Cover Image

'ยศชนัน' เปิดแผน Siam Silica ในงาน THECA 2026

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยเนื้อหา Framework สำหรับโครงการ Siam Silica เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศในการลงทุนและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอย่างเป็นระบบ ภายในงานเลี้ยงต้อนรับผู้ร่วมสนับสนุนการจัดงาน THECA 2026 และพิธีลงนาม MOU พัฒนากำลังคนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและเซมิคอนดักเตอร์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา

Table of Contents

ระหว่างปี 2565 ถึงกลางปี 2568 ไทยได้รับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม PCB รวม 180 โครงการ มูลค่าราว 200,000 ล้านบาท ขึ้นเป็นฐานการผลิต PCB อันดับ 1 ของอาเซียน และติด Top 5 ของโลก แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ส่วนแบ่งการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของไทยอยู่ที่ 1.37% ของอาเซียน ขณะที่อาเซียนทั้งภูมิภาคกินสัดส่วนราว 20% ของการค้าเซมิคอนดักเตอร์โลก ยุทธศาสตร์ ‘Siam Silica’ ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 คือความพยายามปิดระยะห่างระหว่างแผ่นวงจรที่ไทยผลิตได้แล้ว กับชิปที่วางอยู่บนแผ่นวงจรนั้นซึ่งไทยยังไม่ได้ผลิต และสิ่งที่ทำให้แผนนี้ต่างจากการประกาศนโยบายอุตสาหกรรมครั้งก่อน ๆ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเป้าหมาย แต่อยู่ที่โครงสร้างสามอย่างที่วางรองรับไว้แล้ว คือคณะกรรมการระดับชาติที่นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานด้วยตนเอง เครือข่ายพันธมิตรต่างประเทศที่ลงนามไปแล้ว และการวางตำแหน่งความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อเปิดรับการลงทุนจากทุกขั้วอำนาจ

‘ไทย’ ที่ 1 PCB ภูมิภาค แต่ไร้แต้มต่อในเซมิคอนดักเตอร์

ตัวเลขสองชุดข้างต้นมาจากประเทศเดียวกัน อุตสาหกรรมเดียวกัน และช่วงเวลาเดียวกัน ในภาพรวม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติคำขอในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงรวม 517 โครงการ มูลค่าราว 700,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2565 ถึงกลางปี 2568 โดยมี PCB เป็นสัดส่วนใหญ่ นักลงทุนมาจากไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา เยอรมนี เกาหลีใต้ และฮ่องกง คลื่นการลงทุนนี้ยังไม่หยุด เดือนพฤษภาคม 2569 BOI อนุมัติโครงการ PCB เพิ่มอีก 3 ราย มูลค่ารวมราว 22,000 ล้านบาท ได้แก่ Compeq Technology 9,170 ล้านบาท, Multi-Fineline Electronics 5,800 ล้านบาท และ Gold Circuit Electronics 7,230 ล้านบาท คาดว่าจะเกิดการจ้างงานใหม่กว่า 5,000 ตำแหน่ง

คำถามที่ตัวเลขชุดนี้ไม่ได้ตอบ คือ เงินที่ไหลเข้ามานั้นไปตกอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่มูลค่า? แผ่นวงจรพิมพ์คือ ฐานรองรับ ไม่ใช่ตัวคิดตัวคูณ มูลค่าเพิ่มสูงสุดในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หนึ่งชิ้นอยู่ที่การออกแบบวงจรรวม การผลิต Wafer และการประกอบแบบ Advanced Packaging ส่วนที่ไทยยึดครองอยู่คือปลายน้ำที่แข่งขันด้วยต้นทุน กำลังการผลิต และความเร็วในการส่งมอบ ซึ่งเป็นสามอย่างที่ประเทศเพื่อนบ้านไล่ตามได้ด้วยการลงทุนแบบเดียวกัน และนี่คือเหตุผลที่ตัวเลข 1.37% เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ดูบางเบา ตราบใดที่ไทยยังอยู่ปลายน้ำ ไทยจะรับผลกระทบเต็มจำนวนจากทุกความผันผวนของอุปสงค์โลก โดยไม่มีอำนาจกำหนดราคาหรือกำหนดสเปกของสิ่งที่ตัวเองผลิต

Thailand Lab International 2026

4 อุตสาหกรรมใน Siam Silica ไม่ได้แยกกันเดิน และ PCBA ตัวเชื่อมศักยภาพทั้งหมด

จุดที่ควรเข้าใจให้ชัดที่สุดเกี่ยวกับ Siam Silica คือ การจัดลำดับความสำคัญของขององค์ประกอบต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขเวลาและทรัพยากรที่จำกัด ซึ่งกรอบยุทธศาสตร์วางน้ำหนักไว้ 4 ส่วน และแต่ละส่วนมีต้นทุนการเข้าสู่ตลาดต่างกันอย่างมหาศาล

IC Design ใช้เงินลงทุนต่ำที่สุดและให้มูลค่าเพิ่มสูงที่สุด เพราะสินทรัพย์หลักคือคนและซอฟต์แวร์ออกแบบ ไม่ใช่โรงงาน บริษัทออกแบบชิปขนาดเล็กตั้งขึ้นได้โดยไม่ต้องมีสายการผลิตของตัวเอง แล้วส่งแบบไปผลิตที่ Foundry ในต่างประเทศ

Advanced Packaging เป็นส่วนที่ไทยมีต้นทุนเดิมมากที่สุด เพราะโรงงานประกอบและทดสอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในไทยมีอยู่จำนวนมาก การยกระดับจากการประกอบแบบเดิมไปสู่ Advanced Packaging จึงเป็นการต่อยอดฐานที่มี ไม่ใช่การเริ่มจากศูนย์

Power Devices มีมูลค่าสูงและมีอุปสงค์รองรับชัดเจนจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่ไทยมีฐานการผลิตอยู่แล้ว แต่ไทยยังขาดโครงสร้างพื้นฐานระดับโรงงานผลิตในกลุ่มนี้

Photonics และกลุ่ม Sensor ยังอยู่ในช่วงต้นของการแข่งขันระดับโลก ซึ่งหมายความว่าไทยเข้าสนามนี้ได้โดยไม่ต้องไล่ตามผู้ที่ทิ้งห่างไปแล้ว 10 ปี และมีปลายทางการใช้งานรองรับทั้ง Data Center อุปกรณ์การแพทย์ และการเกษตร

สิ่งที่มักหายไปเวลามีคนสรุปแผนนี้ คือ ทั้ง 4 ส่วนไม่ได้เป็นรายการที่เลือกทำอันใดอันหนึ่งได้ ในถ้อยแถลงของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ระบุเงื่อนไขนี้ไว้ตรง ๆ ว่าสามส่วนแรกจะไม่เกิดขึ้นจริงเลย ถ้าอุตสาหกรรม PCB, PCBA และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงไม่ขยายตัวควบคู่กันไป

เหตุผลเชิงกลไกคือชิปที่ออกแบบเสร็จต้องถูกประกอบลงบนบางสิ่ง อุปกรณ์ Power Device ต้องถูกติดตั้งในโมดูลจริง และเซนเซอร์ Photonics ต้องมีวงจรรองรับ ถ้าประเทศหนึ่งออกแบบชิปได้แต่ไม่มีฐานประกอบในประเทศ มูลค่าที่เกิดขึ้นจะไหลออกไปเกิดที่อื่นทันที ฐาน PCBA ที่ไทยสะสมมาสิบกว่าปีจึงไม่ใช่ส่วนที่ล้าสมัยและกำลังจะถูกแทนที่ แต่คือเงื่อนไขที่ทำให้อีกสามส่วนมีเหตุผลจะมาตั้งในไทยตั้งแต่แรก

เมื่อวางเรียงแบบนี้จะมองเห็นความสมเหตุสมผลของเป้าหมายภายในปี 2573 คือ บริษัท IC Design 8 ราย, โรงงาน Fabrication 1 แห่ง และ Advanced Packaging 2 แห่ง สังเกตว่าโรงงาน Fabrication ซึ่งแพงที่สุดในห่วงโซ่ ถูกตั้งเป้าไว้เพียงแห่งเดียว ขณะที่ IC Design ซึ่งถูกที่สุด ถูกตั้งเป้าไว้มากที่สุด นี่ไม่ใช่ความไม่ทะเยอทะยาน แต่คือการเลือกจุดเข้าที่ให้มูลค่าเพิ่มต่อทุนหนึ่งบาทคุ้มที่สุด ปลายทางคือการยกส่วนแบ่งการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของไทยจาก 1.37% ไปสู่ 8% ของอาเซียนภายในปี 2573

ปลายทางของห่วงโซ่นี้ไม่ใช่ชิป แต่คือการที่ไทยเป็นเจ้าของฮาร์ดแวร์ที่ AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

คำถามที่ผู้ประกอบการควรถามต่อ คือ ‘สร้างห่วงโซ่ชิปขึ้นมาเพื่ออะไร’ เพราะการมีบริษัทออกแบบชิป 8 รายไม่ใช่เป้าหมายทางเศรษฐกิจในตัวมันเอง ข้อโต้แย้งที่ปรากฏในถ้อยแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ตรงไปตรงมามากกว่าที่หลายฝ่ายสรุปกัน สาระคือ AI ในความหมายของโมเดลภาษาและซอฟต์แวร์ ไม่ใช่สนามที่ไทยได้เปรียบ เพราะไทยไม่ได้มีทุน ข้อมูล หรือกำลังประมวลผลระดับที่จะแข่งกับผู้เล่นรายใหญ่ของโลกได้ แต่สิ่งที่ไทยมีจริงคือฐานการผลิตทางกายภาพ ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเครื่องจักร ข้อเสนอจึงเป็นการยกระดับไปสู่การเป็นฐานของ ‘Physical AI’ คือ AI ที่ทำงานอยู่ในเครื่องจักร หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติจริง แทนที่จะไล่แข่งในสนามซอฟต์แวร์

ในเชิงอุตสาหกรรม ข้อเสนอนี้แปลว่าอะไร? เพราะ Physical AI ต้องการฮาร์ดแวร์เฉพาะทางที่ไม่ใช่ชิปประมวลผลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์ที่อ่านค่าจากโลกจริง, อุปกรณ์ Power Device ที่จัดการพลังงานในหุ่นยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า, ชิปควบคุมเฉพาะงาน และการประกอบระดับ Advanced Packaging ที่รวมชิ้นส่วนต่างชนิดเข้าด้วยกันในพื้นที่จำกัด ซึ่งเป็นรายการที่ทับซ้อนกับ 4 อุตสาหกรรมย่อยใน Siam Silica เกือบทั้งหมด

นอกจากนี้ ในถ้อยแถลงยังระบุถึงการรวบรวมข้อมูลการผลิตของไทยเพื่อพัฒนาเป็น Foundation Model ด้านการผลิต ซึ่งเป็นการใช้สิ่งที่โรงงานไทยมีอยู่แล้วและไม่มีใครมีเหมือน นั่นคือข้อมูลกระบวนการผลิตจริงในระดับปริมาณมาก เป็นวัตถุดิบทางยุทธศาสตร์

ทิศทางนี้สอดคล้องกับเหตุผลที่ Photonics ถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในสี่เสา เพราะคลื่นการลงทุน Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่กำลังเข้าภูมิภาคนี้ ต้องการอุปกรณ์เชื่อมสัญญาณเชิงแสงในปริมาณที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โครงสร้างการตัดสินใจถูกยกขึ้นไปอยู่เหนือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

สำหรับคนที่เคยเห็นนโยบายอุตสาหกรรมของไทยมาหลายรอบ คำถามที่แท้จริงไม่ใช่แผนดีหรือไม่ แต่คือแผนนี้จะยังอยู่ไหมในอีก 3 ปี?

ความเข้มแข็งในจุดนี้กลับเป็นความแตกต่างจากเวฟที่ผ่านๆ มาอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วยตนเอง ซึ่งหมายความว่าการตัดสินใจเรื่องการลงทุน สิทธิประโยชน์ และการจัดสรรทรัพยากร ไม่ได้ค้างอยู่ที่การประสานงานระหว่างกระทรวง แต่ถูกยกขึ้นไปที่ระดับที่สั่งข้ามกระทรวงได้

ใต้ระดับนโยบายลงมา หน้าที่ถูกแบ่งชัดเจน สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) รับผิดชอบกรอบกำลังคนและ Siam Silica Framework สวทช. วช. และ NIA รับงานวิจัยและนวัตกรรม BOI รับด้านสิทธิประโยชน์และการดึงการลงทุน โดยมี ‘โครงการชิปแห่งชาติ’ เป็นกลไกที่มุ่งไปที่การออกแบบและผลิตชิปในประเทศ ด้วยรูปแบบที่เอกชนร่วมลงทุน
ในถ้อยแถลงยังระบุถึงการทำให้หน่วยงานเหล่านี้เป็นจุดติดต่อเดียวสำหรับนักลงทุน ทั้งเรื่องกำลังคน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานการฝึกอบรม พร้อมกับโครงสร้างรองรับอย่างศูนย์ฝึกอบรมระดับภูมิภาคที่กระจายอยู่นอกกรุงเทพฯ และโรงงานต้นแบบระดับชาติสำหรับการผลิตจำนวนน้อยเพื่อการทดสอบ

สำหรับผู้ประกอบการ ความหมายในทางปฏิบัติของโครงสร้างแบบนี้มีข้อเดียว คือ คำถามเรื่องกำลังคนและสิทธิประโยชน์ไม่ต้องวิ่งหลายประตูเหมือนเดิม

เร่งความเร็วด้วยการนำเข้าศักยภาพภายนอก ก่อนเร่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน

ข้อจำกัดที่ชัดที่สุดของไทยในอุตสาหกรรมนี้ คือ องค์ความรู้เชิงลึก ซึ่งใช้เวลาสะสมเป็นสิบปี และแผนนี้ตอบสนองต่อเงื่อนไขที่ว่า ‘การรอคอย คือ การเสียโอกาสที่มีมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆ’

พันธมิตรที่ปรากฏในเอกสารเผยแพร่ของ อว. ประกอบด้วย IMEC ของเบลเยียม ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยไมโครอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ผลิตชิประดับโลกใช้เป็นฐานวิจัยร่วม, ASML ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิปที่แทบไม่มีคู่แข่งในระดับเทคโนโลยีสูงสุด, SMART Photonics และ PhotonDelta ในสาย Photonics รวมถึงมหาวิทยาลัย TU Delft และ TU/e ของเนเธอร์แลนด์ โดยมีโมเดล Project Beethoven ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งรัฐลงทุน 2.5 พันล้านยูโร ถูกอ้างอิงเป็นตัวอย่างของขนาดการลงทุนภาครัฐที่ระบบนิเวศแบบนี้ต้องใช้

ในฝั่งกำลังคน อว. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ Arizona State University เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านเซมิคอนดักเตอร์และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของไทย โดยเน้นที่การยกระดับอาจารย์และหลักสูตร รายชื่อเปล่านี้สะท้อนเงื่อนไขสำคัญที่ว่า เทคโนโลยีไม่อาจได้มาฟรี แต่จำเป็นต้องสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ถูกย่อจากการเริ่มเองตั้งแต่ก้าวแรก มาเป็นการเข้าไปอยู่ในเครือข่ายที่ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว เพื่อเร่งกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่หลายประเทศในเอเชียใช้ตอนเริ่มต้นอุตสาหกรรมนี้

ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ คือ สินทรัพย์ทางการค้าที่ทรงพลัง

ประเด็นนี้อยู่ในถ้อยแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. อย่างชัดเจน และเป็นประเด็นที่มีน้ำหนักทางธุรกิจมากกว่าที่รูปประโยคทางการทูตทำให้ดูเหมือนถ้อยแถลงตามมารยาท การที่ประเทศไทยประกาศวางตัวเป็นกลางทางการเมืองสำหรับอุตสาหกรรมนี้ เปิดให้ทุกประเทศเข้ามาทำงานได้ พร้อมกับการอำนวยความสะดวกระดับปฏิบัติสำหรับบุคลากรต่างชาติ เช่น การหาโรงเรียนสำหรับบุตรหลานและการจัดการเรื่องการเข้าออกประเทศ กลายเป็นพื้นที่กลางที่ทำให้ทุกธุรกิจสามารถลงทนและเติบโตไปด้วยกันได้โดยไม่ต้องกังวลจากผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์

เหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญกับผู้ประกอบการ ไม่ใช่เพราะเรื่องอุดมการณ์ แต่เป็นเรื่องความต่อเนื่องของธุรกิจ โดยเฉพาะคำสั่งซื้อที่เกิดขึ้น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกในเวลานี้ถูกแบ่งด้วยมาตรการควบคุมการส่งออกและเงื่อนไขด้านแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ผลิตจำนวนมากจึงต้องการฐานการผลิตที่ทำธุรกิจกับลูกค้าได้ทั้งสองฝั่งโดยไม่ต้องเลือกข้าง ฐานการผลิตที่มีคุณสมบัตินี้มีไม่มากในโลก และข้อเท็จจริงว่านักลงทุน PCB ที่เข้าไทยในช่วงที่ผ่านมามาจากทั้งไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และเกาหลีใต้พร้อมกัน เป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าแนวคิดดังกล่าวมีน้ำหนัก มีความสำคัญ และเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการกำลังมองหา

ประเด็นหนึ่งที่ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาบอกเล่าในการนำเสนอครั้งนี้ คือ งบประมาณที่ผูกพันธ์กับยุทธศาสตร์ Siam Silica โดยตรงว่าจะมีมูลค่าเท่าไหร่ หรือถูกนำไปใช้ในส่วนใดบ้าง

‘กำลังคน’ คอขวดของจริงที่ต้องลงลึกถึง ‘ต้นน้ำ’

สอวช. ประเมินความต้องการกำลังคนของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงไว้ที่ราว 100,000 คนภายใน 5 ปี บวกกับกำลังคนด้านวิจัยและระดับสูงอีกราว 30,000 คน ภายในตัวเลขรวมนั้น กรอบ Siam Silica ระบุความต้องการเฉพาะเจาะจงลงไปในรายละเอียดจริง ทำให้จับต้องและคาดการสถานการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น ได้แก่

ตัวเลขของผู้ฝึกสอนและอบรมทักษะ 152 คนแรก เป็นหนึ่งในตัวเลขที่สำคัญอย่างมาก เพราะเป็นต้นน้ำที่จะทำให้เกิดการพัฒนากำลังคนที่เหลือตามมา หากกลุ่มนี้ไม่เกิด อีก 2,833 คนก็ไม่เกิด เป้าหมาย 8 บริษัท IC Design ก็ไม่มีคนเข้าไปขับเคลื่อน

ความสำคัญของแนวคิด Train the Trainer จึงส่งผลต่อและเป็นเหตุผลที่บันทึกความเข้าใจกับ Arizona State University รวมถึงการออกแบบ ‘หลักสูตรกลางด้านเซมิคอนดักเตอร์’ ให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศใช้ร่วมกัน มีน้ำหนักมากกว่าที่ข่าวความร่วมมือทางวิชาการทั่วไปมักได้รับสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรอ่านออกจากโครงสร้างนี้มี 2 ประเด็น

ประเด็นแรก จังหวะเวลาของโอกาสไม่ได้เท่ากันทุกส่วน สำหรับโรงงานที่อยู่ในสาย PCBA และการประกอบอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว เส้นทาง Advanced Packaging คือเส้นทางที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด เพราะเป็นการยกระดับจากฐานที่มี ไม่ใช่การเปลี่ยนธุรกิจ ส่วน IC Design เป็นสนามของทุนใหม่และบริษัทเกิดใหม่มากกว่าเป็นสนามของโรงงานเดิม

ประเด็นที่สอง เงื่อนไขที่แท้จริงในการเข้าร่วมคือคน ไม่ใช่เครื่องจักร ผู้ประกอบการที่เริ่มส่งช่างเทคนิคและวิศวกรเข้าสู่หลักสูตรและศูนย์ฝึกอบรมตั้งแต่ตอนนี้ จะอยู่ในตำแหน่งที่ต่างจากผู้ที่รอให้แผนชัดเจนก่อน เพราะกำลังคนกลุ่มนี้ใช้เวลาสร้างเป็นปี ไม่ใช่เป็นเดือน

สิ่งที่ Siam Silica ให้ได้จริงในวันนี้ คือข้อมูลที่มากพอจะตัดสินใจ ไม่ใช่คำรับประกัน

ระยะห่างระหว่างการเป็นฐานผลิต PCB อันดับ 1 ของอาเซียน กับการมีส่วนแบ่งเซมิคอนดักเตอร์ 1.37% คือคำอธิบายทั้งหมดว่าทำไม Siam Silica ถึงมีอยู่ คำตอบของมันไม่ใช่การไล่สร้างโรงงาน Fabrication แข่งกับใคร แต่คือการเข้าห่วงโซ่จากจุดที่ไทยจ่ายไหวและมีของเดิมรองรับ แล้วเดินไปหาปลายทางที่ไทยมีสิทธิ์เป็นเจ้าของจริง คือฮาร์ดแวร์ของ Physical AI ที่ต้องเกิดในโรงงาน ไม่ใช่ในศูนย์ข้อมูล

สิ่งที่วางไว้แล้วและตรวจสอบได้คือคณะกรรมการระดับชาติที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เครือข่ายพันธมิตรที่ลงนามแล้วทั้ง IMEC, ASML, PhotonDelta และ Arizona State University และตำแหน่งความเป็นกลางที่พิสูจน์ตัวเองไปแล้วด้วยสัญชาติของนักลงทุนที่เข้ามาจริง

หนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้แผนนี้เดินไปข้างหน้าได้ ไม่ใช่เม็ดเงินจากต่างชาติซึ่งไหลเข้ามาอยู่แล้ว แต่คืออาจารย์ 152 คนที่ต้องมาก่อนคนอื่นทั้งหมด ในขณะที่ Ecosystem ต่างๆ กลับถูกเรียงร้อยเข้าด้วยกัน ผู้ประกอบการไทยในวันนี้อาจต้องถามตัวเองให้ดีว่า ‘จะปล่อยโอกาสผ่านไป หรือจะคว้าการเติบโตครั้งใหม่ไปพร้อมกัน’

Back To Top