บาท/หุ้น
ต่อมาคณะกรรมการแบงก์ยังได้มีมติเพิ่มทุนเมือเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา จะซื้อหุ้นคืนเพิ่มเป็น 35,000 ล้านบาทอีก โดยขยายเวลาสิ้นสุดโครงการในปี 2571 ซึ่งมันบอกอะไรได้หลายอย่างสำหรับแบงก์นี้นะว่า TTB ยุคปัจจุบันมีความแข็งแรงเพียงใด ถึงสามารถใช้เงิน 3.5 หมื่นล้าน มาซื้อหุ้นตัวเองคืนได้
เที่ยวที่แล้วใช้เงิน 2.1 หมื่นล้าน ซื้อหุ้นคืน 10.29% ใช้ต้นทุนซื้อแค่หุ้นละ 2.09 บาท ยังทำให้หุ้นราคา 2.02 บาท ยังทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาถึง 3.08 บาท หรือ 52% ได้ เที่ยวนี้จะใช้เงินซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1.4 หมื่นล้าน หรือเพิ่มขึ้นอีก 66% ราคาหุ้นจะเพิ่มจากระดับปัจจุบันอีกเท่าไหร่
เพิ่มขึ้นอีกสัก 1.80 บาทหรือ 2.0 บาท พอได้ไหม?
ในแง่ของการบริหารและสถานะกิจการธนาคาร TTB คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนะ ข้อสังเกตประการแรกเลย ก็คือเงินซื้อหุ้นคืนขนาดใหญ่ตั้ง 3.5 หมื่นล้านบาท ถ้าไม่ใช่เป็นแบงก์ที่มีสภาพคล่องต่ำ รายได้ต่ำ-รายจ่ายสูง หรือหนี้เสียเยอะ คงทำไม่ได้แน่นอน
นอกจากนั้นตัวเลขที่ปรากฏจาก CAR (Capital Adequacy Ratio) หรืออัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ 19% เป็นเทียร์ 1 ตั้ง 17% ก็ถือว่าไม่ใช่น้อย NPL ยังคงรักษาระดับแค่ 2.9% มาอย่างต่อเนื่อง ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ ส่วน Coverage Ratio หรืออัตราส่วนสำรองหนี้เสียไว้ที่ 157%…
ถ้าเทียบกับแบงก์ใหญ่ 4 อันดับแรก อาจจะดูน้อย แต่เมื่อคำนึงถึงการเป็นแบงก์ใหญ่ไซส์เล็กไม่ทำอะไรหวือหวาเกินตัวอย่าง TTB ก็ดูจะเหมาะสมไม่น้อย
สรุปแล้ว TTB เป็นแบงก์ซ่อนมูลค่าทั้งราคาหุ้นและฐานะกิจการแบบเล็กดีรสโต น่าจะถือเป็น “หุ้นแห่งปี” ที่ชวนติดตามกันไม่น้อย