Cover Image

นักวิชาการ แนะ TPBS เปิดให้ปชช.เห็นคุณค่าสาธารณะ คำว่า 'ปรสิตทางงบประมาณ' จะหมดไป

'อ.สุวินัย' ชี้ 'ไทยพีบีเอส' เป็นสื่อสาธารณะ มีอิสระจากตลาดต้องรับผิดขอบต่อประชาชนมากขึ้น แต่เมื่อองค์กรคิดกลับหัว งบประมาณไม่เป็นเครื่องมือของภารกิจ จึงกลายเป็น 'ปรสิตทางงบประมาณ' ย้อนถามบุคคลากรจำนวนมากความสามารถเพิ่มหรือลดลง เหตุใดจากบุคคลภายนอก แนะเปิดให้ประชาชนเห็นคุณค่าสาธารณะ คำว่า 'ปรสิตทางงบประมาณ' จะหมดไปเอง

7ต.ค.2569 - ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง เมื่อไรสื่อ TPBS จะเลิกเป็น “ปรสิตทางงบประมาณ”? มีเนื้อหาดังนี้

คำว่า “ปรสิต” เป็นคำแรง
และเมื่อใช้กับองค์กรสาธารณะ
ยิ่งเป็นคำที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง
เพราะบทความนี้ไม่ได้กำลังกล่าวหาว่า
คนในไทยพีบีเอสเป็น “ปรสิต”
ไม่ได้กำลังกล่าวหาว่า
การใช้เงินของไทยพีบีเอสทั้งหมดสูญเปล่า
และไม่ได้กำลังกล่าวหาว่า
ไทยพีบีเอสไม่มีประโยชน์ต่อสังคม
แต่กำลังตั้งคำถามถึงสิ่งที่อาจเรียกว่า
“ปรสิตทางงบประมาณ”
(Budgetary Parasitism)
ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สามารถเกิดขึ้นได้กับองค์กรสาธารณะทุกแห่ง
.....
เมื่อองค์กรได้รับทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง
โดยแรงกดดันให้พิสูจน์ความคุ้มค่าของทรัพยากรนั้น
ต่ำกว่าที่องค์กรในโลกการแข่งขันต้องเผชิญ
คำถามจึงไม่ใช่ว่า
TPBS มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์
แต่คือ
ประโยชน์สาธารณะที่ TPBS สร้างขึ้น
คุ้มค่ากับทรัพยากรสาธารณะที่สังคมมอบให้หรือไม่
นี่เป็นคนละคำถามกัน
.....
1. ความเป็นอิสระไม่ใช่เช็คเปล่า
เหตุผลสำคัญของการก่อตั้งไทยพีบีเอส
คือการสร้างสื่อสาธารณะที่สามารถทำงานโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลโดยตรง
ไม่ต้องวิ่งหาโฆษณาเหมือนสื่อพาณิชย์
และไม่ต้องกังวลว่า
หากเสนอข่าวไม่ถูกใจผู้มีอำนาจแล้ว
งบประมาณจะถูกตัดในปีถัดไป
หลักการนี้มีเหตุผลรองรับ
เพราะสื่อที่ต้องตรวจสอบอำนาจ
ย่อมไม่ควรฝากชีวิตไว้กับอำนาจที่ตนเองต้องตรวจสอบ
แต่ปัญหาอีกด้านหนึ่งก็เกิดขึ้นทันที
เมื่อองค์กรมีรายได้ที่ค่อนข้างแน่นอน
แรงกดดันจากตลาดก็ลดลง
ถ้าสถานีโทรทัศน์เอกชนไม่มีคนดู
รายได้โฆษณาลด
ถ้าหนังสือพิมพ์ไม่มีคนอ่าน
ยอดขายลด
ถ้า Creator ไม่มีคนดู
รายได้ก็ลดลง
กลไกตลาดอาจโหดร้าย
แต่มันมี feedback loop ที่ชัดเจน
ไม่มีคนใช้
ไม่มีคนจ่าย
องค์กรต้องปรับตัว
แต่สำหรับองค์กรสาธารณะ
feedback loop แบบนี้อ่อนกว่ามาก
ตรงนี้เองที่ต้องมีสิ่งอื่นมาทดแทน
นั่นคือ Accountability
หรือความรับผิดรับชอบต่อทรัพยากรสาธารณะ
ยิ่งมีอิสระจากตลาดมากเท่าไร
ยิ่งต้องมีความรับผิดรับชอบต่อประชาชนมากขึ้นเท่านั้น
.....
2. ปรสิตทางงบประมาณคืออะไร?
ในธรรมชาติ
สิ่งมีชีวิตแบบปรสิต
สามารถดำรงอยู่ได้เพราะมี Host
คอยให้ทรัพยากร
มันจึงไม่จำเป็นต้องสร้างทรัพยากรของตัวเองทั้งหมด
ในระบบองค์กรก็อาจเกิดปรากฏการณ์คล้ายกัน
เมื่อองค์กรหนึ่งสามารถดำรงอยู่ได้
โดยไม่ต้องเชื่อมโยงอย่างเข้มงวดระหว่าง
ทรัพยากรที่ได้รับกับคุณค่าที่สร้างขึ้น
องค์กรอาจค่อย ๆ เกิดสิ่งที่เรียกว่า
Budget Dependency
หรือการพึ่งพาทรัพยากรที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การได้รับเงินสาธารณะ
โรงพยาบาล
มหาวิทยาลัย
พิพิธภัณฑ์
ห้องสมุด
งานวิจัยพื้นฐาน
และสื่อสาธารณะ
ล้วนสามารถมีเหตุผลรองรับการใช้เงินสาธารณะ
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อองค์กรเริ่มคิดกลับด้าน
จากเดิม “เราต้องสร้างคุณค่าอะไรให้สังคม?”
กลายเป็น “เรามีงบเท่านี้ จะใช้ทำอะไร?”
เมื่อถึงจุดนั้น
งบประมาณจะไม่ได้เป็น “เครื่องมือ” ของภารกิจอีกต่อไป
แต่การรักษางบประมาณ
อาจค่อย ๆ กลายเป็น “ภารกิจ” ขององค์กรเสียเอง (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
นี่ต่างหากคือจุดเริ่มต้นของ
“ปรสิตทางงบประมาณ”
.....
3. คนมากไม่ใช่ความผิด แต่ต้องตอบว่าคนเหล่านั้นสร้างอะไร
มีการตั้งคำถามว่า
ไทยพีบีเอสมีบุคลากรในรูปแบบต่าง ๆ รวมกันเกือบ 1,300 คน
ตัวเลขนี้โดยตัวมันเอง
ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าองค์กรมีกำลังคนมากเกินไป
องค์กร Broadcasting ขนาดใหญ่
ต้องมีทั้งนักข่าว
ฝ่ายผลิต
วิศวกร
เทคโนโลยี
คลังข้อมูล
กฎหมาย
บัญชี
การเงิน
บุคลากร
เครือข่ายภูมิภาค
และงานสนับสนุนอีกจำนวนมาก
ดังนั้น การเอาตัวเลข 1,300 คนมาวางบนโต๊ะ
แล้วถามทันทีว่า
“ทำไมต้องมีคนมากขนาดนี้?”
ยังเป็นคำถามที่หยาบเกินไป
คำถามที่แม่นกว่าคือ
1,300 คนเหล่านี้ทำอะไร?
ต้นทุนบุคลากรทั้งหมดเท่าไร?
สัดส่วนบุคลากรที่สร้างเนื้อหาโดยตรงเท่าไร?
ฝ่ายสนับสนุนเท่าไร?
ผลิต Content ได้เท่าไร?
เข้าถึงประชาชนกลุ่มใด?
และที่สำคัญ
Productivity ขององค์กรเพิ่มขึ้นหรือลดลง
เมื่อเทคโนโลยีทำให้ต้นทุนการผลิตสื่อลดลงอย่างมหาศาล?
เพราะในโลกปัจจุบัน
นักข่าวหนึ่งคนสามารถถ่าย
เขียน
ตัดต่อ
ส่งข่าว
และเผยแพร่เนื้อหา
ด้วยอุปกรณ์ที่อยู่ในกระเป๋าเพียงชิ้นเดียว
องค์กรสื่อในศตวรรษที่ 21
จึงไม่สามารถอธิบายโครงสร้างบุคลากร
ด้วยตรรกะของสถานีโทรทัศน์ในศตวรรษที่ 20 ได้ตลอดไป (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
.....
4. Outsource ไม่ใช่ความผิด แต่ต้องตอบว่าเหตุใดจึง Outsource
มีการตั้งคำถามถึงการว่าจ้างงานภายนอกหลายกรณี
ทั้งงานสารคดี
คลิปสั้น
Data Visualization
บทความ
ที่ปรึกษา
และผู้เชี่ยวชาญ
หลักการง่ายมาก
Outsource ไม่ใช่ความผิด
บางครั้งการจ้างภายนอก
ประหยัดกว่าการสร้างทีมถาวรเสียอีก
ถ้าองค์กรต้องผลิตสารคดีใต้น้ำปีละหนึ่งครั้ง
การจ้างทีมที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
อาจสมเหตุสมผลกว่าการจ้างทีมดำน้ำประจำไว้ทั้งปี
ดังนั้น
สารคดีราคา 560,000 บาท
ไม่ได้แพงเพียงเพราะมันราคา 560,000 บาท
งาน Digital Content ราคา 1 ล้านบาท
ก็ไม่ได้แพงเพียงเพราะมันราคา 1 ล้านบาท
ผู้เชี่ยวชาญเดือนละหลายแสนบาท
ก็ไม่ได้แพงเพียงเพราะได้เงินเดือนหลายแสนบาท
คำถามที่แท้จริงคือ
เงินเหล่านั้นซื้ออะไรกลับมา?
และเหตุใดองค์กรจึงต้องซื้อจากภายนอก?
นี่คือสิ่งที่ประชาชนควรรู้
.....
5. อย่าถามเพียงว่า “ถูกระเบียบหรือไม่”
นี่คือกับดักสำคัญของระบบราชการและองค์การสาธารณะจำนวนมาก
เมื่อถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้เงิน
คำตอบมักจบลงที่ว่า
“ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบ”
แต่คำว่าถูกระเบียบกับคุ้มค่า
ไม่ใช่คำเดียวกัน (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
องค์กรสามารถซื้อเก้าอี้ราคา 50,000 บาท
อย่างถูกระเบียบทุกขั้นตอน
แต่ประชาชนยังมีสิทธิถามว่า
ทำไมต้องซื้อเก้าอี้ราคา 50,000 บาท?
เช่นเดียวกัน
การจัดซื้อจัดจ้างอาจผ่านกระบวนการครบถ้วน
แต่คำถามเรื่อง Value for Money ยังคงอยู่
นี่คือมาตรฐานที่องค์กรซึ่งใช้ทรัพยากรสาธารณะควรถูกตรวจสอบ
ไม่ใช่เพียง Legal Compliance
แต่ต้องรวมถึง Economic Efficiency
และ Public Value ด้วย
.....
6. Public Value คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด
สื่อสาธารณะไม่ควรถูกวัดด้วย Rating เพียงอย่างเดียว
เพราะถ้าใช้ Rating เป็นเกณฑ์สูงสุด
เราก็ไม่จำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะตั้งแต่แรก
ปล่อยให้ตลาดจัดการทั้งหมดก็ได้
ภารกิจของสื่อสาธารณะ
คือการผลิตสิ่งที่ตลาดอาจผลิตไม่เพียงพอ
ข่าวเชิงลึก
สารคดี
การศึกษา
วัฒนธรรม
เนื้อหาสำหรับเด็ก
เนื้อหาสำหรับคนพิการ
ข่าวภูมิภาค
พื้นที่สำหรับคนที่ไม่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ
หรือข้อมูลสาธารณะที่มีคุณค่า
แม้ไม่สามารถสร้าง Rating จำนวนมากได้
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Public Value
แต่คำว่า Public Value
ก็ไม่ควรกลายเป็นคำศักดิ์สิทธิ์
ที่ใช้ตอบคำถามทุกอย่าง
เพราะเมื่อใช้เงินสาธารณะ
Public Value ต้องถูกทำให้มองเห็น
และประเมินได้ในระดับหนึ่ง
ไม่จำเป็นต้องวัดทุกอย่างเป็นเงินบาท
แต่ต้องสามารถตอบได้ว่า
ประชาชนได้อะไร?
ใครได้รับประโยชน์?
ผลกระทบคืออะไร?
และถ้าไม่มีไทยพีบีเอส
สิ่งเหล่านี้จะหายไปจากระบบสื่อไทยมากน้อยเพียงใด?
(ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
.....
7. คำถามที่ใหญ่กว่า TPBS
ในที่สุด
เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องของไทยพีบีเอสเพียงองค์กรเดียว
แต่มันคือปัญหาคลาสสิกขององค์กรที่ได้รับทรัพยากรอย่างมั่นคง
องค์กรทุกชนิดมีแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะรักษาตัวเอง
เมื่อองค์กรเกิดขึ้น
มันสร้างตำแหน่งงาน
สร้างฝ่าย
สร้างกฎ
สร้างโครงการ
สร้างผู้บริหาร
สร้างผู้เชี่ยวชาญ
สร้างเครือข่ายผู้รับจ้าง
และเมื่อเวลาผ่านไป
สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นเหตุผลรองรับการดำรงอยู่ขององค์กรเสียเอง (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
แทนที่จะถามว่า
“ภารกิจนี้ต้องการองค์กรแบบไหน?”
องค์กรกลับเริ่มถามว่า
“องค์กรแบบที่เรามีอยู่ ต้องหาภารกิจอะไรมารองรับ?”
นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้กับองค์กรทั่วโลก
และนี่คือเหตุผลที่องค์กรสาธารณะ
ต้องถูกทบทวนโครงสร้างเป็นระยะ
.....
8. แล้วเมื่อไร TPBS จะเลิกเป็น “ปรสิตทางงบประมาณ”?
คำตอบคือ
ทันทีที่มันสามารถแสดงให้ประชาชนเห็นความสัมพันธ์อย่างโปร่งใสระหว่าง
Money → People → Output → Outcome → Public Value
เงินเท่าไร
ใช้คนเท่าไร
ผลิตอะไร
เกิดผลอะไร
และสร้างคุณค่าอะไรให้สังคม
ถ้าความสัมพันธ์นี้ชัด
เงินหลายพันล้านบาทอาจไม่แพงเลย
ในทางกลับกัน
ต่อให้ใช้งบเพียงครึ่งเดียว
แต่ตอบไม่ได้ว่าเงินเหล่านั้นสร้างคุณค่าอะไร
มันก็ยังอาจแพงเกินไป
.....
ดังนั้น
ผู้เขียนยังไม่ได้เสนอว่า
“ยุบ TPBS” (แม้โน้มเอียงไปทางนี้)
และไม่ออกตัวปกป้องว่า
“ต้องรักษา TPBS ไว้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” (ไม่เห็นด้วยอย่างแรง)
เพราะผู้เขียนยังให้โอกาส TPBS ชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างก่อน
คือ
เปิดข้อมูล
เปิดโครงสร้างบุคลากร
เปิดต้นทุนบุคลากร
เปิดข้อมูลการ Outsource
เปิดรายชื่อผู้รับงานย้อนหลัง
เปิดหลักเกณฑ์การคัดเลือก
เปิด KPI
เปิดผลการประเมินโครงการ
และที่สำคัญที่สุด
เปิดให้ประชาชนเห็นว่า
เงินสาธารณะที่ไหลเข้าไปทุกปี
เปลี่ยนกลับออกมาเป็นคุณค่าสาธารณะอย่างไร (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
.....
สื่อสาธารณะมีหน้าที่ถือไฟฉาย
ส่องรัฐบาล
ส่องนักการเมือง
ส่องบริษัท
ส่องกองทัพ
ส่ององค์กรสาธารณะ
และส่องคนที่ใช้อำนาจแทนประชาชน
แต่มีหลักการหนึ่ง
ที่สื่อสาธารณะไม่ควรลืม
คนถือไฟฉาย
ไม่ได้รับอภิสิทธิ์ให้อยู่ในความมืด
เมื่อใช้เงินของประชาชน
ไฟฉายดวงเดียวกัน
ต้องสามารถหันกลับมาส่องตัวเองได้ด้วย (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
และวันใดที่ TPBS สามารถเปิดให้ประชาชนเห็นได้อย่างชัดเจนว่า
เงินทุกก้อนที่ได้รับ
คนทุกตำแหน่งที่จ้าง
งานทุกชิ้นที่ Outsource
และโครงการทุกโครงการที่ทำ
กำลังสร้างคุณค่าอะไรกลับคืนสู่สังคม
วันนั้น
คำว่า “ปรสิตทางงบประมาณ”
ก็จะหมดความหมายไปเอง
ไม่ใช่เพราะ TPBS ขอให้ประชาชนเลิกเรียก
แต่เพราะข้อเท็จจริง
ทำให้ไม่มีใครสามารถเรียกเช่นนั้นได้อีกต่อไป

~ ดร.สุวินัย ภรณวลัย และ ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง
มหาวิทยาลัยไร้รอย

Back To Top