TRUE ผนึก สธ. เปิด “SkyBridge” ส่งยาโดรนกลางหุบเขาน่าน

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE พร้อมด้วยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. และบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด หรือ AEROTHAI เปิดโครงการ “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งยา เวชภัณฑ์ และตัวอย่างทางการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล
โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 พร้อมเปิดตัว “True SkyBridge” แพลตฟอร์มบริหารจัดการโลจิสติกส์ทางอากาศอัตโนมัติสำหรับภาคสาธารณสุข โดยเริ่มปฏิบัติการนำร่องภายใต้ “ปัวโมเดล” ณ อำเภอปัว จังหวัดน่าน
นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงมีนโยบายยกระดับระบบบริการสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีคุณภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน พื้นที่ห่างไกล และพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทาง
การนำอากาศยานไร้คนขับมาใช้จะช่วยลดอุปสรรคด้านระยะทางและเวลาในการส่งต่อยา เวชภัณฑ์ ตัวอย่างทางการแพทย์ และสิ่งจำเป็นต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาสูงหรือช่วงเกิดภัยพิบัติ ซึ่งเส้นทางคมนาคมทางบกอาจถูกตัดขาดจากน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม หรือสภาพอากาศรุนแรง
ทั้งนี้ ภายหลังการนำร่องที่จังหวัดน่าน กระทรวงสาธารณสุขเตรียมขยายผลไปยังพื้นที่ห่างไกลอีก 10 แห่ง อาทิ โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมผลักดันระบบโดรนให้เป็นส่วนหนึ่งของบริการสุขภาพทั้งในภาวะปกติ สถานการณ์ฉุกเฉิน และภัยพิบัติ
ด้านนายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม TRUE กล่าวว่า True SkyBridge ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยศูนย์วิจัยและนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อรองรับการบริหารภารกิจขนส่งทางการแพทย์แบบครบวงจรบนเครือข่ายอัจฉริยะของทรู
แพลตฟอร์มดังกล่าวสามารถรองรับโดรนได้หลากหลายแบรนด์ พร้อมใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อวางแผนเส้นทาง บริหารและควบคุมฝูงบิน ตรวจสอบความพร้อมและความปลอดภัยของอากาศยาน ตลอดจนติดตามเที่ยวบินและคุณภาพของสิ่งนำส่งทางการแพทย์แบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ ระบบยังสามารถจัดทำเอกสารอัตโนมัติ พร้อมบันทึกเวลาและพิกัดตลอดเส้นทาง ทำให้การขนส่งยา เวชภัณฑ์ และตัวอย่างทางการแพทย์สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และรองรับการขยายเป็นเครือข่ายโลจิสติกส์สาธารณสุขในระดับประเทศ
สำหรับการสาธิตภายใต้ปัวโมเดลแบ่งเป็น 2 เส้นทาง โดยเส้นทางแรกเป็น “โมเดลความต่อเนื่องฐานเดิม” หรือ NCDs Continuity Model ขนส่งยาสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากสนามกีฬาพญาผานองไปยังลานชุมชนบ้านร้องแง และบินกลับเพื่อนำส่งตัวอย่างทางการแพทย์
เส้นทางดังกล่าวมีระยะทางไป-กลับรวม 4 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3.5 นาที เทียบกับการขนส่งทางบกที่ใช้เวลาประมาณ 7 นาที ช่วยลดระยะเวลาการขนส่งลงได้ประมาณ 50%
ส่วนเส้นทางที่สองเป็น “โมเดลภัยพิบัติขั้นวิกฤต” หรือ Disaster Response Model จำลองการขนส่งยาไปยังพื้นที่ห่างไกลที่เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด โดยบินผ่านภูเขาสูงชัน หน้าผา และพื้นที่ป่าทึบ จากสนามกีฬาพญาผานองไปยังโรงเรียนบ้านน้ำปัว ก่อนบินกลับพร้อมตัวอย่างทางการแพทย์
เส้นทางดังกล่าวมีระยะทางไป-กลับรวม 46 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 35 นาที เทียบกับการเดินทางทางบกที่ใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง ช่วยประหยัดเวลาได้ประมาณ 70%
TRUE ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการศักยภาพด้านสาธารณสุข การบิน โทรคมนาคม และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อวางรากฐานระบบโลจิสติกส์ทางการแพทย์รูปแบบใหม่ที่มีความรวดเร็ว แม่นยำ ปลอดภัย และตรวจสอบได้ พร้อมเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างทันท่วงที