THAI เดินหน้า JUMP+ ปักธงรายได้ปี 71 โต 15% เปิดเส้นทางใหม่-ขยายฝูงบิน 128 ลำ

นางเฉิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและบัญชี บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยในงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้รวม 48,621 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน 3,691 ล้านบาท EBITDA จำนวน 8,182 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,537 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความสามารถในการรักษาระดับรายได้และผลกำไร ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การปิดน่านฟ้าในหลายพื้นที่ ตลอดจนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายฝูงบินและเครือข่ายเส้นทางบิน
สำหรับงวดครึ่งปีแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 99,650 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรจากการดำเนินงาน 17,437 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 11,645 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจขนส่งผู้โดยสารยังเป็นแหล่งรายได้หลัก คิดเป็นสัดส่วน 83.6% ของรายได้รวม ส่วนธุรกิจขนส่งสินค้ามีรายได้มากกว่า 9,700 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของรายได้รวม
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีเครื่องบินที่ใช้ดำเนินงานรวม 84 ลำ แบ่งเป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง 58 ลำ และเครื่องบินลำตัวแคบ 26 ลำ ให้บริการครอบคลุม 62 จุดบินใน 28 ประเทศ พร้อมครองส่วนแบ่งตลาดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นอันดับหนึ่งในระดับ 24%
ด้านผลการดำเนินงานเชิงปฏิบัติการ ไตรมาส 2/2569 บริษัทให้บริการผู้โดยสารรวม 3.66 ล้านคน ลดลงจาก 4.2 ล้านคนในไตรมาสแรกตามปัจจัยฤดูกาล อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้โดยสารยังอยู่ในระดับสูงที่ 38,574 ล้านบาท จากการให้ความสำคัญกับรายได้ต่อหน่วยและปรับสัดส่วนผู้โดยสารให้เหมาะสม
บริษัทมีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร หรือ ASK จำนวน 16,778 ล้านที่นั่ง-กิโลเมตร ลดลง 4.4% จากปีก่อน ขณะที่ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร หรือ RPK อยู่ที่ 11,993 ล้านคน-กิโลเมตร ลดลง 11.3% ส่งผลให้อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร หรือ Cabin Factor อยู่ที่ 71.5% เทียบกับ 77% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ บริษัทใช้ 3 แนวทางหลักรับมือกับต้นทุนน้ำมัน ได้แก่ การบริหารกำลังการผลิตอย่างมีวินัย โดยจัดสรรทรัพยากรไปยังเส้นทางที่ให้ผลตอบแทนสูง การบริหารราคาขายและรายได้ให้สอดคล้องกับภาวะตลาด และการปรับสัดส่วนรายได้ระหว่างผู้โดยสารแบบเดินทางตรง ผู้โดยสารต่อเครื่อง และผู้โดยสารห้องโดยสารระดับพรีเมียม ส่งผลให้รายได้ต่อหน่วยของห้องโดยสารพรีเมียมเพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน ขณะที่รายได้จากธุรกิจขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น 30%
สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง บริษัทยังคงแผนกำลังการผลิตในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ตามเดิม โดยจะทยอยรับมอบเครื่องบินใหม่ตามกำหนด พร้อมกลับมาให้บริการเส้นทางเซี่ยเหมิน เปิดเส้นทางดานัง และเพิ่มความถี่ในเส้นทางยุโรป ได้แก่ ปารีส มิวนิก และซูริก
บริษัทคาดว่าจะมีเครื่องบินรวม 102 ลำภายในสิ้นปี 2569 เพิ่มเป็น 111 ลำในปี 2570 และ 128 ลำในปี 2571 โดยเครื่องบิน Airbus A321neo จะเพิ่มเป็น 15 ลำภายในสิ้นปีนี้ เพื่อรองรับเส้นทางในภูมิภาคที่ใช้เวลาบินไม่เกิน 5 ชั่วโมง พร้อมให้บริการห้องโดยสารชั้นธุรกิจแบบปรับนอนราบและระบบความบันเทิงประจำทุกที่นั่ง
นางเฉิดโฉมกล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงและอาจกลายเป็นภาวะที่อุตสาหกรรมการบินต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทยังคาดว่าจะสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย ผ่านการควบคุมต้นทุนทุกด้านอย่างเข้มงวด การบริหารกำลังการผลิต และการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันให้สอดคล้องกับภาวะการแข่งขัน
ส่วนการบริหารความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน บริษัทได้เพิ่มสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยง หรือ Fuel Hedging จากเดิม 50% เป็น 60% พร้อมขยายระยะเวลาป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าจาก 1 ปีเป็น 2 ปี เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานและสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง
สำหรับธุรกิจขนส่งสินค้า บริษัทได้รับอานิสงส์จากความต้องการขนส่งสินค้ากลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ โดยจะคัดเลือกสินค้าที่ให้ผลตอบแทนสูงสำหรับขนส่งใต้ท้องเครื่องบินโดยสาร รวมถึงสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น อาหารและเวชภัณฑ์ เนื่องจากบริษัทไม่มีเครื่องบินขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ
ขณะที่เส้นทางกรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม ซึ่งกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในรอบเกือบ 30 ปี ได้รับการตอบรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังเปิดให้บริการประมาณ 45 วัน โดยในระยะแรกมีผู้โดยสารจากยุโรปเดินทางเข้าประเทศไทยเป็นหลัก ก่อนที่จำนวนผู้โดยสารต่อเครื่องจากกรุงเทพฯ ไปยังอัมสเตอร์ดัมจะทยอยเพิ่มขึ้น
บริษัทตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจากปัจจุบัน 24% เป็น 35% ภายในปี 2576 ภายหลังได้รับมอบเครื่องบินครบตามแผน และสามารถพัฒนาเครือข่ายเที่ยวบินให้เชื่อมโยงระหว่างเส้นทางระยะไกลกับเส้นทางในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้านโครงการ JUMP+ ซึ่งบริษัทเข้าร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ การบินไทยดำเนินงานภายใต้ 3 มิติ ได้แก่ แผนธุรกิจ แผนธรรมาภิบาล และแผน Climate Action โดยภาพรวมการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกยังเป็นไปตามกรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ถึงปี 2571
สำหรับแผนธุรกิจภายใต้โครงการ JUMP+ บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2571 เติบโต 14-15% ผ่านการปรับปรุงโครงข่ายเส้นทางบิน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งด้านกายภาพและการบริการ การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และการพัฒนาช่องทางรายได้ใหม่ ควบคู่กับการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทมีสัดส่วนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ SAF ในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 0.77% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1% ภายในสิ้นปี 2569 พร้อมทยอยเปลี่ยนยานพาหนะภาคพื้นดินเป็นรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด เพื่อสนับสนุนการเติบโตควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม