Cover Image

Tech to Wealth: ถอดรหัสปรากฏการณ์ “เงินเปลี่ยนมือ” ในวันที่โลกกำลังหมุนด้วยเทคโนโลยี

ในโลกการลงทุนรอบ 3 ถึง 5 ปีที่ผ่านมา พลวัตของตลาดได้ถูกเขย่าด้วยคลื่นนวัตกรรมที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่การแจ้งเกิดของคริปโตเคอร์เรนซีไปจนถึงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI

สิ่งที่เป็นโจทย์สำคัญที่สุดของนักลงทุนในปัจจุบัน จึงไม่ใช่แค่การกระโดดเข้าหาทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา แต่มันคือการวางกลยุทธ์ในการแยกแยะระหว่าง “กระแสชั่วคราว” (Hype) กับ “นวัตกรรมเปลี่ยนโลก” (Disruptive Innovation) ให้ขาดออกจากกันให้ได้

บนเวที MONEY FEST 2026 เทศกาลการลงทุนที่ครบวงจรที่สุดแห่งปี ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาถกอย่างจริงจังในเซสชัน “Tech to Wealth: เทคเปลี่ยนเกม เงินเปลี่ยนมือ” เมื่อโลกเทคโนโลยีเดินหน้าไปรวดเร็วกว่าที่ทุกคนคิด จะมองเกมให้ขาดได้อย่างไร

บรรยากาศการเสวนา กอล์ฟ - ธนะวินทร์ จากเพจลองลงทุน จับไมค์พูดคุยกับ 2 กูรูจากวงการเทคและคริปโตฯ อย่าง ซานเจย์ - สัญชัย ปอปลี ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Cryptomind Group Holdings และ โจ้ - ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ Binance TH Academy, ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ เจาะลึกทุกมุมมอง สินทรัพย์ไหนในยุคนี้เป็นแค่ไฮป์ หรือสินทรัพย์ไหนต้องตามดูกันยาว ๆ

ย้อนรอยฟองสบู่ “รวยทางลัด” แตกสลาย

ที่ผ่านมา หนึ่งปรากฏการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการการลงทุนไม่น้อยเลยคือ FOMO หรือ Fear of Missing Out ลงทุนตามกระแส เพราะกลัวพลาด ตามตลาดทัน จนทำให้การวิเคราะห์มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) ถูกบดบังไปจนหมด 

ซึ่งทั้ง ซานเจย์ และ ดร.กร ต่างยกบทเรียนสำคัญจากชีวิตจริงที่เกิดขึ้น เพราะพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทำให้นวัตกรรมใหม่คือแหล่งลงทุน แต่บางกรณีกลับไม่ได้ยั่งยืน ตัวอย่างเช่น

โดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลพยายามแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ จนเกิดเป็นกระแสบูมทางเทคโนโลยี ทั้งคริปโตฯ เมตาเวิร์ส DeFi จนนำมาสู่ AI และโรบอต ที่เป็นกระแสแรง ๆ ในตอนนี้ “จุดที่สังเกตคือ เมื่อทุกอย่าง Valuation มันเริ่มบ้าคลั่งเกินความเป็นจริง... นั่นคือจุดอันตรายของตลาด” ซานเจย์ กล่าว

ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งสองมองว่า เมื่อข้อมูลกระจายไปถึงมือรายย่อย นั่นคือสัญญาณว่าสภาพคล่องกำลังจะถูกดึงออก “ถ้าวันไหนแม่ค้าในตลาดพูดกันว่า ให้ซื้อบิตคอยน์ นั่นคือจุดอันตราย” ดร.กร กล่าว ดังนั้น การลงทุนโดยปราศจากความเข้าใจใน Ecosystem จึงเป็นเพียงการส่งต่อความเสี่ยงให้ผู้อื่นในจังหวะสุดท้ายเท่านั้น

เพราะในวันที่ตลาดขับเคลื่อนด้วยสภาพคล่อง (Liquidity) ที่หมุนเวียน สิ่งสำคัญคือนักลงทุนต้องถามตัวเองว่า เคย Take Profit เมื่อมีกำไร 100-200% หรือไม่ และเคย Cut Loss เมื่อขาดทุน 10-15% หรือไม่หากไม่ทำตามวินัย ท้ายที่สุดกำไรจะกลายเป็นขาดทุน

เจาะลึก AI อะไรที่เป็นขุมทรัพย์?

ปัจจุบัน AI ได้ข้ามพ้นจุดที่เป็นแค่กระแสสู่การปฏิวัติ Productivity อย่างแท้จริงแล้ว แต่เมื่อมองถึงเรื่องกลยุทธ์การลงทุน ในวงการนี้มันกำลังเปลี่ยนจากการเก็งกำไรในตัวหลักอย่าง Nvidia ไปสู่กลยุทธ์ “Pick and Shovel” หรือการลงทุนในผู้จัดหาอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นคอขวด (Bottleneck) ของอุตสาหกรรม

ซานเจย์ มองว่า ในเชิงเทคโนโลยี AI เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นมาก ๆ เป็น Baby Step และศักยภาพกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ในมุมมองการลงทุน หุ้นกลุ่ม AI กลับถูก Priced-in ไปทั้งซัพพลายเชนแล้ว ตั้งแต่ Nvidia ที่มาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ชิปหน่วยความจำ D-RAM (เช่น Micron, SanDisk) ไปจนถึงพลังงาน

ด้าน ดร.กร ก็มองไปในแนวทางเดียวกัน โดยระบุว่า AI ยังสามารถไปต่อได้ แต่ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนจากการไล่ซื้อบริษัทใหญ่ที่มี Valuation สูงมาก ๆ อย่าง OpenAI หรือ Anthropic ไปเป็นการมองหาBottlenecks อย่างด้านโครงสร้างพื้นฐานใน Ecosystem

“เปรียบเสมือนยุคตื่นทอง แทนที่จะไปขุดทองเอง ควรเปลี่ยนไปขายจอบ เสียมให้กับคนขุดทอง” ดร.กร กล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่า เช่น การลงทุนใน Data Center Cooling Systems ระบบระบายความร้อน เป็นต้น

นอกจากนี้ ทั้งสองยังยกประเด็นด้าน Cybersecurity และ AI Security ขึ้นมา โดยเน้นย้ำว่า เรื่องที่น่ากังวลที่สุดคือ AI Agents ที่ตอนนี้เริ่มมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (Reasoning) และสื่อสารกันเอง จนสามารถแฮกอินเทอร์เน็ตและทำงานได้สำเร็จด้วยตัวเองจนแทบไม่สนกฎเกณฑ์ ซึ่งสิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าธีม AI Security และ Cybersecurity จะกลายเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งต่อจากนี้

ระยะต่อไป Robotics แขนขาของ AI และโอกาสในโลกฮาร์ดแวร์

เมื่อโลกมี AI เป็น “สมอง” เริ่มนิ่งและมีความเสถียร ขั้นตอนถัดไปคือการเชื่อมต่อกับ “ร่างกาย” ซึ่งระยะต่อไปจะเป็นเรื่องของ Robotics ที่ตอนนี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากหุ่นยนต์ที่ทำท่าทางพื้นฐานสู่ระบบที่มีความละเอียดสูงขึ้น 

“Robotics จะเป็นบิ๊กเทรนด์ที่คนทั่วไปจับต้องได้จริงต่อจาก AI” ซานเจย์ กล่าว พร้อมระบุว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ราคาฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์จะลดลงตามกาลเวลาเหมือนโทรศัพท์มือถือ 

ด้าน ดร.กร ก็ได้ยกตัวอย่างที่ได้ไปเห็นมา พบว่า หุ่นยนต์เชฟในจีนตอนนี้มีการซื้อขายกันในราคาเพียง 1 ล้านบาท ซึ่งมันสามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมงโดยไม่มีความแปรปรวนด้านมาตรฐาน

เพราะฉะนั้นประเด็นที่จะตามมาต่อจากนี้คือ การแทนที่แรงงานด้วยหุ่นยนต์ในภาคบริการและอุตสาหกรรม สิ่งนี้จะเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่สร้างความมั่งคั่งให้กับธุรกิจผ่านการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างมหาศาล แต่ความกังวลสำหรับแรงงานก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งฟื้นฟูเช่นกัน

ทิศทางตลาดคริปโตฯ ยุคใหม่

ตลาดคริปโตฯ ปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุค “Institutional Maturation” หรือการเติบโตผ่านสถาบันการเงิน โดยเปลี่ยนจากยุคขายฝันสู่ Revenue Meta ที่โลกจะต้องให้ความสำคัญกับโปรเจกต์ที่สร้างรายได้จริงเท่านั้น

ทั้งสองมองต่างกันในเรื่องของ 4-Year Cycle โดย ดร.กร ระบุว่า เขายังคงเชื่อมั่นใน วัฏจักร 4 ปี ที่ตลาดจะปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามวัฏจักรของมัน แม้ว่า CZ ผู้ก่อตั้ง Binance เองจะมองว่า อาจเปลี่ยนระยะเป็น 5-6 ปี หรืออาจไม่มี Cycle อีกเลยก็ได้ ซึ่ง ดร.กร ชี้ว่า หากเป็นไปตามรอบ ปีหน้าทิศทางตลาดคริปโตฯ จะปรับตัวดีขึ้น

ด้าน ซานเจย์ มองว่า 4-Year Cycle นำมาจับกับตลาด Crypto ยุคปัจจุบันได้ยากแล้ว เนื่องจากโครงสร้างตลาดเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากการเข้ามาของเงินทุนสถาบันผ่าน Bitcoin Spot ETF และตลาด Options ทำให้พฤติกรรมตลาดเปลี่ยนไป ความผันผวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยรอบล่าสุดมี Drawdown เพียง 38-40% เทียบกับในอดีตที่เคยสูงถึง 77%

นอกจากนี้ ตลาดคริปโตฯ เข้าสู่ยุค Revenue Meta และ Revenue Beta แล้ว ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการขายฝันเหมือนในอดีต แต่เปลี่ยนเข้าสู่ยุคที่เหรียญหรือแพลตฟอร์มที่จะปรับตัวขึ้นได้ต้องทำรายได้ได้จริง และมี Real Use Case เท่านั้น และนักลงทุนเริ่มประเมิน Valuation ตามความเป็นจริงมากขึ้น

ส่วนกลยุทธ์ในด้านราคาของบิตคอยน์ ทั้งสองมองเหมือนกันว่า 72,000 ดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นแนวรับทางจิตวิทยาและโครงสร้างที่สำคัญที่สุด หากราคายืนเหนือระดับนี้ได้ มีโอกาสสูงที่จะทดสอบเป้าหมาย 90,000-100,000 ดอลลาร์สหรัฐได้ แต่หากราคาหลุด 69,000 ดอลลาร์สหรัฐ (All-Time High เดิม) จะถือเป็นสัญญาณลบที่อาจนำไปสู่การเกิด New Low ที่ต่ำกว่า 59,000 ดอลลาร์สหรัฐได้

ค้นหาสินทรัพย์ที่เติบโต 1,000% และกลยุทธ์จัดพอร์ต

นำมาสู่คำถาม 2 ข้อสุดท้าย เมื่อทั้งสองเจอคำถามที่ว่า “มีสินทรัพย์ไหนที่คิดว่าจะเติบโตได้ถึง 1,000% ไหม?” 

ด้านซานเจย์ มองว่า สินทรัพย์ที่เติบโต 1,000% หรือ 100X ในปัจจุบันหาได้ยากขึ้นเนื่องจากตลาดเติบโตมามาก แต่อยากให้ลองศึกษารายบริษัทใน Robotics Supply Chain มากขึ้น เพราะถือว่าเป็นอีกเทรนด์ที่กำลังเติบโตและต้องจับตา ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มใหม่ที่กำลังจะเข้าพอร์ตของเขาเร็ว ๆ นี้

ฝั่ง ดร.กร ชี้ให้เห็นโอกาสในฝั่งตะวันออก (จีน) ที่พัฒนามุมมอง AI แข่งกับตะวันตกด้วย Open Weight Model และการสนับสนุนชิปจากรัฐบาลในประเทศ หากชิปของจีนสามารถพัฒนาศักยภาพจนสามารถไล่ตาม Nvidia ได้ทัน หุ้นกลุ่มชิปฝั่งตะวันตกอาจปรับตัวลง และสร้างโอกาสใหม่ให้หุ้นฝั่งจีน

พร้อมกันนี้ ก็ได้เน้นย้ำกฎเหล็กของการลงทุน คือ ต้องใช้เฉพาะ “เงินเย็น” ที่ถือได้ยาวนานถึง 10 ปี ห้ามนำเงินร้อนที่ต้องใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าเทอม มาลงทุนเด็ดขาด และต้องจำไว้เสมอว่า “นักลงทุนไม่มีทางชนะตลาดได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้” ดร.กร กล่าวทิ้งท้าย โดยกำหนดวินัยชัดเจนว่าต้อง Take Profit และ Cut Loss ที่ระดับใด

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney 

Back To Top