Cover Image

ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยป่วยโตช้า SME แบกภาระดอกเบี้ย 7.8%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่บทความจากการใช้ข้อมูลงบการเงินระดับนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ในช่วงปี 2542–2567 ร่วมกับข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาจากสถาบันการเงิน เพื่อติดตามว่าเงินทุนในระบบเศรษฐกิจกำลังไหลไปสู่กิจการประเภทใด และพบสัญญาณการจัดสรรเงินทุนผิดพลาด หรือ “ทุนอยู่ผิดที่” (Capital Misallocation) ซึ่งเป็นปัญหาที่กำลังสะสมและรุนแรงขึ้น

เศรษฐกิจไทยเติบโตชะลอตัวลงต่อเนื่องตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา แม้จะมีคำอธิบายจากหลายปัจจัย ทั้งสังคมสูงวัย การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การลงทุนที่ซบเซา และการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก แต่ปัจจัยดังกล่าวอาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายการสูญเสียศักยภาพการเติบโตของไทยทั้งหมด เนื่องจากในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ การเติบโตขึ้นอยู่กับทั้งปริมาณทรัพยากร และประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรไปสู่กิจกรรมที่สร้างผลตอบแทนได้สูงสุด

ทั้งนี้ งานวิจัยล่าสุดของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เรื่อง “จัดสรรรันทด: โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย” พบว่า ปัญหาสำคัญของไทยอาจไม่ใช่การมี “ทุนน้อยเกินไป” แต่เป็นภาวะที่ “ทุนอยู่ผิดที่” ซึ่งนำไปสู่โจทย์สำคัญเชิงนโยบายในการทำให้เงินทุนไหลไปสู่ธุรกิจที่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับประเด็นสำคัญจากงานวิจัย พบว่า ประการแรก เศรษฐกิจมหภาคที่ชะลอตัวสะท้อนผ่านภาคธุรกิจที่เติบโตช้าลงและมีผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ลดลง โดยอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ของภาคธุรกิจไทยลดลงจาก 8.3% ในปี 2556 เหลือ 6.3% ในปี 2567 ซึ่งไม่ได้เกิดจากกำไรที่ลดลง แต่เกิดจากประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Asset Turnover) ที่ถดถอยจากระดับ 1.24 รอบ เหลือเพียง 0.88 รอบในแทบทุกภาคธุรกิจ สะท้อนว่าสินทรัพย์ 1 หน่วยในปัจจุบันสร้างรายได้น้อยกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน

ประการที่สอง ทุนของเศรษฐกิจไทยกำลัง “อยู่ผิดที่” และธุรกิจที่มีประสิทธิภาพต่ำกลับเติบโตมากกว่า โดยเม็ดเงินทุนไหลไปกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มกิจการที่มีประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ลดลง ขณะที่กิจการที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกลับเติบโตได้จำกัด หรือมีอัตราหดตัวลงอย่างสวนทาง สะท้อนถึงทรัพยากรที่ไหลไปหล่อเลี้ยงกิจการที่ด้อยประสิทธิภาพ แทนที่จะสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพสูงกว่า

ประการที่สาม กลไกสินเชื่ออาจยังจัดสรรทุนไม่สอดคล้องกับประสิทธิภาพของธุรกิจ โดยระบบการเงินไทยพึ่งพาสินเชื่อธนาคารเป็นหลัก (Bank-based System) ในสัดส่วนมากกว่า 50% ขณะที่กิจการมากกว่า 80% ในระบบไม่ปรากฏข้อมูลการเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงได้รับสินเชื่อในสัดส่วนน้อย และยังต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่ากลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพต่ำ สะท้อนกลไกสินเชื่อที่ยังจัดสรรเงินทุนไม่สอดคล้องกับศักยภาพของธุรกิจอย่างแท้จริง

ประการที่สี่ ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ต้องเผชิญข้อจำกัดสองด้าน ทั้งการเข้าถึงเงินทุนที่ยากกว่า และการถูกคิดอัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่าระดับความเสี่ยงจริง (Premium) ขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (SiCorp) ได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าระดับความเสี่ยงจริง (Discount)

โดยพบว่า SMEs ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก มีเพียง 1 ใน 5 เท่านั้นที่ได้รับสินเชื่อ เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าถึงสินเชื่อได้ถึง 60% ขณะเดียวกัน SMEs ยังต้องแบกรับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึง 7.8% ต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่จ่ายเพียง 3.9% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ SMEs ซึ่งมีการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน และพึ่งพาเงินทุนภายนอกเป็นหลัก

ประการที่ห้า สินเชื่อมีความกระจุกตัวสูง โดย 3 ใน 4 อยู่ในมือบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs นับแสนรายได้รับส่วนแบ่งเพียง 1 ใน 4 ของสินเชื่อทั้งหมด โดยโครงสร้างสินเชื่อมากกว่า 75% กระจุกตัวอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่เพียง 15,000 แห่ง และในจำนวนนี้ราว 1,000 แห่ง จ่ายดอกเบี้ยต่ำเพียง 3–4%

ส่วนสินเชื่ออีก 25% ที่เหลือต้องกระจายไปยัง SMEs มากถึง 110,000 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอายุน้อย และต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึง 6% สะท้อนความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร และส่งผลให้พลังขับเคลื่อนของธุรกิจเกิดใหม่ถูกจำกัดลงอย่างน่ากังวล

ดังนั้น โจทย์ของเศรษฐกิจไทยอาจไม่ใช่การมีทุนน้อยเกินไป แต่เป็นการที่ “ทุนอยู่ผิดที่” โดยแนวนโยบายสำคัญควรมุ่งยกระดับคุณภาพของการจัดสรรทรัพยากรทางการเงิน ทั้งการลดปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล (Information Frictions) ผ่านการพัฒนาระบบข้อมูลเครดิตให้ครอบคลุมมากขึ้น และส่งเสริมการใช้ข้อมูลทางเลือกในกระบวนการประเมินสินเชื่อ เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น และเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ต้องปรับกลไกค้ำประกันสินเชื่อให้สะท้อนความเสี่ยง โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันในอัตราเดียว (Flat Rate) แต่กำหนดต้นทุนในการเข้าร่วมโครงการตามระดับความเสี่ยงจริง และให้กิจการที่ได้รับประโยชน์ร่วมรับภาระตามความเสี่ยงที่แท้จริงของตน เพื่อรักษาแรงจูงใจในการบริหารความเสี่ยงของทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้

รวมถึงส่งเสริมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงจริง (Risk-based Pricing) ด้วยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สะท้อนความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อให้เงินทุนไหลไปสู่กิจการที่มีผลตอบแทนดี

นอกจากนี้ ควรเพิ่มทางเลือกและส่งเสริมการแข่งขัน ด้วยการมีผู้ให้บริการทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาช่องทางระดมทุนรูปแบบใหม่ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน เปิดทางให้ธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถเติบโตได้มากขึ้น และลดการพึ่งพาช่องทางสินเชื่อธนาคารเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน ต้องเฝ้าระวังการตั้งราคาต่ำกว่าความเสี่ยง (Underpricing of Risk) ด้วยการติดตามพฤติกรรมการคิดดอกเบี้ยต่ำเกินจริงในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ภาคการเงินเป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งในการส่งผ่านทรัพยากร การดำเนินนโยบายจึงต้องเดินหน้าควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจยกระดับผลิตภาพของตนเอง รวมถึงการสนับสนุนสภาพคล่องที่ผูกโยงกับเป้าหมายการปรับตัวทางธุรกิจ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้ทุนของประเทศกลับมาทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพและยั่งยืนต่อไป

Back To Top