TCAP ตามรอย TTB.!

เห็นความซัคเซสของธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ในการจัดทำโครงการ Treasury Stock หรือการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งทำให้ทั้ง ROE (อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น) EPS (อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น) และ Dividend Payout Ratio (อัตราส่วนการจ่ายเงินปันผล) สูงขึ้นเป็นที่ประจักษ์..!!
โดยงวดครึ่งแรกของปี 2569 ROE ของ TTB ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 9.0% เพิ่มขึ้นจากระดับ 8.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วน EPS อยู่ที่ 0.12 บาทต่อหุ้น เทียบกับ 0.10 บาทต่อหุ้น จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ดิวิเดนด์ยีลด์ล่าสุดอยู่ที่ 4.70%
เลยเป็นต้นแบบให้ผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP (TCAP ถือหุ้นใหญ่ TTB ในสัดส่วน 24.37%) เดินตามรอยเท้า…ด้วยการประกาศซื้อหุ้นคืนจำนวนไม่เกิน 104.86 ล้านหุ้น คิดเป็น 10% ในวงเงินไม่เกิน 7,500 ล้านบาท โดยใช้วิธีซื้อแบบ AOM หรือวิธีจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Automatic Order Matching) ในช่วงระหว่างวันที่ 17 ส.ค. 2569 ถึงวันที่ 16 ก.พ. 2570
ถ้าคิดจากหุ้นที่ซื้อคืนจำนวนไม่เกิน 104.86 ล้านหุ้น และเม็ดเงินที่ใช้ไม่เกิน 7,500 ล้านบาท หากกดเครื่องคิดเลขดูจะตกราคาหุ้นละ 71.52 บาท ก็มีพรีเมียมนิดหน่อย จากราคาในกระดานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค. 2569 ซึ่งปิดตลาดที่ 71.25 บาท
แน่นอนว่าหาก TCAP ซื้อหุ้นคืนได้ตามเป้าหมาย ก็จะทำให้ ROE, EPS และอัตราเงินปันผลปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แน่ ๆ..!?
งั้นไปเช็กความพร้อมของ TCAP กันหน่อยดีกว่า…ข้อมูลจากงบการเงินงบเฉพาะกิจการ ณ วันที่ 31 มี.ค. 2569 มีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรสูงถึง 71,724 ล้านบาท โดยมีหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือนนับตั้งแต่วันที่จะเริ่มซื้อหุ้นคืนอยู่ที่ 2,330 ล้านบาท
ขณะที่มีสินทรัพย์สภาพคล่อง ซึ่งประกอบด้วย เงินฝากธนาคาร เงินลงทุนในตราสารหนี้และหลักทรัพย์จดทะเบียน รวมทั้งสิ้น 9,079 ล้านบาท
ถ้าดูจากสถานะทางการเงินของ TCAP แล้ว คงต้องบอกว่าพร้อมสุด ๆ…
โอเค…แม้การซื้อหุ้นคืนจะทำให้เงินสด หรือสินทรัพย์สภาพคล่องพร่องลงไป แต่อย่าลืมว่า TCAP มีวัวนมพันธุ์ดี หรือ Cash Cows เป็นเครื่องจักรผลิตเงินสด จ่ายปันผล และเก็บกินได้ยาว อย่าง TTB อยู่ในคอก…พิสูจน์ทราบได้จากงบปี 2568 ของ TCAP ที่โชว์กำไรสุทธิ 7,750 ล้านบาท ในจำนวนนี้เกินครึ่งมาจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมตามวิธีส่วนได้เสีย อยู่ที่ 5,707 ล้านบาท
ส่วนงบไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,123 ล้านบาท มาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมตามวิธีส่วนได้เสีย อยู่ที่ 1,524 ล้านบาท
แม้ TCAP ไม่ได้เอ่ยชื่อเสียงเรียงนามบริษัทร่วมที่ว่าเป็นบริษัทใด..?? แต่เดาได้ไม่ยากว่าเป็น TTB ซึ่งงบปี 2568 ฟาดกำไรสุทธิไป 20,639 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,169 ล้านบาท..!!
ทำให้นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อการซื้อหุ้นคืนของ TCAP โดย บล.ดาโอ คาดการซื้อหุ้นคืนในช่วงเวลาดังกล่าวจะช่วยหนุนราคาหุ้นและจำกัดการปรับลดลงของราคาหุ้นได้ ประกอบกับหากมีการลดทุนจะช่วยให้ ROE และ EPS เพิ่มขึ้นในระยะยาว ขณะที่คาดยังคงจะจ่ายเงินปันผลปี 2569 ระดับสูงต่อเนื่องที่ 3.60 บาทต่อหุ้น เทียบกับปี 2568 ที่ 3.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นดิวิเดนด์ยีลด์ที่สูงราว 5%
พร้อมอัพเป้าหมายขึ้นเป็น 82 บาท จากเดิมที่ 68 บาท แต่ยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดนะ เพราะเป้าสูงสุดเป็นของ บล.กรุงศรี ให้ไว้ที่ 85 บาท…
เมื่อวันศุกร์ที่ 31 ก.ค. 2569 เลยเห็นแรงเข้ามาเก็งกำไรในหุ้น TCAP คึกคัก ส่งผลให้ระหว่างวันราคาพุ่งไปแตะสูงสุดที่ 79.00 บาท ก่อนจะย่อลงมาปิดตลาดที่ 78.25 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 7 บาท หรือ 9.82% ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นกว่า 1,844.11 ล้านบาท
ก็ถือเป็นเรื่องราวดี ๆ สำหรับผู้ถือหุ้นซึ่งจะได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า…
แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่า ROE จะเพิ่มขึ้น EPS จะเพิ่มขึ้น หรือดิวิเดนด์ยีลด์เพิ่มขึ้น คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดเป็นใครไปไม่ได้นอกจากบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือ MBK ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ TCAP นั่นเอง…
…อิ อิ อิ…