Cover Image

มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 4: จากบริษัทโทรคมนาคม สู่ “กงสีนักลงทุนระดับโลก”

มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 4: จากบริษัทโทรคมนาคม สู่ “กงสีนักลงทุนระดับโลก”… การถือกำเนิดของ SoftBank Vision Fund

บทความโดย : Morika www.marumura.com

เคยมีคำกล่าวในโลกธุรกิจว่า ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดขององค์กร ไม่ใช่ตอนที่บริษัทกำลังขาดทุนหรือเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เป็นตอนที่องค์กรนั้นประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด จนมีเงินสดไหลมาเทมาต่างหาก เพราะความสำเร็จและเงินที่ได้มาอย่างง่ายดาย มักจะทำให้ผู้บริหารและพนักงานเลือกที่จะหยุดนิ่ง นั่งทับกองเงินกองทอง พึงพอใจกับเงินปันผลมหาศาล และปฏิเสธที่จะออกไปเสี่ยงทำอะไรใหม่ๆ อีก

หากเรามองดูบริษัทที่เติบโตมาจากธุรกิจโทรคมนาคมหรือเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั่วโลก เราจะเห็นภาพนั้นได้อย่างชัดเจน

เมื่อพวกเขาสร้างเสาสัญญาณครอบคลุมทั้งประเทศ และมีลูกค้าหลายสิบล้านคนผูกปิ่นโตจ่ายค่าบริการให้ทุกเดือน บริษัทเหล่านี้มักจะกลายสภาพเป็นเสือนอนกิน

พวกเขาจะเน้นเพียงแค่การบริหารจัดการต้นทุนเพื่อรักษาผลกำไร มากกว่าจะสร้างนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ ที่สั่นสะเทือนโลก

หลังจากที่ SoftBank ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการเข้าซื้อกิจการ Vodafone Japan และใช้สิทธิ์ผูกขาดการขาย iPhone เพื่อพลิกโฉมหน้าตลาดสมาร์ทโฟนของญี่ปุ่น ซัน มาซาโยชิ ก็ได้พาบริษัทก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ว่านั้น

SoftBank Mobile กลายเป็นเครื่องจักรผลิตเงินสดที่ทรงพลังที่สุดเครื่องหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น มีกำไรจากการดำเนินงานนับแสนล้านเยนต่อปี มันคืออู่ข้าวอู่น้ำที่สามารถหล่อเลี้ยงให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปได้อีกหลายสิบปี โดยไม่จำเป็นต้องดิ้นรนอะไรอีก

แต่สำหรับผู้ชายที่เคยยืนประกาศวิสัยทัศน์ 300 ปีบนลังผลไม้ตั้งแต่ตอนที่บริษัทยังมีพนักงานแค่สองคน คำว่า “สุขสบาย” หรือ “ปลอดภัย” ไม่เคยอยู่ในพจนานุกรมการใช้ชีวิตของเขา

ในขณะที่คนอื่นกำลังเพลิดเพลินกับผลกำไรจากธุรกิจโทรคมนาคม ซัน มาซาโยชิ กลับมองเห็นภาพที่ไกลออกไป เขามองเห็นว่าคลื่นลูกต่อไปที่กำลังจะซัดเข้าหาโลก ไม่ใช่อินเทอร์เน็ตบนมือถืออีกต่อไป แต่มันคือยุคของ Internet of Things หุ่นยนต์อัตโนมัติ และที่สำคัญที่สุดคือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

ซันมีความเชื่ออย่างแรงกล้าในทฤษฎีที่เรียกว่า Singularity หรือจุดที่ปัญญาประดิษฐ์จะมีความฉลาดก้าวข้ามขีดจำกัดของสมองมนุษย์ทั้งหมดรวมกัน เขามองว่าเมื่อวันนั้นมาถึง อุตสาหกรรมทุกอย่างบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคม การแพทย์ การเงิน หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์ จะถูกเขียนรหัสใหม่ทั้งหมดด้วย AI และบริษัทใดก็ตามที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติครั้งนี้ จะต้องสูญพันธุ์ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวของซันในตอนนั้นก็คือ เขาจะเอาตัวเองและ SoftBank เข้าไปอยู่ในจุดศูนย์กลางของการปฏิวัติครั้งนี้ได้อย่างไร

การลงทุนในสตาร์ทอัพเทคโนโลยีคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด แต่ปัญหาคือ เครื่องมือการลงทุนที่โลกมีอยู่ในตอนนั้น มันมีขนาดเล็กเกินไปสำหรับความทะเยอทะยานของเขา

ในยุคนั้น กองทุนร่วมลงทุน หรือ Venture Capital ที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในซิลิคอนแวลลีย์ มักจะมีขนาดกองทุนอยู่แค่ระดับ 1 ถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น เงินจำนวนนี้อาจจะเพียงพอสำหรับการปลุกปั้นสตาร์ทอัพสักสองสามแห่งให้กลายเป็นยูนิคอร์น แต่มันไม่เพียงพอที่จะซื้ออนาคตของโลกทั้งใบ

ซันรู้ดีว่าการจะเปลี่ยนโลกและกำหนดทิศทางของเทคโนโลยี เขาต้องการกระสุนที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น ใหญ่ในระดับที่ไม่เคยมีใครในประวัติศาสตร์การเงินโลกเคยจินตนาการถึงมาก่อน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ที่บ้าคลั่งที่สุดในชีวิตของเขา นั่นคือการก่อตั้ง SoftBank Vision Fund

ตัวเลขที่ซันตั้งเป้าหมายไว้สำหรับกองทุนนี้คือ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ 3.5 ล้านล้านบาท เพื่อที่จะเข้าใจว่าเงินจำนวนนี้มันมหาศาลขนาดไหน ลองจินตนาการดูว่า ในปี 2016 ซึ่งเป็นปีก่อนหน้าที่กองทุนนี้จะเปิดตัว เม็ดเงินลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพของ VC ทั้งหมดในสหรัฐอเมริการวมกัน ยังมีมูลค่ารวมกันแค่ประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่นี่คือเงิน 100,000 ล้านดอลลาร์ที่ถูกรวบรวมมาไว้ในมือกองทุนเพียงกองทุนเดียว และอยู่ภายใต้การตัดสินใจของชายเพียงคนเดียว

แน่นอนว่าแม้ SoftBank จะมีกำไรจากธุรกิจมือถือมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะควักเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์ออกมาจากกระเป๋าตัวเองได้ทั้งหมด ซันจำเป็นต้องออกไปหาผู้ร่วมลงทุน และเป้าหมายที่เขามองเห็นก็คือ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือ Sovereign Wealth Fund ของประเทศเศรษฐีน้ำมันในตะวันออกกลาง ประเทศเหล่านี้กำลังมองหาทางกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจน้ำมันไปสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคต และพวกเขาก็มีเงินสดเหลือเฟือที่จะทำเช่นนั้น

เรื่องราวการหาเงินทุนก้อนนี้ กลายเป็นหนึ่งในตำนานที่ถูกเล่าขานมากที่สุดในแวดวงการเงินโลก

ในเดือนกันยายน ปี 2016 เจ้าชายมูฮัมหมัด บิน ซัลมาน หรือ MBS มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ผู้ดูแลกองทุน Public Investment Fund ได้เดินทางเยือนกรุงโตเกียว ซัน มาซาโยชิ ได้รับโอกาสให้เข้าพบเพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์ เขาเดินเข้าไปในห้องประชุม นั่งเผชิญหน้ากับชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในตะวันออกกลา และเขาเริ่มต้นบทสนทนาด้วยประโยคที่ไม่มีใครกล้าพูด

ซันบอกว่า วันนี้เขามีของขวัญมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์มามอบให้

เจ้าชาย MBS เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจและถามกลับว่า ของขวัญอะไร

ซันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจว่า ถ้าท่านให้เงินผม 45,000 ล้านดอลลาร์ ผมจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือของขวัญจากผม

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือการบรรยายวิสัยทัศน์ที่ยาวนานเพียงแค่ 45 นาที

ซันเล่าให้เจ้าชายฟังถึงอนาคตที่รถยนต์จะขับเคลื่อนด้วยตัวเอง หุ่นยนต์ที่จะทำงานแทนมนุษย์ และโลกที่ถูกปกครองด้วยข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์

เขาอธิบายว่าเงินก้อนนี้จะไม่ใช่แค่การลงทุนเพื่อผลกำไร แต่มันคือการสถาปนาให้ซาอุดีอาระเบียก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของโลกยุคใหม่

เมื่อการบรรยายจบลง เจ้าชายมูฮัมหมัด บิน ซัลมาน ก็ตอบตกลงที่จะมอบเงิน 45,000 ล้านดอลลาร์ให้กับ SoftBank Vision Fund

ต่อมาเมื่อมีนักข่าวไปสัมภาษณ์ซันเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันนั้น เขาได้กล่าวติดตลกแต่เป็นความจริงว่า เขาใช้เวลา 45 นาทีในการหาเงิน 45,000 ล้านดอลลาร์ ตกเฉลี่ยนาทีละ 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเขาคิดว่านี่น่าจะเป็นสถิติการหาเงินที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแล้ว

เมื่อได้เงินก้อนใหญ่จากซาอุดีอาระเบียมาเป็นก้อนประเดิม การดึงดูดนักลงทุนรายอื่นก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

กองทุน Mubadala ของรัฐบาลอาบูดาบีประกาศใส่เงินเข้ามา 15,000 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีอย่าง Apple, Qualcomm และ Foxconn ที่ต่างก็อยากมีส่วนร่วมในรถด่วนขบวนนี้

เมื่อรวมกับเงินทุนของ SoftBank เองอีก 28,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ SoftBank Vision Fund ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2017 ด้วยเม็ดเงินเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์ตามที่ฝันไว้จริงๆ

และเมื่ออาวุธถูกบรรจุกระสุนจนเต็ม พายุหมุนลูกใหญ่ที่สุดก็พัดถล่มเข้าใส่ซิลิคอนแวลลีย์ การมาถึงของ SoftBank Vision Fund ได้เปลี่ยนกฎกติกาการลงทุนในสตาร์ทอัพไปอย่างสิ้นเชิง

ในอดีต VC จะใช้วิธีหว่านเงินลงทุนก้อนเล็กๆ หลักล้านดอลลาร์ให้กับบริษัทตั้งไข่หลายๆ แห่ง และเฝ้ารอให้พวกเขาเติบโต ค่อยๆ ลงทุนทีละรอบตั้งแต่ Series A ไปจนถึง Series C ตามผลงานที่ทำได้ แต่กลยุทธ์ของซัน มาซาโยชิ คือสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า Weaponization of Capital หรือ การใช้เงินทุนเป็นอาวุธประหัตประหารคู่แข่ง

ซันไม่ได้มองหาบริษัทเพิ่งตั้งไข่ แต่เขามองหาบริษัทที่พิสูจน์แล้วว่ามีโมเดลธุรกิจที่เวิร์ก และกำลังเป็นผู้นำตลาดในแต่ละอุตสาหกรรม

จากนั้นเขาจะเดินเข้าไปหาผู้ก่อตั้งบริษัท พร้อมกับยื่นเช็คเงินสดมูลค่ามหาศาลในระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์ขึ้นไปในคราวเดียว

กฎของซันมีอยู่ง่ายๆ คือ รับเงินก้อนนี้ไป แล้วจงใช้มันขยายธุรกิจให้เร็วที่สุด ครองตลาดให้เบ็ดเสร็จ บดขยี้คู่แข่งให้ราบคาบ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องกำไรขาดทุนในระยะสั้น แต่ถ้าคุณไม่รับเงินของผม ผมก็จะเอาเงินก้อนนี้ไปให้คู่แข่งของคุณแทน

ลองจินตนาการว่าคุณเป็นผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพที่กำลังแข่งขันอย่างดุเดือด จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งเดินมาบอกว่าเขาจะให้เงินคุณมากกว่าที่คู่แข่งคุณมีเป็นสิบเท่า แต่ถ้าคุณปฏิเสธ คู่แข่งคุณจะได้เงินก้อนนั้นไปแทน แน่นอนว่าไม่มีผู้ก่อตั้งคนไหนกล้าปฏิเสธเงินของ SoftBank

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือสงครามของแอปพลิเคชันเรียกรถ หรือ Ride-Hailing

SoftBank ทุ่มเงินลงทุนอย่างบ้าคลั่งในทุกภูมิภาค พวกเขาใส่เงินเกือบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ใน Uber ที่อเมริกา ใส่เงิน 5 พันล้านดอลลาร์ใน Didi ที่เมืองจีน และใส่เงินใน Ola ที่อินเดีย และที่สำคัญคือทุ่มเงินมหาศาลให้กับสตาร์ทอัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง Grab เพื่อให้ทำสงครามราคาและบีบให้คู่แข่งต้องยอมจำนน เมื่อ SoftBank ถือหุ้นใหญ่ในทุกแพลตฟอร์ม พวกเขาก็กลายเป็นผู้มีอำนาจสั่งการให้บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้เลิกสู้กันเอง และยอมควบรวมกิจการกันในที่สุด

นี่คือเหตุผลเบื้องหลังที่ Uber ต้องยอมขายกิจการในจีนให้กับ Didi และยอมถอนตัวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อยกตลาดทั้งหมดให้กับ Grab

ในชั่วพริบตา ซัน มาซาโยชิ กลายสภาพเป็น Kingmaker ผู้กำหนดชะตากรรมของหุบเขาซิลิคอนแวลลีย์ ชื่อของเขาทำให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ต่างรู้สึกหวาดหวั่นผสมกับความเคารพ หากใครได้รับเลือกจาก SoftBank นั่นหมายความว่าพวกเขาได้รับการการันตีชัยชนะไปแล้วครึ่งหนึ่ง

ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี SoftBank Vision Fund ได้เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่เป็นกระดูกสันหลังของโลกยุคใหม่มากกว่า 80 แห่ง ไม่ว่าจะเป็น ARM บริษัทออกแบบชิปที่สำคัญที่สุดในโลก, Slack แพลตฟอร์มการสื่อสารในองค์กร, ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok ไปจนถึง OYO เครือข่ายโรงแรมจากอินเดีย และ Coupang อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้

ภาพที่ออกมาดูเหมือนว่า อาณาจักร SoftBank ได้ก้าวข้ามจากการเป็นแค่บริษัทโทรคมนาคมในเกาะญี่ปุ่น ไปสู่การเป็นกงสีของโลกเทคโนโลยีที่กุมชะตากรรมนวัตกรรมของมวลมนุษยชาติไว้ในกำมืออย่างสมบูรณ์แบบ

โมเดลการลงทุนแบบเทหมดหน้าตักเพื่อยึดครองตลาดดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ แต่อนิจจา ในโลกของการลงทุน เมื่อเงินทุนมีมากจนล้นฟ้า และความต้องการที่จะเติบโตมันบังตาจนมองข้ามวินัยทางการเงิน เมล็ดพันธุ์แห่งหายนะก็จะเริ่มหยั่งรากลึกลงไปอย่างเงียบๆ

การมีเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์ที่ต้องรีบหาทางลงทุนให้หมดภายในเวลาไม่กี่ปี ทำให้ทีมงานของ SoftBank ต้องเร่งรีบปิดดีลจนบางครั้งก็ละเลยการตรวจสอบสถานะทางบัญชี หรือ Due Diligence ที่เข้มงวด

พวกเขาเริ่มนำปรัชญาของบริษัทเทคโนโลยี ไปยัดเยียดให้กับบริษัทที่แท้จริงแล้วเป็นแค่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจบริการธรรมดาๆ เพียงเพราะความเชื่อที่ว่า เงินทุนมหาศาลจะสามารถเสกให้พวกเขากลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกและผูกขาดตลาดได้

วิกฤตการณ์ที่กำลังจะระเบิดขึ้นในสมรภูมิถัดไป ไม่ได้เพียงแค่เผาผลาญเงินสดหลายหมื่นล้านดอลลาร์ให้หายวับไปกับตา แต่มันกำลังจะสั่นสะเทือนความน่าเชื่อถือทั้งหมดของชายที่ชื่อ ซัน มาซาโยชิ และเกือบจะลากอาณาจักร SoftBank ทั้งหมดลงสู่ก้นเหว ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เข้มข้นจนเราต้องไปว่ากันต่อในบทเรียนถัดไปครับ


เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน

ก่อนที่จะเริ่มเดินสายระดมทุนสำหรับ Vision Fund กองที่ 1 ซัน มาซาโยชิ ได้จัดทำเอกสารนำเสนอความยาวกว่า 300 หน้า ซึ่งไม่ได้อธิบายแผนการเงินแบบกองทุนทั่วไป แต่เป็นสไลด์ที่เต็มไปด้วยภาพของสมองมนุษย์ ยานอวกาศ และสมการคณิตศาสตร์ที่อธิบายถึงจุดเปลี่ยนของ Singularity ทีมงานของ SoftBank หลายคนพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาใช้ข้อมูลตัวเลขที่ดูเป็นมืออาชีพแบบชาว Wall Street มากกว่านี้ แต่ซันปฏิเสธและยืนกรานว่า เขาไม่ได้กำลังขายนโยบายปันผล แต่เขากำลังขายอนาคตของมนุษยชาติ ถ้านักลงทุนคนไหนไม่เข้าใจความโรแมนติกนี้ พวกเขาก็ไม่สมควรได้ร่วมเดินทางไปกับเรา

บทความโดย : Morika www.marumura.com

เรื่องแนะนำ :
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 3: สงครามล้มยักษ์
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 2: หมากกระดานแรกบนเวทีโลก
มหากาพย์ SoftBank จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 1: เด็กหนุ่มจากลังผลไม้ และการปฏิวัติที่ไม่มีใครเชื่อ
มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 8… รุ่งอรุณใหม่ในศตวรรษที่ 21: การกำเนิดของ Mizuho และมรดกที่ไม่มีวันตาย
มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 7… ฟองสบู่แตกและทศวรรษที่หายไป บททดสอบที่เจ็บปวดที่สุดของสายเลือด Yasuda
มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 6… นกฟีนิกซ์คืนชีพ: การก่อร่างสร้างตัวใหม่ในนาม Fuyo Group

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://group.softbank/en/about/profile
https://rcrwireless.com/20260210/business/softbank-telco-strategy
• The Wall Street Journal: How Masayoshi Son Created a $100 Billion Fund and Turned Silicon Valley Upside Down
• Financial Times: The inside story of Masayoshi Son’s $100bn Vision Fund
• Bloomberg: SoftBank’s Son Tells of 45-Minute Pitch to Secure $45 Billion
• SoftBank Group Corp. Official Disclosures: SoftBank Vision Fund Establishment

มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 4: จากบริษัทโทรคมนาคม สู่ “กงสีนักลงทุนระดับโลก”… การถือกำเนิดของ SoftBank Vision Fund #Softbank Group

Back To Top