สัมผัสแรก Sony BRAVIA True RGB สีสดขึ้น แต่ยังเน้นความเป็นธรรมชาติ
หลังจากโซนี่ผลักดันทีวี Mini LED และ OLED มาหลายปี ล่าสุดถึงเวลาของเทคโนโลยีใหม่อย่าง True RGB ที่ถูกนำมาใช้กับทีวีเรือธง Sony BRAVIA 9 II และรุ่นรองอย่าง BRAVIA 7 II เป็นครั้งแรก Sanook Hitech พาคุณมาสัมผัส Smart TV ใหม่รอบนี้จะเป็นอย่างไร
จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้ไม่ได้อยู่ที่การทำให้ภาพมีสีสดจัดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการควบคุมแสงสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงินแยกจากกัน เพื่อให้ทีวีแสดงสีได้กว้าง แม่นยำ และรักษารายละเอียดของภาพได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรับชมบนหน้าจอขนาดใหญ่หรืออยู่ในห้องที่มีแสงสว่าง

ทีวี LCD และ Mini LED ทั่วไปมักใช้แสงสีขาวหรือสีน้ำเงินจากระบบแบ็กไลต์ ก่อนส่งผ่านชั้นฟิลเตอร์เพื่อสร้างสีต่าง ๆ บนหน้าจอ แต่ระบบ True RGB ของโซนี่ใช้หลอด LED สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงินเป็นแหล่งกำเนิดแสงโดยตรง
ระบบดังกล่าวทำงานร่วมกับ RGB Backlight Master Drive Pro ซึ่งสามารถควบคุมหลอดไฟแต่ละสีได้อย่างอิสระ ทั้งระดับความสว่างและปริมาณสีในแต่ละพื้นที่ของภาพ
ผลที่ได้คือทีวีสามารถสร้างขอบเขตสีหรือ Colour Volume ได้กว้างขึ้น พร้อมรักษาความอิ่มและความเที่ยงตรงของสีไว้ได้ แม้ภาพจะอยู่ในระดับความสว่างสูง

สัมผัสแรก สีสดขึ้นแต่ไม่ดูเกินจริง
สิ่งที่เห็นได้ชัดจากการสาธิตคือ สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงินมีความอิ่มตัวมากขึ้น โดยเฉพาะภาพที่มีแสงนีออน ท้องฟ้า ดอกไม้ หรือวัตถุที่มีสีสด แต่ภาพรวมยังคงเน้นโทนสีที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เร่งสีจนรายละเอียดในภาพหายไป
จุดที่น่าสนใจอีกประการคือการไล่เฉดสี ซึ่งทำได้ต่อเนื่องและดูนุ่มนวลขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแสงที่ตกกระทบบนใบหน้า เงามืด หรือฉากที่มีความต่างของความสว่างสูง
เมื่อดูในระยะใกล้บนหน้าจอขนาดใหญ่ ภาพยังคงมีความเนียนและไม่เห็นการแบ่งชั้นของสีได้ง่าย ซึ่งเป็นประโยชน์กับทีวีขนาด 75 นิ้วขึ้นไป เพราะข้อผิดพลาดเล็ก ๆ ในภาพจะถูกขยายให้มองเห็นได้ชัดกว่าทีวีขนาดเล็ก
BRAVIA 9 II เด่นเรื่องความสว่างและลดแสงสะท้อน
BRAVIA 9 II เป็นรุ่นเรือธงของกลุ่ม True RGB โดยเพิ่มเทคโนโลยี RGB Triluminos Max และ Luminance Booster Pro เพื่อขยายขอบเขตสีและรักษาความแม่นยำของภาพในระดับความสว่างสูง
อีกหนึ่งจุดเด่นคือหน้าจอ Immersive Black Screen Pro ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดแสงสะท้อนและแสงรบกวนภายในห้อง ทำให้สีดำและรายละเอียดในฉากมืดยังคงมองเห็นได้ แม้ไม่ได้รับชมในห้องที่ปิดไฟสนิท
จากภาพที่แสดงในงาน BRAVIA 9 II เหมาะกับห้องนั่งเล่นที่มีหน้าต่างหรือแสงภายในค่อนข้างมาก เพราะหน้าจอยังคงรักษาคอนทราสต์และสีสันได้ดี โดยไม่ต้องปรับความสว่างจนภาพดูแข็งเกินไป
มุมมองกว้างขึ้น เหมาะกับห้องนั่งเล่น
BRAVIA 9 II และ BRAVIA 7 II ใช้เทคโนโลยี X-Wide Angle Pro ช่วยรักษาความเที่ยงตรงของสีเมื่อรับชมจากด้านข้าง
ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์กับการใช้งานในห้องนั่งเล่นที่มีผู้ชมหลายคน เพราะคนที่ไม่ได้อยู่ตรงกลางหน้าจอยังสามารถเห็นสีและความสว่างใกล้เคียงกับตำแหน่งรับชมหลัก
อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งกึ่งกลางหน้าจอยังคงให้ภาพที่ดีที่สุด โดยเฉพาะคอนเทนต์ HDR ที่มีความต่างระหว่างส่วนสว่างและส่วนมืดสูง
มี AI ช่วยปรับเสียงพูดและภาพตามสภาพห้อง
ทีวีทั้งสองรุ่นมาพร้อมฟีเจอร์ Ambient Optimization ที่สามารถปรับภาพและเสียงตามสภาพแสง รวมถึงตำแหน่งการรับชมโดยอัตโนมัติ
ด้านเสียงมีเทคโนโลยี Voice Zoom 3 ซึ่งใช้ AI ช่วยเพิ่มหรือลดระดับเสียงพูดแยกจากเสียงประกอบ ทำให้เหมาะกับภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่บทสนทนาเบากว่าเสียงดนตรีและเอฟเฟกต์
นอกจากนี้ยังมีระบบ 3D Surround Upscaling สำหรับอัปมิกซ์เสียงสเตอริโอให้มีมิติโอบล้อมมากขึ้น แม้ไม่ได้ต่อกับชุดลำโพงภายนอก
โหมดภาพพร้อมสำหรับบริการสตรีมมิง
Sony BRAVIA True RGB รองรับโหมด Studio Calibrated Mode สำหรับบริการสตรีมมิงที่รองรับ เช่น Netflix, Prime Video และ SONY PICTURES CORE เพื่อปรับภาพให้ใกล้เคียงกับแนวทางที่ผู้สร้างคอนเทนต์กำหนดไว้
นอกจากนี้ยังรองรับมาตรฐานภาพและเสียงอย่าง Dolby Vision, Dolby Atmos, DTS:X และ IMAX Enhanced ทำให้รองรับทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ และคอนเทนต์คุณภาพสูงจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ครบถ้วน
ดีไซน์เรียบ แต่ฐานวางมีความโดดเด่น
BRAVIA 9 II และ BRAVIA 7 II ใช้แนวคิดการออกแบบ Harmonic Presence เน้นให้ตัวทีวีกลมกลืนกับพื้นที่ภายในบ้าน ขอบหน้าจอมีลวดลายแบบ Wave Texture และพยายามซ่อนองค์ประกอบที่อาจรบกวนสายตาออกไป
ฐานวางบริเวณกึ่งกลางเครื่องช่วยลดพื้นที่ที่ต้องใช้บนชั้นวางทีวี และมีการจัดเก็บสายเชื่อมต่อให้ดูเป็นระเบียบมากขึ้น ภาพรวมจึงดูคล้ายหน้าจอลอยและไม่ดึงความสนใจออกจากภาพที่กำลังรับชม

BRAVIA Theatre Trio ชุดเสียงไร้สายสำหรับจอใหญ่
นอกจากทีวี True RGB แล้ว โซนี่ยังเปิดตัว BRAVIA Theatre Trio ระบบเสียงโฮมเธียเตอร์ไร้สายที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานร่วมกับทีวีหน้าจอขนาดใหญ่
ระบบดังกล่าวใช้เทคโนโลยี 360 Spatial Sound Mapping สร้างตำแหน่งลำโพงเสมือนได้สูงสุด 24 ตำแหน่ง พร้อมไมโครโฟน Calibration แบบ USB-C สำหรับวัดสภาพห้องและปรับเสียงให้เหมาะกับพื้นที่ใช้งาน
จุดเด่นจากการสาธิตคือเวทีเสียงที่ไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะบริเวณหน้าจอ แต่ขยายออกไปด้านข้างและด้านบน เสียงพูดยังคงอยู่บริเวณกึ่งกลาง ขณะที่เสียงเอฟเฟกต์สามารถเคลื่อนที่ไปรอบผู้ฟังได้อย่างชัดเจนขึ้น

BRAVIA 3 II มีจอใหญ่สุด 100 นิ้ว
สำหรับผู้ที่ต้องการทีวีหน้าจอใหญ่แต่ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี True RGB โซนี่ยังเปิดตัว BRAVIA 3 II ซึ่งมีขนาดหน้าจอตั้งแต่ 43 นิ้ว ไปจนถึง 100 นิ้ว
รุ่นนี้ใช้ XR Processor และ XR Triluminos Pro พร้อมรองรับ 4K 120Hz และมีพอร์ต HDMI 2.1 จำนวน 4 ช่อง จึงใช้งานได้ทั้งการชมภาพยนตร์และเล่นเกม
BRAVIA 3 II ยังมาพร้อมรีโมต Inclusive Remote Control ที่ออกแบบปุ่มให้มีรูปทรงและพื้นผิวแตกต่างกัน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถแยกปุ่มผ่านการสัมผัสได้ง่ายขึ้น พร้อมฟังก์ชัน Remote Finder สำหรับค้นหารีโมต
ประกอบกับการรับชมรอบนี้ได้มีการเปิดทั้งระบบเสียงและภาพที่สมบูรณืแบบถือว่าเป็นอีกทีวีที่มีคุณสมบัติที่ดีอีกรุ่น แม้จะต้องแขวนเท่านั้นถึงจะรอดก็ตาม
ราคา Sony BRAVIA True RGB ในไทย
Sony BRAVIA 9 II
- ขนาด 85 นิ้ว ราคา 182,990 บาท
- ขนาด 75 นิ้ว ราคา 139,990 บาท
ผู้ซื้อ BRAVIA 9 II ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2569 รับฟรี BRAVIA eatre Sub 9 มูลค่า 25,990 บาท
Sony BRAVIA 7 II
- ขนาด 65 นิ้ว ราคา 77,990 บาท
- ขนาด 50 นิ้ว ราคา 52,990 บาท
Sony BRAVIA 3 II
- ขนาด 100 นิ้ว ราคา 114,990 บาท
- ขนาด 85 นิ้ว ราคา 63,990 บาท
- ขนาด 75 นิ้ว ราคา 55,990 บาท
- ขนาด 65 นิ้ว ราคา 39,990 บาท
- ขนาด 55 นิ้ว ราคา 31,990 บาท
- ขนาด 50 นิ้ว ราคา 27,490 บาท
- ขนาด 43 นิ้ว ราคา 24,490 บาท

สรุปสัมผัสแรก Sony BRAVIA True RGB
ต้องบอกตรงๆ ว่าหลังจากที่ได้ดูหน้าจอแบบ True RGB ของ Sony ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจของทีวี Sony BRAVIA โดยเฉพาะการขยายขอบเขตสีและรักษาความแม่นยำของสีในระดับความสว่างสูง ภาพที่ได้มีความสดและมีมิติมากขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ของโซนี่ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เร่งสีจนดูเกินจริง
BRAVIA 9 II เหมาะกับผู้ที่ต้องการทีวีเรือธงสำหรับห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่และต้องรับมือกับแสงสะท้อน ส่วน BRAVIA 7 II เป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่ายกว่า พร้อมได้เทคโนโลยี True RGB เช่นเดียวกันในขนาด 50 และ 65 นิ้ว
อย่างไรก็ตาม คุณภาพของระบบลดแสงฟุ้ง การแสดงรายละเอียดในฉากมืด ได้ดี ถ้าจ่ายกันไหว ก็จัดได้เลย
