Cover Image

รายงานพิเศษ - TSD กับความท้าทายครั้งใหม่ สู่การยกระดับความมั่นคงไซเบอร์

เหตุการณ์การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการระบบ TSD Investor Portal โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ตรวจพบเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2569 นับเป็นเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดทุนไทยอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถือหลักทรัพย์จำนวนมาก โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2569 TSD และกองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) ได้ออกมาร่วมกันชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน

นางสาวพิชยา ชมชัยยา กรรมการผู้จัดการ TSD ได้กล่าวขออภัยผู้ใช้บริการ ประกาศพร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยยอมรับว่ามีผู้ได้รับผลกระทบข้อมูลรั่วราว 2 แสนราย จากผู้ถือหลักทรัพย์กว่า 5 ล้านราย ข้อมูลที่ถูกเข้าถึง ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล วันเกิด เลขบัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ชื่อบริษัทหลักทรัพย์ เลขบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และข้อมูลบัญชีธนาคาร แต่ไม่พบการรั่วไหลของข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ ธุรกรรมซื้อขาย หรือ Username และ Password

ด้านนายถิรพันธุ์ สรรพกิจ รองผู้จัดการและหัวหน้าสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย( ตลท.) ระบุว่าต้นเหตุเกิดจากช่องโหว่ในระบบ User Profile ที่ควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลไม่สมบูรณ์ ทำให้ผู้ใช้งานรายหนึ่งแก้ไขค่า User ID และเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานรายอื่นได้ หลังตรวจพบเหตุได้ปิดช่องโหว่และแก้ไขระบบทันที พร้อมประสาน บก.สอท.1 ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

พร้อมยืนยันระบบ TSD Investor Portal เป็นเพียงระบบให้บริการข้อมูลผู้ลงทุนผ่านเว็บไซต์ แยกจากระบบศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และระบบซื้อขายหลักทรัพย์ จึงไม่กระทบการซื้อขาย การโอนหลักทรัพย์ ไม่กระทบทรัพย์สินของผู้ลงทุน ส่วนแอปฯ Wiset ที่เปิดให้บริการเมื่อเดือนมิ.ย. ไม่เกี่ยวข้องกัน และมีการทำงานคนละระบบกับ TSD เตรียมยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยนำ AI มาช่วยตรวจจับความผิดปกติ เพิ่มความเข้มข้นในการทดสอบเจาะระบบ (Penetration Test) ปรับปรุงระบบยืนยันตัวตน และทยอยย้ายบริการไปยังแพลตฟอร์มใหม่

ด้าน นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สั่งขยายการตรวจสอบทุกมิติ ปิดช่องโหว่ที่อาจหลงเหลือ พร้อมประสานบริษัทหลักทรัพย์และธนาคารพาณิชย์เฝ้าระวังธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุนในระยะยาว

ขณะที่ พ.ต.ท.พากฤต กฤตยพงษ์ จาก บก.สอท.1 ระบุว่า แม้ข้อมูลที่ถูกเข้าถึงจะไม่สามารถใช้ซื้อขายหลักทรัพย์หรือโอนทรัพย์สินได้โดยตรง แต่เสี่ยงถูกนำไปใช้หลอกลวงหรือแอบอ้าง จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของทุกช่องทางการติดต่อ โดยขณะนี้บก.สอท.1 อยู่ระหว่างสืบสวนเพื่อติดตามผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี

แม้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่กระทบต่อทรัพย์สินนักลงทุน แต่ข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลสามารถถูกนำไปใช้ปลอมแปลงตัวตน แอบอ้างตัวตนเพื่อสมัครใช้บริการทางการเงิน เปิดบัญชีหรือขอสินเชื่อ ปลอมแปลงเอกสารหรือใช้ประกอบการกระทำผิด รวมทั้งเสี่ยงถูกโจมตีบัญชีการเงินแม้เพียงเลขบัญชีธนาคารจะไม่สามารถถอนเงินได้

ตลาดทุนไทยควรยกระดับมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้รอบด้าน ปิดช่องโหว่และทดสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล (Access Control) ซึ่งเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ครั้งนี้ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี AI และระบบเฝ้าระวังภัยคุกคามมาใช้ตรวจจับความผิดปกติแบบเรียลไทม์ รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน

และควรมีแผนตอบสนองเหตุการณ์เมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ขณะที่นักลงทุนเองต้องเพิ่มความระมัดระวังไม่เปิดเผยรหัสผ่านหรือรหัส OTP แก่บุคคลใด ไม่กดลิงก์จาก SMS หรืออีเมลที่ไม่สามารถยืนยันแหล่งที่มาได้ และเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นระยะ เปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA) หากมีบริการ และรีบแจ้งบริษัทหลักทรัพย์หรือธนาคารทันทีเมื่อพบความผิดปกติ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า ความแข็งแกร่งของตลาดทุนไม่ได้วัดเพียงประสิทธิภาพของระบบซื้อขาย แต่รวมถึงความสามารถในการปกป้องข้อมูลของผู้ลงทุนด้วย ดังนั้น TSD ควรใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนในการยกระดับมาตรการด้าน Cybersecurity อย่างรอบด้าน ตั้งแต่การป้องกัน การตรวจจับ การตอบสนอง ไปจนถึงการสื่อสารเมื่อเกิดเหตุ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามไซเบอร์ในอนาคต

Back To Top