TikTok ทดสอบ AI Likeness Detection ตรวจจับ Deepfake ที่ใช้ใบหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต
TikTok เริ่มทดสอบฟีเจอร์ AI Likeness Detection ในสหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยให้ครีเอเตอร์ตรวจสอบวิดีโอ Deepfake ที่ใช้ใบหน้าหรือภาพลักษณ์ของตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาต ผ่านระบบสแกนใบหน้าและยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการรับมือปัญหา AI ปลอมแปลงตัวตนที่กำลังรุนแรงขึ้นบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
ในบทความนี้
- TikTok ทดสอบ AI Likeness Detection ปกป้องครีเอเตอร์จาก Deepfake
- ยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้าและบัตรประชาชน
- ทำไม Deepfake จึงเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
- TikTok เดินตามรอย YouTube
- ผลกระทบและสิ่งที่น่าจับตา
TikTok กำลังทดสอบเครื่องมือใหม่ในสหรัฐฯ ที่มีชื่อว่า AI Likeness Detection ซึ่งเป็นระบบสำหรับค้นหาเนื้อหาที่สร้างด้วย AI และอาจนำ ใบหน้า ภาพลักษณ์ หรือรูปลักษณ์ของครีเอเตอร์ ไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม
ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่านโพสต์ของ Matt Navarra บน X โดยระบุว่าเครื่องมือนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบวิดีโอหรือบัญชีที่ใช้ AI สร้างภาพลักษณ์ของตนเอง ก่อนเลือกส่งรายงานให้ TikTok ตรวจสอบหากพบการละเมิด
ยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้าและบัตรประชาชน
ผู้ที่ต้องการใช้งานฟีเจอร์นี้จะต้องสมัครเข้าร่วม (Opt-in) และยืนยันตัวตนผ่าน
- การสแกนใบหน้าแบบ Real-time Selfie
- การตรวจสอบเอกสารประจำตัว (ID Verification)
TikTok ระบุว่าการตรวจสอบทั้งหมดดำเนินการผ่านผู้ให้บริการภายนอก (Third-party Verification Service) และเอกสารที่ใช้ยืนยันตัวตนจะ ไม่ถูกจัดเก็บไว้หลังเสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบ
แนวทางนี้มีความคล้ายกับระบบของ YouTube ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เพื่อใช้ตรวจจับวิดีโอ Deepfake ที่แอบอ้างบุคคลอื่น
ทำไม Deepfake จึงเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
Deepfake คือเทคโนโลยี AI ที่สามารถสร้างวิดีโอหรือเสียงปลอมให้ดูเหมือนบุคคลจริงกำลังพูดหรือกระทำสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มีความสามารถสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ Deepfake มีความสมจริงจนแยกจากของจริงได้ยาก และถูกนำไปใช้ในหลายรูปแบบ เช่น
- สร้างคลิปปลอมเพื่อหลอกลวง
- แอบอ้างบุคคลสาธารณะ
- สร้างภาพหรือวิดีโออนาจารปลอม (AI Nude)
- ใช้ในการหลอกลวงทางการเงินหรือสร้างข้อมูลเท็จ
แม้หลายบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI Nude จะถูกถอดออกจากร้านแอปอย่างเป็นทางการแล้ว แต่เครื่องมือประเภทนี้ยังคงมีให้ใช้งานผ่านเว็บไซต์หรือบริการอื่น ๆ
TikTok เดินตามรอย YouTube
TikTok ไม่ใช่แพลตฟอร์มแรกที่พยายามแก้ปัญหานี้ ก่อนหน้านี้ YouTube ได้เปิดตัวระบบตรวจจับใบหน้าด้วย AI เพื่อช่วยค้นหาคอนเทนต์ Deepfake เช่นกัน โดยช่วงแรกจำกัดเฉพาะนักการเมือง นักข่าว และบุคคลสาธารณะ ก่อนจะขยายให้ครีเอเตอร์ทั่วไปสามารถใช้งานได้ในเวลาต่อมา
ปัจจุบัน TikTok ยังอยู่ในช่วงทดสอบเฉพาะผู้ใช้บางส่วนในสหรัฐฯ หากผลการทดสอบเป็นไปด้วยดี มีโอกาสที่บริษัทจะขยายการใช้งานไปยังประเทศอื่นในอนาคต
ผลกระทบและสิ่งที่น่าจับตา
การพัฒนาของ AI ทำให้การสร้าง Deepfake ทำได้ง่ายขึ้นและมีต้นทุนต่ำลง ส่งผลให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องเร่งพัฒนาเครื่องมือสำหรับตรวจจับและปกป้องผู้ใช้งานมากขึ้น
หาก TikTok เปิดใช้งาน AI Likeness Detection อย่างเป็นทางการ ก็อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม และเพิ่มแรงกดดันให้แพลตฟอร์มอื่นอย่าง Instagram, Facebook หรือ X พัฒนาเครื่องมือป้องกัน Deepfake ในลักษณะเดียวกัน

Appdisqus Team
คอมลัมนิสต์แอ๊คหลุมผู้หลงใหล IT และ Gadget พร้อมสาระความรู้ How To ดีๆ สำหรับการใช้งานมือถือและแท๊ปเบล็ตที่พร้อมจะมาแชร์กับเพื่อนๆ ที่สนใจในเนื้อหาเดียวกัน เพื่อให้พื้นที่ AppDisqus.com เป็นสเปซสำหรับการแบ่งบันโดยแท้จริง