Cover Image

รัฐบาลสายลมแสงแดด (กับ Singing Cabinet) | สุรชาติ บำรุงสุข - มติชนสุดสัปดาห์

 อีกไม่นานการอภิปรายไม่ไว้วางใจคงเกิดขึ้นในสภา หลายฝ่ายดูจะจับจ้องอย่างมากว่า ผู้นำรัฐบาลจะมีท่าทีในการรับมืออย่างไร ซึ่งทำให้เราต้องย้อนกลับไปดูภาพของการประชุม ครม สัญจรที่ภาคใต้ เพราะสัญญาณภาพการประชุมวันนั้น น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงภาพทางการเมืองมากขึ้น

    ภาพของความบันเทิงในวันนั้น ดูจะเป็นเรื่องทางการเมือง มากกว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังจะเห็นได้ว่า ภาพสำคัญของการประชุมดูจะถูกสื่อสารผ่านงานเลี้ยงในช่วงเย็นวันนั้น ซึ่งน่าจะเป็นภาพของสัญญาณการเมืองที่ชัดเจนในความเป็นเอกภาพของรัฐบาล

สื่อสารด้วยเสียงเพลง

    แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในเรื่องของ 3 จังหวัด อาจจะมีความรู้สึก “ผิดหวัง” อยู่บ้าง เพราะในขณะที่การประชุมถูกจัดขึ้นในภาคใต้นั้น พร้อมกันนั้น ปัญหาภาคใต้ทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เจ้าหน้าที่จึงมีความหวังอยู่บ้างว่า จะมี “อะไรๆ” ในเชิงนโยบายถูกส่งออกมาจากการประชุมครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีอะไรปรากฏชัด

    เมื่อไม่มีอะไรถูกส่งออกมา จึงทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่ที่ทำงานใน 3 จังหวัด มีความรู้สึกว่า รัฐบาลดูจะไม่ได้ให้ความสนใจกับปัญหาในพื้นที่มากนัก ทั้งที่ปัญหารุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และยังรู้สึกอีกด้วยว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาดังกล่าว

     ปฏิเสธไม่ได้ว่าในมุมมองของเจ้าที่ที่ทำงานในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดนั้น พวกเขาอยากเห็นนายกฯ เป็นคน“ถือธงนำ” ในนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหา อยากเห็นบทบาทของนายกฯ ในการ “ขับเคลื่อน” นโยบายที่จะช่วยแก้ปัญหา

    แต่ดังที่กล่าวแล้ว ภาพที่ชัดเจนของการประชุมกลับถูกเน้นในเรื่องของงานเลี้ยง เพราะงานเลี้ยงวันนั้นเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังมีความเข้มแข็ง และหวังว่างานเลี้ยงที่มื่นชื่นจะเป็นปัจจัยในการ “สยบข่าวลือ” เรื่องการสร้างพันธมิตรใหม่ด้วยภาพแทนของสีคือ พันธมิตร “แดง-เขียว-ส้ม” 

    ภาพสังสรรค์เฮฮาของนักการเมืองในวันนั้น จึงช่วยสยบข่าวเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในอนาคตได้อย่างมาก เพราะเท่ากับเป็นสัญญาณว่า “แดงไม่แตกทัพ” ออกไปร่วมกับ “เขียว” อย่างแน่นอน และคงไม่มีอะไรจะเป็น “จุดพีค” สุดมากเท่ากับภาพ “รัฐมนตรีสาวของ ภท. หอมแก้ม อ. เชน” 

    ภาพนี้จึงอาจทำให้เราตีความในแบบละครทีวีไทยได้ว่า เป็นการ “หอมแก้มจองตัว … ห้ามหนีไปไหนนะ!” พร้อมกับในอีกด้าน นายกฯ อนุทิน เองก็มีท่าทีในแบบ “ให้เกียรติ์” อ. เชน อย่างมากในเวที “ครม. ร้องเพลง” ภาพเช่นนี้ จึงเสมือนกับเป็นสัญญาณว่า ครม. ยังมีเอกภาพ ไม่มีทางที่จะแตกออกไป เพื่อสร้างพันธมิตรใหม่ตามข่าวลือเช่นที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อ “เขย่าขวัญ” พลพรรคของฝ่ายรัฐบาล

    แต่ว่าที่จริง โอกาสของพันธมิตร “แดง-เขียว-ส้ม” นั้น ก็ใช่ว่าจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ง่าย เพราะความขัดแย้งระหว่างสีทางการเมืองที่ไม่จบ และเฉพาะหน้าก็ยังมองไม่ออกถึงความเป็นไปได้ของการรวมเช่นนั้น

     กระนั้น เวที “ครม. ร้องเพลง” ก็เป็นสัญญาณทางการเมืองที่ชัดว่า ครม. จะยังมีความเป็นเอกภาพอย่างเหนียวแน่น เพราะในส่วนของนักการเมืองเองก็ไม่มีใครหลุดออกไปจากรัฐบาล สัญญาณ “เสียงเพลง ครม.” จึงเท่ากับบอกว่า “พันธมิตรใหม่ 3 สี” จะไม่มีทางเป็นจริงเป็นอันขาด

     ว่าที่จริงแล้ว ทุกรัฐบาลมีความหวังเหมือนกันเสมอว่า รัฐบาลจะยังเกาะกันแน่น ไม่แตกไปไหน จนกว่าการแตกแยกจะเกิดขึ้นจริงๆ สังคมจึงจะเห็น

ความแข็ง vs. ความอ่อน

     ถ้ามองภาพรวมแล้ว เราอาจจะเห็นภาพที่แตกต่างออกไป แม้รัฐบาลอาจมี “จำนวนมือ” ที่เข้มแข็งในสภาทั้งมี “อำนาจพิเศษ” จากองค์กรต่างๆ ที่พร้อมจะอุ้มรัฐบาลให้อยู่รอดปลอดภัยเสมอ รวมทั้งอำนาจในวุฒิสภาตลอดรวมถึงภาพ “นายกฯลงเรือ” ซึ่งภาพเหล่านี้ ล้วนยืนยันว่า “รัฐบาลอยู่นาน … นายกฯ อยู่รวด!”

     ในอีกด้าน รัฐบาลกลับมีความเปราะบางทางการเมืองอย่างมาก ทั้งยังเผชิญกับปัญหารุมเร้าไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฮั้ว สว. ปัญหาเขากระโดง ปัญหาความน่าเชื่อถือของรัฐบาลโดยเฉพาะจากปัญหาการจัดการพลังงานจากสงครามอิหร่าน ปัญหาความโปร่งใสของโครงการ AI และยังรวมถึงปัญหาภาพลักษณ์ของตัวบุคคลในรัฐบาล และปัญหาที่จะเป็นปัจจัยกระแทกนายกและรัฐบาลในอนาคตอย่างมากคือ ปัญหาเศรษฐกิจ

      เรื่องราวเหล่านี้ เป็นสัมภาระห่อใหญ่ทั้งของรัฐบาล และเป็นของพรรคภูมิใจไทยอีกด้วย และเป็นสัมภาระที่ตัวนายกฯ เองจะต้องแบกต่อไปในอนาคตด้วย แม้ในอีกด้าน นายกฯ จะยังปล่อยปัญหากัมพูชาให้เกิดภาวะ“หยุดนิ่ง” เพื่อใช้กระแสชาตินิยมในการค้ำจุนรัฐบาล

      นอกจากนี้ ในท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้น เราจึงอาจเปรียบเทียบได้ว่า ตัวนายกฯ อนุทินจึงไม่ต่างอะไรกับ“กัปตันใหญ่” ที่ต้องพารัฐนาวาไทยลำนี้ ให้ผ่านคลื่นลมแรงอยู่รอดไปให้ได้ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่รัฐบาลจะเผชิญกับเสียงเรียกร้องที่ต้องการเห็น “กัปตันเรือ” แสดงออกเพื่อให้บรรดาผู้ที่อยู่ในรัฐนาวานี้ มีความมั่นใจว่า เรือจะไม่จมลงกลางทะเล เพียงเพราะกัปตันเรือไม่มีความสามารถในการแบกรับปัญหาไม่ได้

      ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้คนอยากเห็น ความจริงจังของนายกฯ ในยามนี้ แม้นายกฯ อาจมีทักษะด้านดนตรี แต่บางครั้งภาพที่ออกมาอาจกลายเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดีในความรู้สึกของผู้คนในสังคม … นายกฯอาจใช้ดนตรีสร้างเอกภาพของ ครม. นายกฯ อาจใช้ดนตรีกระชับมิตรทางการทูต แต่สิ่งเหล่านี้ ถ้าดำเนินการมากจนเกินความจำเป็นแล้ว อาจทำให้ภาพที่ออกมากลายเป็น “นายกฯ นักดนตรี” ไม่ใช่ภาพของ “นายกฯ นักบริหาร” จนสิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของความเป็นนายกฯ ไปเสียเอง และอาจกลายเป็นผลลบทางการเมืองอย่างไม่คาดคิด

     เนื่องจากการแสดงออกในลักษณะเช่นนี้กำลังสร้าง “ภาพจำ” ของตัวนายกฯ เอง เช่น ภาพในวันนี้ของนายกฯ อนุทิน คือ “นายกฯ นักร้องนักดนตรี” แต่ผู้คนอาจจะไม่มีภาพของ “นายกฯ นักบริหาร” ที่เข้ามาแก้ปัญหาของประเทศ จนคนทั่วไปอาจจะมองว่า บทบาทเช่นนี้กำลังทำให้เกิด “รัฐบาลสายลมแสงแดด” ที่ไม่มีทิศทางการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง หรือกลายเป็น “Singing Cabinet” ที่ไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาของประเทศ

     ว่าที่จริงแล้ว “นายกฯ นักดนตรีกับรัฐบาลสายลมแสงแดด” นั้น ดูจะเป็นอะไรที่สอดรับกันพอดีในบริบทของความบันเทิง แต่เมื่อประเทศต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ รุมเร้าทั้งภายนอกและภายในแล้ว “รัฐบาลสายลมแสงแดด” กับ “นายกฯ นักดนตรี” อาจจะไม่ตอบสนองต่อจิตวิทยาการเมืองของผู้คนในสังคมยามนี้เท่าใดนัก

     แต่ก็ต้องยอมรับว่า นายกฯ อนุทิน กำลังใช้เสียงเพลงและดนตรีเป็นเครื่องมือของการสื่อสารการเมือง แม้ในอดีต เราอาจพอเห็นบ้างจากท่านนายกฯ เปรม แต่รอบนี้ ชัดเจนกว่ากับ “การเมืองของเสียงเพลง” ของนายกฯ อนุทิน

การเมืองของเสียงเพลง

      ฝ่ายการเมืองอาจต้องยอมรับความจริงที่สำคัญว่า ผู้คนโดยทั่วไปกำลังเผชิญกับวิกฤตในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะการรุมเร้าของ “ปัญหาเศรษฐกิจครอบครัว” หรือเจ้าหน้าที่ในภาคใต้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากการก่อเหตุวางระเบิดและสังหารจากขบวนการแบ่งแยกดินแดน เป็นต้น คนเหล่านี้จึงอยากเห็นภาพอีกด้านที่ไม่ใช่ “ครม. สายลมแสงแดด” 

     สุดท้ายนี้ แม้จะเขียนวิจารณ์ “ครม. สายบันเทิง” มาเสียยืดยาว แต่ในอีกด้านหนึ่ง อยากจะขอนำเสนอว่า นายกฯ อนุทิน กำลังสร้างเวทีการเมืองภูมิภาคใหม่ และผมขอเรียกว่า “ASEAN Prime-Ministerial Music Club” หรือ “ชมรมดนตรีนายกรัฐมนตรีอาเซียน” ซึ่งในการประชุมผู้นำสูงสุดอาเซียนรอบหน้า เปิดตัวได้เลยครับ เพราะนายกฯ ไทยสามารถจับผู้นำในอาเซียนร้องรำทำเพลงได้อย่างสนุกสนาน … พอมีทางที่ “เวทีเพลงอาเซียน” ของนายกฯ ไทยจะชวนผู้นำกัมพูชามา “สมานฉันท์ผ่านเสียงดนตรี” หรือชวนผู้นำพม่ามา “เล่นดนตรีลดสงคราม” บ้างได้ไหมครับ … 

    อันนี้พูดจริงๆ ไม่ได้แซวเล่นนะครับ อยากเห็นจริงๆ ครับท่านนายกฯ !

Back To Top