Cover Image

SpaceX ทุ่มงบ AI กว่า 5.2 แสนล้านบาท ในไตรมาสเดียว พร้อมประกาศชิงลูกค้ามือถือในสหรัฐฯ

SpaceX ของ อีลอน มัสก์ เปิดงบการเงินไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกในฐานะบริษัทจดทะเบียน หลังเข้าตลาดหุ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ด้วยตัวเลขการลงทุน 1.84 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6 แสนล้านบาท) โดยในจำนวนนี้เป็นการลงทุนใน AI ราว 1.58 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 5.2 แสนล้านบาท) พร้อมกับการประกาศแผนดึงลูกค้าจากค่ายมือถือรายใหญ่ในสหรัฐฯ​ ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 92% แตะ 7.8 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.5 แสนล้านบาท) แต่ยังคงขาดทุนสุทธิ 541 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.8 หมื่นล้านบาท)

ทุ่มลงทุน AI ทะลุ 5 แสนล้านบาท ในไตรมาสเดียว

บริษัทระบุว่ารายจ่ายลงทุนในไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 1.84 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่ราว 1.58 หมื่นล้านดอลลาร์ ผูกอยู่กับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากไตรมาสก่อนหน้า

“เรากำลังสร้างขีดความสามารถด้านการประมวลผล AI ในระดับสเกลได้เร็วกว่าใคร” มัสก์กล่าวในการประชุมนักลงทุนรายไตรมาสครั้งแรกของบริษัท

มัสก์บอกกับนักลงทุนว่าเขาวางแผนเพิ่มกำลังศูนย์ข้อมูลของ SpaceX จาก 2 กิกะวัตต์ ไปสู่ระดับสูงสุด 10 กิกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีฐานศูนย์ข้อมูลใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ขณะที่ศูนย์ข้อมูลในวงโคจรชุดแรกอาจถูกส่งขึ้นสู่อวกาศได้ในปี 2027

การใช้จ่ายของ SpaceX เป็นส่วนขยายของกระแสลงทุน AI ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั่วโลก โดย Amazon ประเมินงบลงทุนปีนี้ไว้ราว 2.2 แสนล้านดอลลาร์ ส่วน Alphabet บริษัทแม่ของ Google ปรับเพิ่มประมาณการงบลงทุนขึ้นมาอยู่ในกรอบ 1.95 – 2.05 แสนล้านดอลลาร์ และเมื่อเดือนมิถุนายนประกาศระดมทุน 8 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับการขยายศูนย์ข้อมูล ด้าน Microsoft ประเมินไว้ราว 1.75 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2026 ขณะที่ Meta อยู่ที่ 1.3-1.45 แสนล้านดอลลาร์

ตัวเลขมหาศาลเหล่านี้เริ่มสร้างความกังวลให้นักลงทุนบางส่วนที่ไม่แน่ใจว่าผลตอบแทนจะมาเมื่อใด โดยทั้ง Alphabet และ Tesla ต่างเผชิญแรงเทขายหุ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังรายงานกระแสเงินสดติดลบและการใช้จ่ายที่หนักหน่วง

ประกาศท้าชน 3 ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่

อีกวาระสำคัญจากการประชุมนักลงทุนครั้งนี้คือแผนยกระดับ Starlink Mobile ให้เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือเต็มรูปแบบ โดย Gwynne Shotwell ประธานบริษัท ระบุว่า SpaceX เตรียมส่งดาวเทียม Starlink Mobile รุ่นใหม่ขึ้นสู่วงโคจรในปี 2027 และเริ่มให้บริการที่อัปเกรดแล้วภายในปลายปีเดียวกัน

เครือข่ายดังกล่าวจะใช้คลื่นความถี่เพิ่มเติมขนาด 65 เมกะเฮิรตซ์ ที่บริษัทตกลงซื้อจาก EchoStar ซึ่ง Shotwell ระบุว่าจะทำให้บริการ ‘ดีกว่า’ ของเดิมถึง 100 เท่า

Shotwell ยังเอ่ยชื่อผู้ให้บริการรายใหญ่ทั้งสามของสหรัฐฯ ได้แก่ AT&T, Verizon และ T-Mobile โดยตรง พร้อมระบุว่า Starlink จะให้บริการที่เหนือกว่า

“คาดว่าเราจะสามารถดึงลูกค้าของพวกเขามาได้ค่อนข้างมาก เพราะคิดว่าบริการของเราจะดีกว่า” เธอกล่าว

รายได้โต 92% แต่หุ้นยังร่วง

SpaceX มีรายได้ 7.8 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 92% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และขาดทุนสุทธิ 541 ล้านดอลลาร์ ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ แต่ราคาหุ้นยังปรับตัวลงราว 7% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังจากที่ราคาหุ้นฟื้นตัวกลับขึ้นมาราว 20% จากจุดต่ำสุดที่ 104.83 ดอลลาร์ ระหว่างวันที่ 3 – 4 สิงหาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ราคาหุ้นของ SpaceX ลดลงต่อเนื่องหลังจากเข้าซื้อขายในตลาดเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แม้ช่วง 3 วันแรกราคาหุ้นจะพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 225.64 ดอลลาร์ ก่อนจะลดลงมากว่า 50% จนต่ำกว่าราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือช่วงห้ามขายหุ้น (Lockup Period) ของพนักงานและนักลงทุนบางส่วนที่จะสิ้นสุดลงในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนให้ราคาหุ้นเมื่อมีหุ้นใหม่เข้าสู่ตลาด

ในฝั่งธุรกิจดั้งเดิม รายได้ของหน่วยธุรกิจที่รวม Starlink บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เพิ่มขึ้นเป็น 4.3 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุด จาก 2.6 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อน

เป้าหมาย 1 ล้านล้านดอลลาร์ เร็วกว่าแผนเดิม

ผู้บริหาร SpaceX ยืนยันว่าเริ่มเห็นผลตอบแทนจากการลงทุน AI แล้ว โดยบริษัทประกาศดีลให้เช่ากำลังศูนย์ข้อมูลกับผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง Google และ Anthropic รวมถึงมีรายงานว่าอยู่ระหว่างหารือเพื่อจัดหาศูนย์ข้อมูลให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

บริษัทระบุว่ากำลังอยู่ในเส้นทางที่จะมีรายได้ประจำต่อปี (Annualized Recurring Revenue) แตะ 1 แสนล้านดอลลาร์ภายในเดือนธันวาคม ซึ่งส่วนใหญ่มาจากดีลศูนย์ข้อมูล

“เฉพาะฝั่งการประมวลผล AI เราสามารถลงทุนในลักษณะที่ได้คืนทุนภายในไม่ถึง 1 ปี” Bret Johnsen ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ SpaceX กล่าว พร้อมระบุว่าอัตราการลงทุนระดับนี้จะดำเนินต่อไปตลอดช่วงที่เหลือของปี

ขณะที่มัสก์ระบุว่าบริษัทคาดจะมีรายได้แตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2030 ซึ่งเร็วกว่าประมาณการเดิม 1 ปี อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายในวอลล์สตรีทยังมองว่า SpaceX จะเผาเงินสดต่อเนื่องไปอีกหลายปี และอาจต้องพึ่งพาการระดมทุนจากภายนอกเป็นระยะ

เบื้องหลังการเปลี่ยนผ่าน

ตลอด 24 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของ SpaceX หมุนรอบการสร้างและปล่อยจรวดกับดาวเทียมเป็นหลัก แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา มัสก์ได้หันหัวเรือบริษัทเข้าสู่ AI อย่างชัดเจน โดยในช่วงก่อน IPO เดือนมิถุนายน เขาได้ควบรวม SpaceX เข้ากับ xAI สตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ก่อนหน้านั้นได้ควบรวมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X เข้าไปแล้ว

เดือนมิถุนายน SpaceX ยังบรรลุข้อตกลงซื้อ Cursor เอเจนต์เขียนโค้ดด้วย AI มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ และในการประชุมครั้งล่าสุด มัสก์ประกาศข้อตกลงให้ SpaceX ใช้ชิป AI จาก Nvidia แต่เพียงรายเดียว

มัสก์ระบุว่าปัญญาประดิษฐ์จะเป็นหัวใจสำคัญของหุ่นยนต์และยานยนต์ไร้คนขับที่จำเป็นต่ออนาคตของมนุษยชาติทั้งบนโลกและนอกโลก โดยเขากล่าวว่าจะต้องใช้หุ่นยนต์จำนวนมากในการสร้างโรงงานและโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์ในอนาคต

“ตอนนี้มันฟังดูเหมือนไซไฟสุดๆ แต่มันจะเกิดขึ้นจริง” มัสก์กล่าว

ภาพ: FotoField, Rawpixel.com / Shutterstock

อ้างอิง:

Back To Top