ธนาคารโลกแนะไทยเสนอ ‘Thailand Offer’ ผ่านเวทีการเงินโลก เตือนเอกชนไทยต้องผลักดันการปฏิรูปก่อนสาย
ในรอบ 35 ปีนับตั้งแต่ปี 1991 การประชุมใหญ่ระดับโลกอย่าง IMF – World Bank Annual Meetings กำลังจะหมุนเวียนกลับมาจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง
- โอกาสครั้งใหญ่ของไทยรอบ 35 ปี
- ไทยต้องเป็นมากกว่า ‘ผู้บริโภค AI’ แต่วันนี้ใช้จริงแค่ 12%
- 3 เสาหลักปฏิรูปโครงสร้าง ย้อนโจทย์ความเจริญกระจุกตัว
- เตือนความเสี่ยงพลังงาน ไม่ใช่แค่ไทย แต่ทั้งอาเซียน
การหวนคืนมาของเวทีระดับโลกครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมทางการเมืองหรือการท่องเที่ยว แต่คือจังหวะเวลาเชิงยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยจะต้องเสนอ “The Thailand Offer” เพื่อแสดงให้ผู้นำภาครัฐและเอกชนนับพันชีวิตทั่วโลกเห็นว่า ประเทศไทยในวันนี้ยัดเยียดศักยภาพอะไรให้กับเศรษฐกิจโลก และกำลังจะเดินหน้าไปในทิศทางใด
Carlos Felipe Jaramillo รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH พร้อมแสดงทัศนะบนเวทีสัมมนาถึงโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ผ่านเวที Bangkok Business Summit 2026 เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ฉายภาพโอกาส ความท้าทายในยุค AI และเข็มทิศการปฏิรูปเพื่อพาสกัดกับดักรายได้ปานกลางไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037
โอกาสครั้งใหญ่ของไทยรอบ 35 ปี
Carlos Felipe ย้อนภาพความหลังว่า ประเทศไทยสร้างความก้าวหน้ามหาศาลตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ทั้งในมิติสาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมโลกในปัจจุบันเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการดิสรัปต์จาก AI
“ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสมหาศาลของไทยที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าตัวเองอยู่ตรงไหน และนำเสนอสิ่งที่เราเรียกว่า The Thailand Offer ว่าวันนี้ไทยกำลังเสนออะไรให้โลก ทั้งในแง่ผู้คน เศรษฐกิจ และทิศทางที่กำลังมุ่งไป” Felipe กล่าว
งานประชุมประจำปีที่จะเกิดขึ้น คือโอกาสครั้งใหญ่ของไทยในการส่งสัญญาณบอกโลกว่า เรามีความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยวาระการพัฒนาที่ชัดเจน เพื่อเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 แม้ข้อสรุปของธนาคารโลกจะชี้ว่าเป้าหมายนี้เป็นไปได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการทำงานหนักและการปฏิรูปที่หยุดนิ่งไม่ได้
“สิ่งที่ผมจะแนะนำภาคธุรกิจไทยคือ ให้ตระหนักว่าไทยไม่ได้ยืนอยู่กับที่ ไทยตระหนักว่าตัวเองก้าวหน้ามามาก แต่ยังต้องก้าวหน้าอีกมากในหลายด้าน ไปพร้อมกับเพื่อนในอาเซียน ไทยมีความเป็นไปได้มากมาย แต่คุณต้องผลักดัน คุณต้องทำให้แน่ใจว่าคุณช่วยกำกับดูแลได้ ว่าคุณตระหนักรู้ ว่าคุณจู้จี้พอที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิบัติจริง ผลักดันรัฐบาลในจุดที่ต้องผลัก ผลักภาคธุรกิจ ผลักส่วนที่เหลือของไทย เพื่อให้ไทยกลายเป็นประเทศรายได้สูงได้”
ไทยต้องเป็นมากกว่า ‘ผู้บริโภค AI’ แต่วันนี้ใช้จริงแค่ 12%
อีกประเด็นสำคัญที่ Felipe ย้ำคือเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI)
“มันมีการปั่นกระแสมากเกินไปในด้านหนึ่ง และมีการมองโลกในแง่ร้ายมากเกินไปในอีกด้านหนึ่ง ผมเชื่อว่าความจริงอยู่ตรงกลาง มันไม่ใช่เรื่องขาวกับดำ ไม่ใช่ว่า AI จะแย่งงานทุกคนไป และก็ไม่ใช่ว่า AI จะแก้ปัญหาทุกอย่างของโลกได้” Felipe กล่าว
สิ่งที่เขามองว่าเป็นจุดแข็งเชิงโครงสร้างของไทยคือฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ที่ลึก โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ดี และระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ตั้งมั่นแล้ว
“ไทยเป็นได้มากกว่าแค่ผู้บริโภค AI ไทยช่วยกำหนดรูปร่างของ AI ได้ ไทยช่วยสร้างแอปพลิเคชัน AI ที่เป็นประโยชน์กับผู้คนได้ แต่ความท้าทายใหญ่ตอนนี้อยู่ที่การนำไปปฏิบัติว่าจะใช้ AI อย่างไร ต้องทำให้แน่ใจว่ามันเข้าถึงได้สำหรับทุกบริษัท ไม่ใช่แค่ 12% นั้น ต้องทำให้วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยทุกคนได้ใช้ AI ควรเป็นของทุกคน” Felipe กล่าว
3 เสาหลักปฏิรูปโครงสร้าง ย้อนโจทย์ความเจริญกระจุกตัว
“หนึ่งในประเด็นที่ผมได้เรียนรู้จากการศึกษาและจากการพูดคุยกับพวกคุณคือ การเติบโตของไทยกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ มากไปหน่อย กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่และทันสมัยมาก แต่ยังมีคนอีกจำนวนมากอยู่นอกกรุงเทพฯ” Felipe กล่าว พร้อมย้ำว่าคนกลุ่มนั้นต้องได้ส่วนแบ่งจากผลิตภาพใหม่ที่ AI จะสร้างขึ้นด้วย
เขาขยายความว่าวาระของไทยตามรายงานประกอบด้วยการทำให้อุตสาหกรรมเดิมมีผลิตภาพสูงขึ้น การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ และการกระจายประโยชน์ออกไปนอกกรุงเทพฯ
“และท้ายที่สุดคือกระจายไปถึงคนไทยทุกคน ซึ่งหัวใจสำคัญคือการศึกษา การยกระดับการศึกษาให้เน้นทักษะที่เป็นประโยชน์กับงานในอนาคต ไม่ใช่งานปัจจุบันหรืองานในอดีต” Felipe กล่าว
เตือนความเสี่ยงพลังงาน ไม่ใช่แค่ไทย แต่ทั้งอาเซียน
อีกหนึ่งประเด็นเปราะบางที่รองประธานธนาคารโลกหยิบยกขึ้นมาเตือน คือเรื่อง ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) จากบทเรียนความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าประเทศในอาเซียนยังพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงเกินไป และจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Renewables) ให้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ
แม้ภาครัฐจะมีความชัดเจนในการมองเห็นปัญหา แต่หัวใจที่ยากที่สุดคือการลงมือปฏิบัติจริง สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในไม่กี่เดือนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าประเทศอาเซียนยังพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเกินไป และควรเคลื่อนไปสู่ทางเลือกพลังงานหมุนเวียนให้เร็วกว่านี้มาก เพื่อเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นทางพลังงานของตัวเอง
ส่วนประเด็นการพูดคุยระหว่างการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2026 ภาพรวมที่ทุกคนสามารถคาดหวัง แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก
หนึ่งคือประเด็นการจ้างงาน การสร้างงานที่มากขึ้นและดีขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยเขาชี้ว่ามีหลายประเทศเผชิญปัญหาคนหนุ่มสาวว่างงานหรือทำงานที่ผลิตภาพต่ำมาก
สองคือความท้าทายจาก AI ที่ทุกประเทศกังวลถึงผลกระทบด้านลบ ขณะที่อีกฝ่ายมองเห็นโอกาสมหาศาล
สามคือการระดมทุนจากภาคเอกชน (private capital mobilization) ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาโยงกลับมาที่บทบาทของรัฐโดยตรง
“ประสบการณ์ของเราแสดงให้เห็นว่า งานที่ดีต้องมาจากการลงทุนของภาคเอกชน งานส่วนใหญ่ในทุกระบบเศรษฐกิจมาจากภาคเอกชน ดังนั้นภาครัฐและรัฐบาลต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อและนโยบายที่ดี เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามาแล้วเห็นว่าสิ่งต่างๆ น่าสนใจและมั่นคงพอที่จะเข้ามา” Felipe กล่าว