Cover Image

ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 3 ฝ่าทะลวงวงล้อมที่เซกิงาฮาระ

ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 3 ฝ่าทะลวงวงล้อมที่เซกิงาฮาระ

บทความโดย : Histo Dawn www.marumura.com

ได้เวลาที่จะขยับนิ้วเคาะคีย์บอร์ด มาเล่าเรื่องราวในอดีตของประเทศญี่ปุ่นกันอีกครั้งแล้ว หลังจากที่เราได้ทราบถึงเรื่องราวความขัดแย้ง และจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่การยอมจำนนของตระกูลชิมะซึต่อขั้วอำนาจส่วนกลางไปแล้วในตอนก่อนหน้านี้ บัดนี้แผ่นดินญี่ปุ่นก็ดูเหมือนจะสงบสุขและอยู่ภายใต้ความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ทว่าสัจธรรมของการเมืองและอำนาจนั้นไม่เคยมีอะไรที่จีรังยั่งยืน เมื่อบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวอย่าง โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ได้ถึงแก่อสัญกรรมลงในปี ค.ศ. 1598 อำนาจการปกครองที่เคยรวมศูนย์อย่างเด็ดขาดก็เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรงอีกครั้ง

ในเวลานั้น ไดเมียวผู้ทรงอิทธิพลและมีประสบการณ์การเมืองมากที่สุดอย่าง โทกุงาวะ อิเอยาสึ (Tokugawa Ieyasu) ได้เริ่มเคลื่อนไหวและดำเนินกลยุทธ์เพื่อรวบรวมอำนาจทั้งหมดเข้าสู่ตนเองอย่างช้าๆ แต่อย่างมั่นคง การกระทำอันทะเยอทะยานนี้สร้างความไม่พอใจให้กับขุนนางสายบุ๋นผู้ภักดีต่อตระกูลโทโยโตมิเป็นอย่างมาก ในขณะนั้น อิชิดะ มิตสึนาริ (Ishida Mitsunari) ซึ่งเป็นขุนนางคนสำคัญที่ต้องการปกป้องเจตนารมณ์ของฮิเดโยชิ ก็ได้รวบรวมกำลังพลและพันธมิตรไดเมียวต่างๆ เพื่อลุกขึ้นต่อต้านอิเอยาสึอย่างเปิดเผย ความขัดแย้งทางผลประโยชน์นี้ลุกลามใหญ่โตเกินกว่าจะควบคุม จนนำไปสู่สงครามครั้งประวัติศาสตร์ที่ชี้ชะตาแผ่นดินญี่ปุ่น นั่นคือ ศึกเซกิงาฮาระ (Battle of Sekigahara) ซึ่งอุบัติขึ้นในปี ค.ศ. 1600 ครับ

ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 3 ฝ่าทะลวงวงล้อมที่เซกิงาฮาระ

Battle of Sekigahara

สำหรับตระกูลชิมะซึแห่งแคว้นซัตสึมะนั้น พวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกดึงดูดเข้าสู่วังวนของพายุสงครามครั้งนี้ได้ ในศึกชี้ชะตาครั้งนี้ ตระกูลชิมะซึภายใต้การนำทัพของขุนพลผู้ห้าวหาญอย่าง ชิมะซึ โยชิฮิโระ (Shimazu Yoshihiro) ซึ่งเป็นน้องชายของโยชิฮิสะ ได้ตัดสินใจนำกองกำลังเข้าร่วมกับกองทัพฝั่งตะวันตกของอิชิดะ มิตสึนาริ อันที่จริงแล้ว โยชิฮิโระเป็นนักรบที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน แต่ทว่า ด้วยเหตุผลทางการเมืองที่สลับซับซ้อนและความขัดแย้งภายในแคว้นซัตสึมะเอง ทำให้โยชิฮิโระไม่สามารถโน้มน้าวให้ทางแคว้นส่งกองทัพใหญ่มาช่วยรบได้ เขาจึงสามารถระดมกำลังพลมาร่วมรบได้เพียง 1,500 นายเท่านั้น จำนวนทหารเพียง 1,500 นายนี้ ถือว่าเป็นกองกำลังที่น้อยมากอย่างน่าใจหาย เมื่อเทียบกับกองทัพหลักของทั้งสองฝ่ายที่มีกำลังพลรวมกันหลักแสนนาย การนำทัพขนาดเล็กเข้าสู่มหาสงครามเช่นนี้ย่อมสร้างความกดดันให้กับโยชิฮิโระไม่น้อยเลยทีเดียว

Shimazu Yoshihiro

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในค่ายทัพตะวันตกก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อแม่ทัพใหญ่อย่างมิตสึนาริกลับแสดงท่าทีเพิกเฉยและไม่ให้ความสำคัญต่อคำแนะนำทางยุทธวิธีของโยชิฮิโระ โยชิฮิโระซึ่งเป็นขุนศึกผู้มากประสบการณ์พยายามเสนอแผนการรบ แต่กลับถูกปฏิเสธและไม่ได้รับความไว้วางใจ การถูกเมินเฉยเช่นนี้ทำให้กองกำลังของชิมะซึถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งแนวหลังของสนามรบ และแทบจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการปะทะในช่วงต้นของสงครามเลย กองกำลังชิมะซึได้แต่นั่งดูสถานการณ์ที่กำลังดำเนินไปอย่างตึงเครียดเบื้องหน้า โดยไม่รู้เลยว่าชะตากรรมที่เลวร้ายที่สุดกำลังรอคอยพวกเขาอยู่

เมื่อการสู้รบที่ทุ่งเซกิงาฮาระดำเนินไปจนถึงจุดแตกหัก กองทัพฝั่งตะวันตกต้องเผชิญกับตัวแปรที่คาดไม่ถึงและนำมาซึ่งความพินาศ นั่นคือการทรยศหักหลังของ โคบายาคาวะ ฮิเดอากิ (Kobayakawa Hideaki) ไดเมียวหนุ่มผู้ซึ่งคุมกำลังพลมหาศาลอยู่บนภูเขา ได้ตัดสินใจหันอาวุธไปเข้าข้างฝ่ายตะวันออกของอิเอยาสึ การแปรพักตร์อย่างกะทันหันนี้สร้างความตื่นตระหนกและทำให้แนวรบของฝั่งตะวันตกพังทลายลงอย่างรวดเร็วราวกับโดมิโน กองทัพของมิตสึนาริแตกพ่ายยับเยิน ทหารต่างพากันทิ้งอาวุธและหนีตายกันอย่างอลหม่าน ทิ้งให้สนามรบกลายเป็นทะเลเลือดแห่งความพ่ายแพ้

ท่ามกลางความโกลาหลนั้น กองกำลังชิมะซึจำนวน 1,500 นายกลับถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอยู่กลางสมรภูมิ ล้อมรอบไปด้วยกองทัพศัตรูฝ่ายตะวันออกนับหมื่นนายที่กำลังฮึกเหิมไล่ล่าผู้พ่ายแพ้ ทางเลือกของโยชิฮิโระในวินาทีนั้นมีไม่มากนัก หากเลือกที่จะถอยหลังกลับไปทางเดิม ก็จะต้องเจอกับกองทัพฝ่ายเดียวกันที่กำลังแตกพ่ายและเหยียบย่ำกันเอง หากเลือกที่จะวางอาวุธและยอมแพ้ ก็ถือเป็นการเสียเกียรติยศของซามุไรอย่างร้ายแรง ในวินาทีความเป็นความตายที่ชี้ชะตาทั้งชีวิตและชื่อเสียงของตระกูล โยชิฮิโระได้ตัดสินใจสั่งการด้วยยุทธวิธีที่บ้าบิ่นที่สุดในประวัติศาสตร์สงครามญี่ปุ่น นั่นคือการบุกทะลวงไปข้างหน้า ผ่ากลางวงล้อมของทัพหลักอิเอยาสึโดยตรงเพื่อเปิดทางหนี

ยุทธวิธีอันห้าวหาญและบ้าคลั่งนี้ถูกขนานนามและจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ภายหลังว่า ชิมะซึ โนะ โนคิงุจิ (Shimazu no Nokiguchi) หรือ การถอยทัพแบบชิมะซึ ทหารซัตสึมะที่เหลืออยู่จัดทัพเป็นรูปสี่เหลี่ยมอย่างแน่นหนา และมุ่งหน้าเข้าปะทะกับทัพหลวงของโทกุงาวะอย่างไม่คิดชีวิต ในการฝ่าวงล้อมอันสิ้นหวังนี้ พวกเขาได้นำยุทธวิธีที่เรียกว่า สุเตงามาริ (Sutegamari) หรือ ยุทธวิธีทิ้งตัวตาย มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ

กลยุทธ์สุเตงามารินี้ เป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ โดยจะให้พลปืนไฟกลุ่มเล็กๆ รั้งท้ายขบวน คอยซุ่มยิงขุนพลฝ่ายศัตรูที่ไล่ตามมาเพื่อสร้างความปั่นป่วน เมื่อลั่นไกยิงเสร็จและไม่มีเวลาบรรจุกระสุนใหม่ พวกเขาก็จะชักดาบออกสู้จนตัวตายโดยไม่ถอยหนี เพื่อถ่วงเวลาให้ขุนพลหลักและกองทัพส่วนใหญ่สามารถหนีรอดตีฝ่าวงล้อมไปได้ การถอยทัพผ่าดงศัตรูครั้งนี้นองเลือดและโหดร้ายอย่างยิ่ง ทหารชิมะซึล้มตายราวใบไม้ร่วงไปตลอดเส้นทาง รวมถึงบุคคลสำคัญอย่าง ชิมะซึ โทโยฮิสะ (Shimazu Toyohisa) ผู้เป็นหลานชายสุดที่รัก ก็ได้ตัดสินใจสละชีพตนเองเป็นทัพหลังเพื่อปกป้องผู้เป็นลุงให้หนีรอดไปได้

Shimazu Toyohisa

ด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และการเสียสละของเหล่าซามุไรซัตสึมะนี้เอง ทำให้โยชิฮิโระสามารถรอดชีวิตกลับไปยังแคว้นซัตสึมะทางตอนใต้ได้สำเร็จพร้อมกับทหารคู่ใจเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น แม้ว่าตระกูลชิมะซึจะพ่ายแพ้ในมหาสงครามครั้งนี้ แต่ทว่าความกล้าหาญและความดุดันของพวกเขาก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวญี่ปุ่นทั้งปวง จนแม้แต่ผู้ชนะอย่างอิเอยาสึยังต้องรู้สึกขยาดและหวาดหวั่นต่อกำลังใจของคนตระกูลนี้ และนี่เองที่เป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้อิเอยาสึไม่กล้าสั่งยุบแคว้นซัตสึมะในเวลาต่อมา เพราะเกรงว่าจะเกิดการลุกฮือสู้ตายที่สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลนั่นเอง

วีรกรรมที่ทุ่งเซกิงาฮาระได้กลายเป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาถึงความจงรักภักดีและความไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาของตระกูลชิมะซึ และในตอนหน้า เราจะมาติดตามกันต่อว่า เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคเอโดะภายใต้การปกครองของรัฐบาลโทกุงาวะอย่างเต็มตัวแล้ว แคว้นซัตสึมะที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มไดเมียวนอกสายตา จะหาทางเอาตัวรอดและสร้างความมั่งคั่งเพื่อรอวันผงาดขึ้นมาอีกครั้งได้อย่างไร อย่าลืมติดตามอ่านกันนะครับ


เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน

ความน่ากลัวของยุทธวิธี สุเตงามาริ (Sutegamari) หรือ การทิ้งหมาก ที่ตระกูลชิมะซึนำมาใช้นั้น เป็นยุทธวิธีที่โหดร้ายแต่ทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการถอยทัพ พลปืนไฟที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังจะนั่งขัดสมาธิเล็งปืนอย่างใจเย็นท่ามกลางสนามรบที่สับสนวุ่นวาย รอจนศัตรูระดับแม่ทัพเข้ามาใกล้ในระยะเผาขนแล้วจึงลั่นไกสังหารฝ่ายตรงข้ามอย่างแม่นยำ จากนั้นพวกเขาจะชักดาบออกสู้จนตัวตายโดยไม่คิดหนีเอาชีวิตรอด ว่ากันว่าด้วยความเด็ดขาดของยุทธวิธีสละชีพนี้เอง ส่งผลให้ขุนพลคนสำคัญของอิเอยาสึอย่าง อี นาโอมาสะ (Ii Naomasa) ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกกระสุนปืนของพลรั้งท้ายชิมะซึยิงเข้าใส่ จนเป็นเหตุให้เขาต้องเสียชีวิตลงในอีกสองปีต่อมา

บทความโดย : Histo Dawn www.marumura.com

เรื่องแนะนำ :
ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 2 ไฟสงครามยุคเซ็งโงกุ และอาวุธปืนกระบอกแรก
ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 1 ปฐมบทแห่งพยัคฆ์แดนใต้
Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 8: จากโรนินพเนจรสู่ปาฏิหาริย์ไดเมียวผู้หวนคืน และการปรับตัวสู่โลกธุรกิจยุคปัจจุบัน
Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 7: ทาจิบานะ กิงจิโย พยัคฆ์สาวเจ้าปราสาท และการสืบทอดทางการเมือง
Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 6: ทาจิบานะ โดเซ็ตสึ “เทพอสูรผู้ฟันสายฟ้า” แห่งสมรภูมิเซนโกคุ

ขอบคุณรูปภาพ และข้อมูลอ้างอิง :
• Reinterpreting Sekigahara – Samurai Archives (https://www.tapatalk.com/groups/japanese_history/reinterpreting-sekigahara-t349.html)
https://en.wikipedia.org/wiki/Shimazu_Yoshihiro
https://samuraiswords.store/shimazu-toyohisa/
https://www.ospreypublishing.com/

#ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 3 ฝ่าทะลวงวงล้อมที่เซกิงาฮาระ #Shimazu Clan

Tags :

Back To Top