เมื่อการฟื้นตัวไม่ทั่วถึง เจาะสถานการณ์ธุรกิจ SME ไทยที่ยังเปราะบางท่ามกลางเศรษฐกิจ K-Shaped
ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญสภาวะการฟื้นตัวแบบ K-Shaped Economy หรือภาวะการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) กำลังยืนอยู่ ณ จุดไหน
- SME ติดหล่ม ‘ขวาล่าง’ และกลุ่มอสังหาฯ น่าเป็นห่วง
- โอกาสจาก Megatrends VS ความเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ และกำลังซื้อซบเซา
- เปิดทางรอด SME ไม่ต้องทุ่มเงินก้อนใหญ่ แต่ต้องลง ‘ถูกสนาม’
ปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ภาพรวมการฟื้นตัวของภาคธุรกิจไทยหลังวิกฤตโควิด-19 ปรากฏภาพ K-Shaped อย่างชัดเจน โดยความเหลื่อมล้ำในการฟื้นตัวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างประเภทอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังเห็นได้ชัดในมิติของ ขนาดธุรกิจ ดังนี้
- ขาบน (Upper K) – กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถฟื้นตัวได้เร็วและโดดเด่นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับระดับก่อนโควิดในปี 2019 โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้ติดอันดับ Top 1% ซึ่งสามารถสร้างรายได้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว
- ขาล่าง (Lower K) – กลุ่ม SME รายได้ยังคงทรงตัวและบางส่วนยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดเล็กน้อย
- ส่วนแบ่งรายได้ (Market Share) ลดลง สัดส่วนรายได้ของ SME ต่อภาพรวมธุรกิจไทยลดลงจากประมาณ 18% ในช่วงก่อนเกิดโควิด เหลือเพียงราว 15% ในปี 2025 สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก
ในแง่ของความสามารถในการทำกำไร ธุรกิจขนาดใหญ่ยังสามารถรักษาอัตรากำไร (Profit Margin) ไว้ได้ในระดับที่ดีแม้จะมีการปรับลดลงบ้าง ในทางตรงกันข้าม แม้ว่าอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ของ SME จะเริ่มฟื้นตัวจากช่วงวิกฤตโควิดได้บ้าง แต่ก็ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดหลายประการของ SME ทั้งในเรื่องอำนาจการต่อรอง การเข้าถึงตลาดใหม่ และแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น
SME ติดหล่ม ‘ขวาล่าง’ และกลุ่มอสังหาฯ น่าเป็นห่วง
เมื่อเจาะลึกผ่านการวิเคราะห์เมทริกซ์รายอุตสาหกรรม โดยเปรียบเทียบระหว่างการเติบโตของรายได้และการเติบโตของอัตรากำไร (Profit Margin) พบความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างผู้เล่นรายใหญ่และ SME
- กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่อยู่ในกล่อง ‘ขวาบน’ โดยรายใหญ่หลายอุตสาหกรรมมีการเติบโตที่ดีทั้งในแง่รายได้และกำไร เช่น ธุรกิจโรงแรม, Health Care, สื่อสาร และภาคขนส่ง สะท้อนถึงความได้เปรียบในการแข่งขันและการบริหารจัดการต้นทุน
- กลุ่ม SME แทบไม่ปรากฏในกล่อง ‘ขวาบน’ โดย SME ส่วนใหญ่หนีไม่พ้นการตกไปอยู่ในกล่อง ‘ขวาล่าง’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่แม้รายได้จะเริ่มกลับมาเติบโต แต่กำไรกลับไม่ฟื้นตัว ได้แก่ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, เคมีภัณฑ์ และภาคเกษตรกรรม แสดงถึงแรงกดดันจากต้นทุนรอบด้านที่ไม่สามารถผลักภาระไปยังผู้บริโภคได้
- กลุ่มที่น่าจับตาและอ่อนแอทั้งคู่ โดยมีรายได้หดตัว และกำไรลดลง ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่อุตสาหกรรมที่ทั้งรายได้และกำไรยังคงอยู่ในทิศทางที่อ่อนแอ แม้แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่บางส่วนที่รายได้เพิ่มขึ้น แต่กำไรก็ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากกำลังซื้อชะลอตัว ต้นทุนที่สูงขึ้น และไม่สามารถปรับเพิ่มราคาขายในภาวะตลาดที่ซบเซาได้
โอกาสจาก Megatrends VS ความเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ และกำลังซื้อซบเซา
ปราณิดา ชี้ว่า การเติบโตของธุรกิจในระยะข้างหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจนั้นสามารถเชื่อมโยงเข้ากับ Megatrends ใหม่ๆ ของโลกได้มากน้อยเพียงใด
โอกาสการเติบโต (กลุ่มขาบน)
- Digital & AI & Data Center อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับดิจิทัล AI อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงบริการสนับสนุน เช่น Electronic, Cloud Service และภาคก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง Data Center
- Green Transition ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น พลังงานหมุนเวียน, เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture), EV Ecosystem และ Green Logistics
- Consumer Trends ธุรกิจที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะ Health Care, Wellness และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism)
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา (กลุ่มขาล่าง)
- อุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง/ใช้พลังงานเข้มข้น: เช่น ปิโตรเคมี, วัสดุก่อสร้าง และยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป
- มาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ: โดยเฉพาะมาตรการภาษีตาม Section 301 และประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) จากประเทศจีนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
- ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ: เช่น อสังหาริมทรัพย์, ภาคการก่อสร้าง, ค้าปลีก และสินค้าฟุ่มเฟือย ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อซบเซา
เปิดทางรอด SME ไม่ต้องทุ่มเงินก้อนใหญ่ แต่ต้องลง ‘ถูกสนาม’
สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่กำลังเผชิญความเปราะบาง SCB EIC มองว่า ความท้าทายสำคัญในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การสร้างรายได้เพียงอย่างเดียว แต่คือ “ความสามารถในการทำกำไร” ท่ามกลางกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ต้นทุนสูง และการแข่งขันรุนแรง
เนื่องจาก SME มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทางรอดที่แท้จริงจึงไม่ใช่การทุ่มเงินลงทุนก้อนใหญ่ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับจุดแข็งของตนเอง ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก
- หลีกเลี่ยงการแข่งราคาโดยตรงกับรายใหญ่และสินค้านำเข้า การแข่งด้านราคาเป็นสนามที่ SME เสียเปรียบอย่างมาก จึงควรหันมาสร้างความแตกต่าง (Differentiation) หาความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ลูกค้ายอมจ่ายเพื่อคุณภาพ
- ปรับตัวเข้าสู่ Supply Chain ของผู้เล่นรายใหญ่ แทนที่จะเติบโตเพียงลำพัง SME ควรผันตัวเป็น Supplier ในห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ได้รับประโยชน์จาก Megatrends เช่น Data Center, Health Care หรือ Green Transition
- ใช้เทคโนโลยีเพื่อ ‘ลดต้นทุน’ มากกว่าการลงทุนขนาดใหญ่ เลือกลงทุนในเทคโนโลยีที่ใช้เงินไม่มากแต่เพิ่มประสิทธิภาพได้จริง เช่น ระบบจัดการสต็อกสินค้า, เครื่องมือออนไลน์บริหารลูกค้า (CRM) หรือการใช้ AI ช่วยจัดการงานเอกสารและการตลาด
- บริหารสภาพคล่องและเลือกสนามแข่งที่ได้เปรียบ เน้นรักษาสภาพคล่องทางการเงินในยุคที่ทุนมีจำกัด และเลือกลงทุนเฉพาะในตลาดที่ตนเองมีศักยภาพในการแข่งขันสูง