Cover Image

Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 7: ทาจิบานะ กิงจิโย พยัคฆ์สาวเจ้าปราสาท และการสืบทอดทางการเมือง

Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 7: ทาจิบานะ กิงจิโย พยัคฆ์สาวเจ้าปราสาท และการสืบทอดทางการเมือง

บทความโดย : Histo Dawn www.marumura.com

ได้เวลาที่จะขยับนิ้วเคาะคีย์บอร์ด มาเล่าเรื่องราวในอดีตของประเทศญี่ปุ่นกันอีกครั้งแล้วครับ หลังจากที่ในตอนก่อนหน้านี้ ผมได้พาทุกท่านไปสัมผัสกับความเกรียงไกรของ ทาจิบานะ โดเซ็ตสึ ยอดขุนพลอัมพาตผู้ใช้เสลี่ยงวิ่งนำหน้าทหารฝ่าดงกระสุนเข้าสู้รบจนได้รับฉายาว่าเทพอสูรแห่งคิวชู ชายผู้สร้างแบรนด์เนม “立花” ให้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าแห่งความไร้พ่ายและสัจจะวาจาอันกตัญญูจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งแผ่นดินเซนโกคุ

แต่ทว่า ในโลกของการบริหารธุรกิจและมหาศึกสงครามอันยาวนาน มีวิกฤตการณ์สากลอยู่ประการหนึ่งที่ผู้นำองค์กรทุกยุคทุกสมัยต่างต้องหวาดกลัว นั่นคือวิกฤตการณ์ที่เรียกกันว่า “การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง” (Succession Planning) ต่อให้องค์กรของคุณจะยิ่งใหญ่ มีส่วนแบ่งทางการตลาดมหาศาล หรือมีผู้บริหารระดับซีอีโอที่เก่งกาจปานเทพอสูรขนาดไหน แต่ถ้าหากวันหนึ่งเมื่อผู้นำสูงสุดต้องหมดอำนาจหรือล่วงลับไป โดยที่ไม่มีการส่งไม้ต่อให้แก่ทายาทที่มีความสามารถอย่างเหมาะสม องค์กรนั้นก็เปรียบเสมือนเรือใหญ่ที่ขาดหางเสือ และพร้อมที่จะถูกคู่แข่งทางธุรกิจรุมทึ้งจนล่มสลายลงในเวลาอันรวดเร็ว

ตระกูลทาจิบานะสายนักรบเองก็หนีไม่พ้นกฎเกณฑ์ข้อนี้ครับ เมื่อโโดเซ็ตสึย่างเข้าสู่วัยชรา เขากลับต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่เมื่อพบว่าตนเองไม่มีบุตรชายสืบทอดสายเลือดแม้แต่คนเดียว มีเพียงธิดาตัวน้อยนามว่า ทาจิบานะ กิงจิโย (Tachibana Ginchiyo) ที่ลืมตาดูโลกในปี ค.ศ. 1569 เท่านั้น ในสังคมซามุไรยุคโบราณที่ผู้ชายเป็นใหญ่และผูกขาดอำนาจทางการทหาร การไร้ทายาทบุรุษเปรียบเสมือนการประกาศล้มละลายทางการเมืองล่วงหน้า แท้จริงแล้ว เทพอสูรโดเซ็ตสึจะดำเนินกลยุทธ์อย่างไรเพื่อรักษาแบรนด์เนมของตระกูลเอาไว้ และพยัคฆ์สาวกิงจิโยจะก้าวขึ้นมาท่ามกลางคมหอกคมดาบได้อย่างไร อย่าปล่อยให้ความสงสัยมากัดกินความสว่างรู้ ขยับเข้ามาใกล้ๆ อีกนิดครับ ผมจะเล่าให้ฟัง

หากเราแกะรอยบันทึกพงศาวดารเก่าแก่ของเกาะคิวชู เราจะพบการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ที่แหวกทุกขนบธรรมเนียมจารึกปฏิบัติของสังคมญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง ในปี ค.ศ. 1575 ขณะที่เด็กหญิงกิงจิโยมีอายุได้เพียง 6 ขวบ โดเซ็ตสึผู้เป็นบิดาได้มองเห็นสัญญาณเตือนภัยว่าชะตากรรมของบ้านเมืองเริ่มระส่ำระสาย และตัวเขาเองก็มีอายุมากแล้ว หากปล่อยให้ตำแหน่งผู้นำตระกูลว่างลงหรือรอไปรับบุตรบุญธรรมที่เป็นผู้ชายจากตระกูลอื่นเข้ามาบริหารทันที อาจเกิดการเลื่อยขาเก้าอี้และแย่งชิงปราสาทในหมู่ข้ารับใช้ท้องถิ่นได้ โมโรเอะจึงดำเนินกลยุทธ์ที่ในโลกธุรกิจเรียกว่า “การตั้งผู้บริหารชั่วคราวเพื่อปกป้องสินทรัพย์” (Interim CEO & Asset Protection)

โดเซ็ตสึได้ยื่นฎีกาขอนุมัติพิเศษต่อ โอโตเมะ โซริน เจ้าแคว้นใหญ่ เพื่อทำการสถาปนาเด็กหญิงกิงจิโยในวัย 6 ขวบ ให้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้นำตระกูลทาจิบานะและเจ้าปราสาททาจิบานะอย่างเป็นทางการ การสถาปนาเด็กหญิงขึ้นเป็นผู้กุมชะตากรรมของป้อมปราการยุทธศาสตร์เหนือน่านน้ำอ่าวฮากาตะนั้น เป็นเรื่องที่แทบจะไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ซามุไร แต่นี่คือความฉลาดของโดเซ็ตสึครับ เพราะตามกฎหมายดั้งเดิม หากสตรีเป็นผู้สืบทอดที่ถูกต้องตามสายเลือด ตระกูลอื่นจะไม่มีสิทธิ์สัจจะอ้างในการเข้ามายึดครองที่ดินหรือควบรวมกิจการ (Hostile Takeover) ได้โดยง่าย กิงจิโยจึงกลายเป็น “ออนนะ-มูฉะ” (Onna-musha) หรือผู้นำหญิงแห่งสมรภูมิรบตั้งแต่ยังไม่เดียงสา

แต่ถ้าท่านคิดว่า กิงจิโยเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดทางการเมืองที่นั่งประดับบารมีอยู่ในห้องโถงปราสาทอันหรูหราแล้วล่ะก็ ผมต้องบอกว่าท่านกำลังคิดผิดอย่างมหันต์ครับ เพราะสายเลือดของเทพอสูรผู้ฟันสายฟ้าที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอนั้นเข้มข้นนัก กิงจิโยเติบโตมาภายใต้การเคี่ยวกรำฝึกฝนวิชาทหารอย่างหนักหน่วงจากผู้เป็นบิดา เธอเรียนรู้ศาสตร์การใช้อาวุธทุกรูปแบบ ตั้งแต่การกวัดแกว่งดาบคาตานะ ยาวไปจนถึงการใช้ทวนง้าวแบบโบราณ และที่โดดเด่นที่สุดคือการฝึกกลยุทธ์ปืนคาบศิลา (Tanegashima)

กิงจิโยไม่ได้ฝึกฝนเพียงลำพัง ทว่าเธอได้ทำการรวบรวมเหล่านางสนองพระโอษฐ์ หญิงรับใช้ในปราสาท รวมถึงบุตรสาวของเหล่านักรบซามุไรในแคว้น มาจัดตั้งเป็น “กองกำลังทหารหญิงพิทักษ์มาตุภูมิ” (Elite Female Defense Force) ของตนเองอย่างเป็นระบบ กองทัพหญิงภายใต้การนำของกิงจิโยได้รับการฝึกซ้อมการแปรขบวนรบและการระดมยิงปืนไฟอย่างแม่นยำ จนกระทั่งในยามที่เกิดศึกสงคราม ปราสาททาจิบานะถูกล้อมโดยกองทัพของตระกูลชิมะซุ พยัคฆ์สาวกิงจิโยในชุดเกราะเหล็กสีดำสนิทจะนำทัพทหารหญิงของเธอขึ้นประจำการที่ปีกกำแพงเมือง สั่งการยิงปืนไฟสกัดกั้นการบุกของศัตรูด้วยความเด็ดเดี่ยวอาจหาญจนกองทัพชายชาตรีของฝ่ายตรงข้ามต่างต้องล่าถอยและขยาดกลัวในความดุดันของเธอ

จนกระทั่งเมื่อกิงจิโยมีอายุได้ราว 12 ปี ในปี ค.ศ. 1581 โโดเซ็ตสึมองเห็นว่าแบรนด์เนมของทาจิบานะจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งในระยะยาวเพื่อรองรับการขยายตัวของสงคราม เขาจึงได้เล็งหาคู่ค้าทางยุทธศาสตร์และได้พบกับ ทาคาฮาชิ มุเนะโทระ บุตรชายคนโตของ ทาคาฮาชิ โจวุน ยอดขุนพลผู้เป็นเพื่อนสนิทร่วมน้ำสาบาน โโดเซ็ตสึได้เจรจาขอรับตัวมุเนะโทระเข้ามาเป็นบุตรบุญธรรมควบตำแหน่งบุตรเขย โดยจัดพิธีมงคลสมรสให้แก่เด็กทั้งสอง และตัวมุเนะโทระก็ได้เปลี่ยนนามสกุลเข้าสู่แบรนด์ทาจิบานะอย่างเป็นทางการในชื่อ ทาจิบานะ มุเนะชิเงะ (Tachibana Muneshige)

กลยุทธ์การแต่งงานและรับบุตรบุญธรรมในครั้งนี้ ในแง่ของกฎหมายและธุรกิจญี่ปุ่นโบราณเรียกว่าระบบ “มูโกะโยชิ” (Mukoyōshi: 婿養子) ซึ่งเป็นโมเดลการสืบทอดกิจการตระกูลที่ฉลาดและทรงประสิทธิภาพที่สุดของญี่ปุ่น (และยังคงนิยมใช้ในบริษัทระดับโลกของญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน เช่น ซูซูกิ หรือ โตโยต้า) นั่นคือการเลือก “คนนอกที่มีความสามารถระดับอัจฉริยะ” ให้แต่งงานกับบุตรสาวสายเลือดตรง แล้วยกลำดับการบริหารให้แก่บุตรบุญธรรมผู้นั้น เพื่อให้แบรนด์และองค์กรสามารถอยู่รอดได้โดยไม่ยึดติดกับศักยภาพทางพันธุกรรมของลูกชายสายตรงที่ไม่เอาถ่าน

หลังจากแต่งงาน มุเนะชิเงะได้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่คุมกำลังออกศึกเคียงบ่าเคียงไหล่กับพ่อตา ส่วนกิงจิโยก็ทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรภายในและความมั่นคงของปราสาท แม้ว่าในเวลาต่อมาความสัมพันธ์ส่วนตัวของทั้งสองอาจจะมีชีวิตคู่ที่ไม่ราบรื่นนักเนื่องจากความทิฐิและความเป็นผู้นำสูงของทั้งสองฝ่าย แต่อำนาจและความเป็นเอกราชของตระกูลทาจิบานะกลับแข็งแกร่งขึ้นเป็นทวีคูณ จิตวิญญาณความเด็ดเดี่ยวของกิงจิโยและการสืบทอดทางการเมืองที่ผ่านการคำนวณอย่างรอบคอบของโโดเซ็ตสึ ได้กลายเป็นเกราะคุ้มภัยที่ทำให้ตระกูลทาจิบานะสามารถหยัดยืนอย่างทรนงท่ามกลางไฟสงครามเซนโกคุ และได้รับการยอมรับจากผู้มีอำนาจระดับประเทศในยุคต่อมาอย่างไม่มีข้อกังขาครับ


เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน

เรื่องราวความเป็นพยัคฆ์สาวของ ทาจิบานะ กิงจิโย ถูกบันทึกไว้ในหน้าบันทึกประวัติศาสตร์อย่างน่าทึ่งอีกครั้งในช่วงปลายชีวิตหลังมหาศึกสงครามเซกิกาฮาระในปี ค.ศ. 1600 เมื่อฝ่ายตะวันตกที่ตระกูลทาจิบานะสังกัดพ่ายแพ้ และทาจิบานะ มุเนะชิเงะ ถูกริบดินแดนทั้งหมด ตัวกิงจิโยเองต้องสละความเป็นเจ้าปราสาทและย้ายไปบวชเป็นชี พำนักอยู่ในอารามเล็กๆ ในแถบอิจิโนเซะ ใกล้กับเมืองยานากาวะ

ในช่วงเวลานั้น คาโต้ คิโยมาซะ (Katō Kiyomasa) ยอดขุนพลผู้เก่งกล้าจากฝ่ายตะวันออกที่ชนะศึก ได้นำกองทัพนับหมื่นนายเคลื่อนผ่านพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเข้ายึดครองปราสาท คิโยมาซะซึ่งรู้ซึ้งถึงกิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมของทหารหญิงตระกูลทาจิบานะ ได้เกิดความหวาดระแวงว่ากิงจิโยอาจจะสั่งคนงานบุกซุ่มโจมตีกองทัพของตน เขาจึงได้ส่งทหารม้าเร็วไปแจ้งแก่กิงจิโยที่อารามชีด้วยความนอบน้อมว่า “ขอให้ท่านแม่ชีโปรดสบายใจ กองทัพของข้าพเจ้าเพียงแค่ขอใช้เส้นทางผ่านทางหลวงเท่านั้น จะไม่มีการล่วงเกินใดๆ เด็ดขาด”

ทว่า สิ่งที่คิโยมาซะได้รับกลับคืนมาคือ ภาพของกิงจิโยที่สลัดผ้าชีออกชั่วคราว นำชุดเกราะเก่าของบิดามาสวมใส่ นำเหล่านางกำนัลและแม่ชีในอารามทั้งหมดแต่งกายด้วยชุดนักรบ ถือปืนคาบศิลาโบราณบรรจุดินปืนพร้อมยิง ออกมาตั้งขบวนรบขู่ขวัญคอยคุมเชิงอยู่รอบๆ อารามอย่างไม่สะทกสะท้าน วีรกรรมในครั้งนั้นทำให้คาโต้ คิโยมาซะถึงกับต้องสั่งให้กองทัพทั้งหมดของตนเปลี่ยนเส้นทางการเดินทัพ อ้อมหลบอารามชีของกิงจิโยไปอีกทางหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับพยัคฆ์สาวผู้มีจิตวิญญาณแห่งทาจิบานะเต็มเปี่ยมผู้นี้ครับ

บทความโดย : Histo Dawn www.marumura.com

เรื่องแนะนำ :
Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 6: ทาจิบานะ โดเซ็ตสึ “เทพอสูรผู้ฟันสายฟ้า” แห่งสมรภูมิเซนโกคุ
Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 5: สายเลือดใหม่แห่งคิวชู จุดตัดจากขุนนางวังหลวงสู่คมดาบซามุไร
Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 4: มรดกพระนางดันริง และการแตกแขนงสู่หัวเมืองภูมิภาค
Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 3: โศกนาฏกรรมกบฏนารามาริ และกงล้ออำนาจที่ล่มสลาย
Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 2: ยุคทองของ ทาจิบานะ โนะ โมโรเอะ และเกียรติยศแห่ง ‘เก็มเปโตคิตสึ’

ขอบคุณรูปภาพ และข้อมูลอ้างอิง :
http://www.tachibana-museum.jp/ (พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทาจิบานะ – บันทึกชีวิตและสิ่งของเครื่องใช้ของ ทาจิบานะ กิงจิโย)
https://www.japanese-wiki-corpus.org/history/Tachibana%20clan%20(Samurai).html (ฐานข้อมูลพงศาวดารตระกูลทาจิบานะสายนักรบคิวชู)
https://samurai-archives.com/wiki/Tachibana_Ginchiyo (ประวัติการรบและบทบาท Onna-musha ของกิงจิโย)
https://www.city.yanagawa.fukuoka.jp/ (สมาคมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมเมืองยานากาวะ – บันทึกเรื่องเล่าพื้นบ้านเกี่ยวกับการตั้งรับกองทัพคาโต้ คิโยมาซะ)
https://www.wowu.travel/spots/tachibana-museum

#Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 7: ทาจิบานะ กิงจิโย พยัคฆ์สาวเจ้าปราสาท และการสืบทอดทางการเมือง #Tachibana Clan

Tags :

Back To Top