ผู้เขียน "The Bitcoin Standard" ฟันธง!! บิทคอยน์จะนิ่งและแซงหน้าทองคำ
- หน้าหลัก
- หุ้น
- Cryptocurrency
ผู้เขียน "The Bitcoin Standard" ฟันธง!! บิทคอยน์จะนิ่งและแซงหน้าทองคำ
เผยแพร่: 14 ต.ค. 2569 21:38 ปรับปรุง: 14 ต.ค. 2569 21:38 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
วิวาทะทางเศรษฐศาสตร์การเงินปะทุขึ้นอีกระลอก เมื่อ เซเฟดิน อัมมูส เจ้าของหนังสือเศรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลก เดอะ บิทคอยน์ สแตนดาร์ด ออกโรงตอกกลับข้อวิจารณ์ของ ศาสตราจารย์ ลอว์เรนซ์ เอช. ไวต์ ที่มองว่ากลไกอุปทานคงที่ไร้ความยืดหยุ่นจนทำให้ บิทคอยน์ผันผวนเกินกว่าจะเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยน โดย อัมมูส ชี้ชัดว่าการถือครองคือการใช้ในฐานะเงินตรา และกระบวนการแปลงสภาพสู่เงินกำลังดำเนินไปอย่างมั่นคง พร้อมฟันธงว่าเมื่อขนาดตลาดเติบใหญ่จนโค่นแชมป์เก่าอย่างทองคำ ความผันผวนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในโลกความเป็นจริงมูลค่าตลาดปัจจุบันที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังต้องขยายตัวอีกไม่ต่ำกว่า 18 เท่าเพื่อเทียบชั้นทองคำที่ 29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาในสกุลเงินกระดาษที่กำลังเร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์นี้
วิวาทะร้อนแรงที่กำลังสั่นสะเทือนแวดวงเศรษฐศาสตร์และการเงินระหว่างประเทศในเวลานี้ คือการปะทะกันทางความคิดระหว่างสองนักวิชาการแถวหน้า เกี่ยวกับอนาคตและสถานะเชิงโครงสร้างของสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับหนึ่งอย่าง "บิทคอยน์" ว่าแท้จริงแล้วจะสามารถก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็น เงินตรา ที่แท้จริงได้หรือไม่ หรือจะเป็นได้เพียงแค่สินทรัพย์เก็งกำไรที่ไม่อาจหลุดพ้นจากกับดักความผันผวน
ชนวนเหตุของข้อถกเถียงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ ศาสตราจารย์ ลอว์เรนซ์ เอช. ไวต์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบการเงินและเจ้าของผลงานหนังสือ เบทเทอร์ มันนี่: โกลด์, เฟียต ออร์ บิทคอยน์? ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เอ็กซ์ โดยหยิบยกเนื้อหาจากบทที่หกในหนังสือของตนเองขึ้นมาเตือนสติว่า การที่บิทคอยน์ถูกออกแบบให้อุปทานคงที่อย่างเบ็ดเสร็จที่ 21 ล้านเหรียญ โดยปราศจากกลไกการปรับเพิ่มหรือลดอุปทานตามความผันแปรของอุปสงค์ ถือเป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่ทำให้ราคาของมันมีความผันผวนรุนแรงเกินกว่าที่ภาคธุรกิจและประชาชนจะยอมรับในฐานะสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่น่าเชื่อถือ
ศาสตราจารย์ ไวต์ ยังตอกย้ำด้วยข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ในตลาดปัจจุบันว่า ความไร้เสถียรภาพด้านราคาดังกล่าว ส่งผลให้เหรียญที่มีมูลค่าคงที่หรือ สเตเบิลคอยน์ ก้าวเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งปริมาณธุรกรรมการชำระเงินของบิทคอยน์ไปแทบทั้งหมด เพราะในระบบเศรษฐกิจจริงผู้ประกอบการและผู้บริโภคต่างต้องการสื่อกลางการชำระเงินที่มีมูลค่านิ่งและประเมินต้นทุนได้อย่างแม่นยำ
ขณะที่ในมุมมองของ เซเฟดิน อัมมูส นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ผู้เขียนหนังสือทรงอิทธิพล เดอะ บิทคอยน์ สแตนดาร์ด ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 กลับมองปรากฏการณ์นี้ด้วยสายตาที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดย อัมมูส ได้ออกมาตอบโต้อย่างเฉียบคมว่า บิทคอยน์ ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว และผลกระทบจากความผันผวนของราคาจะค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไปเองเมื่อสินทรัพย์นี้เติบโตเต็มที่
อัมมูส วางหลักตรรกะที่พลิกมุมมองกระแสหลักว่า การถือครองบิทคอยน์ ก็คือการใช้บิทคอยน์ ในฐานะเงินตรา และการที่มันยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในรูปแบบของการรูดซื้อสินค้าหรือชำระเงินในชีวิตประจำวันในเวลานี้ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์หรือหลักฐานว่ากระบวนการวิวัฒนาการสู่การเป็นเงินตราระดับโลกกำลังล้มเหลวหรือไม่เกิดขึ้น
หากย้อนดูประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของเงินตราตลอดหลายพันปี เงินตราไม่เคยเริ่มต้นจากการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในทันที แต่ต้องผ่านลำดับขั้นทางเศรษฐศาสตร์ 3 ระยะ ได้แก่ ขั้นแรกคือการเป็น แหล่งเก็บรักษามูลค่า จากคุณสมบัติความหายากและความคงทน ต่อมาจึงขยับสู่ขั้นที่สองคือการเป็น สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เมื่อมีเครือข่ายผู้ยอมรับกว้างขวางขึ้น และขั้นสุดท้ายคือการเป็น หน่วยวัดมูลค่าทางบัญชี
อัมมูส ยืนยันว่า กระบวนการในปัจจุบันคือการสะสมมูลค่าเพื่อเตรียมพร้อมสู่ขั้นถัดไป โดยเขาคาดการณ์ว่าบิทคอยน์ จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยกว่าทองคำ และมีมูลค่าตลาดรวมแซงหน้าโลหะมีค่าอันดับหนึ่งของโลกในที่สุด เพราะเมื่อขนาดของมูลค่าตลาดขยายตัวจนใหญ่โตมหาศาล แรงกระเพื่อมจากเม็ดเงินไหลเข้าออกในแต่ละวันจะส่งผลกระทบต่อสัดส่วนความผันผวนของราคาน้อยลงโดยธรรมชาติ และเมื่อระดับราคามีเสถียรภาพ หน้าที่การเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนก็จะบรรลุผลอย่างสมบูรณ์แบบ
อย่างไรก็ดี เมื่อนำกรอบทฤษฎีดังกล่าวมาวางเทียบกับตัวเลขจริงบนกระดานการเงินโลก เส้นทางที่ อัมมูส วาดภาพไว้นับเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง ในปัจจุบัน บิทคอยน์มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ทองคำซึ่งครองบัลลังก์สินทรัพย์ปลอดภัยอันดับหนึ่งของมนุษยชาติมาอย่างยาวนาน มีมูลค่าตลาดรวมสูงถึงเกือบ 29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเชิงสถิตินี้บ่งชี้ชัดเจนว่าบิทคอยน์ จำเป็นต้องขยายขนาดของตนเองให้เติบโตขึ้นอีกอย่างน้อย 18 เท่าตัว จึงจะสามารถเทียบชั้นและโค่นแชมป์เก่าอย่างทองคำลงได้
แต่ถึงอย่างนั้นวิสัยทัศน์ที่มองว่า บิทคอยน์จะก้าวข้ามทองคำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดดั้งเดิมเท่านั้น ในมุมมองของสถาบันการเงินชั้นนำ ย้อนไปเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 อองเดร ดรากอช หัวหน้าฝ่ายวิจัยประจำภูมิภาคยุโรปของบริษัท บิทไวส์ ได้เปิดเผยผลการวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ราคาของบิทคอยน์มีโอกาสไต่ระดับขึ้นไปแตะ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญภายในปี พ.ศ. 2572 ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมของบิทคอยน์ วิ่งขึ้นไปเทียบเคียงกับมูลค่าตลาดของทองคำได้สำเร็จ
ขณะเดียวกัน อดัม แบ็ค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท บล็อกสตรีม ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีด้านวิทยาการรหัสลับและวงการคริปโต ได้วิเคราะห์ไว้ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 เช่นกันว่าบิทคอยน์กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งโดยตรงกับทองคำ ในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน ปัจจัยหนุนหลักมาจากความระส่ำระสายของระบบการเงินระหว่างประเทศ และภาวะเงินเฟ้อที่กัดกร่อนมูลค่าของสกุลเงินกระดาษ ซึ่งรัฐบาลมหาอำนาจพากันก่อหนี้และพิมพ์เงินออกมาอย่างต่อเนื่อง
ในเชิงวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของสถาปัตยกรรมการเงินโลก 3 ประการ ได้แก่
ประการแรก การแบ่งขั้วบทบาทระหว่าง สเตเบิลคอยน์ และ บิทคอยน์ ชัดเจนขึ้น การที่สเตเบิลคอยน์ครองปริมาณธุรกรรมการชำระเงิน ไม่ได้แปลว่า บิทคอยน์ล้มเหลวแต่เป็นการแบ่งงานกันทำ โดยสเตเบิลคอยน์ ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของสภาพคล่องเงินกระดาษบนเครือข่ายบล็อกเชน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการค้าขาย ขณะที่บิทคอยน์กำลังสถาปนาตนเองขึ้นเป็นสินทรัพย์สำรองขั้นปฐมภูมิ และหลักประกันที่แข็งแกร่งที่สุดในระบบการเงินดิจิทัล
ประการที่สอง วิกฤตศรัทธาในสกุลเงินกระดาษ หนี้สาธารณะระดับมหาศาลของชาติตะวันตก ตลอดจนการใช้นโยบายคว่ำบาตรทางการเงิน กำลังบีบให้ธนาคารกลาง กองทุนความมั่งคั่ง และนักลงทุนสถาบันทั่วโลก ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงออกจากระบบดอลลาร์ ซึ่งทองคำและบิทคอยน์ กำลังทำหน้าที่เป็นหลุมหลบภัยที่ไม่อิงอยู่กับความเสี่ยงจากการบริหารนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
ประการที่สาม การเติบโต 18 เท่าเพื่อทาบรัศมีทองคำ แม้จะดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อในอดีต แต่ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคปัจจุบันที่มีทั้งกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน การเปิดรับของสถาบันการเงินวอลล์สตรีท และการจัดเก็บบิทคอยน์เข้าเป็นสินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ขององค์กรธุรกิจและบางประเทศ อัตราเร่งของการยอมรับจึงมีแนวโน้มก้าวกระโดดเร็วกว่าสินทรัพย์ดั้งเดิมในประวัติศาสตร์
บทสรุปของศึกชิงบทบาทเงินตราครั้งนี้ จึงเป็นการเดิมพันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง ระบบเงินตราที่มีกฎเกณฑ์จำกัดแน่นอนตามหลักคณิตศาสตร์ กับ ระบบเงินกระดาษที่ผูกขาดโดยอำนาจรัฐ สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย การมองบิทคอยน์เพียงแค่สินทรัพย์เก็งกำไรระยะสั้นอาจทำให้พลาดภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพราะหากการประเมินของ เซเฟดิน อัมมูส เป็นจริง ระเบียบการเงินโลกที่เคยมีทองคำและเงินกระดาษเป็นแกนกลางมากว่าศตวรรษ กำลังเดินหน้าเข้าสู่การจัดระเบียบครั้งใหม่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้