“บล.ฟินันเซีย ไซรัส” มอง SET กลางปี 70 แตะ 1,710 จุด แนะลงทุน 11 หุ้นท็อปพิก!

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบทวิเคราะห์ว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อเงินเฟ้อและผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น
ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางเข้มงวดต่อเนื่อง โดยตลาดยังให้น้ำหนักต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 25-50 จุดพื้นฐานในช่วงที่เหลือของปี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์น้อยกว่าช่วงเริ่มต้นของสงคราม แต่หากสถานการณ์ลุกลามจนกระทบต่อการผลิตหรือเส้นทางขนส่งน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ อาจก่อให้เกิดแรงขายในสินทรัพย์เสี่ยงอีกระลอก
สำหรับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 2/2569 คาดว่ากำไรสุทธิรวมจะลดลง 7% จากไตรมาสก่อน และลดลง 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยได้รับแรงกดดันจากกลุ่มธนาคาร พลังงาน ขนส่ง และอสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ตาม กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์ โทรคมนาคม และกลุ่มการบริโภค มีแนวโน้มสร้างผลประกอบการได้แข็งแกร่งกว่าตลาด จากแรงหนุนของความต้องการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) การฟื้นตัวของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ การแข่งขันที่ผ่อนคลาย และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
จากแนวโน้มผลประกอบการที่ดีกว่าคาด ฟินันเซีย ไซรัส จึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (SET EPS) ปี 2569 ขึ้น 3% เป็น 99 บาท และ 102 บาท ตามลำดับ สะท้อนการเติบโต 13% และ 4% จากปีก่อน พร้อมมองว่าเศรษฐกิจไทยมีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่ากระแสเงินทุนต่างชาติจะมีโอกาสไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยต่อ เนื่องจากสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ (ไม่รวม DELTA) ยังอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดในอดีต จึงปรับเพิ่มและ Rollover เป้าหมายดัชนี SET เป็น 1,710 จุด ภายในกลางปี 2570 อิงประมาณการกำไรต่อหุ้นเฉลี่ย 100.5 บาท และค่า PER เป้าหมาย 17 เท่า
ขณะที่หากไม่รวม DELTA ตลาดหุ้นไทยซื้อขายที่ PER เพียง 14 เท่า ซึ่งยังสะท้อนส่วนเพิ่มมูลค่า (Upside) ที่น่าสนใจสำหรับหุ้นกลุ่ม Value
ในระยะสั้น ฝ่ายวิจัยแนะนำพักเงินในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าโภคภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พลังงานต้นน้ำ ปิโตรเคมี อาหาร และเกษตร ซึ่งได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและแนวโน้มเงินเฟ้อ
ส่วนหากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย คาดว่าจะเห็นการหมุนเงินลงทุนกลับเข้าสู่หุ้น Domestic และหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย (Yield-sensitive Play) โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนภาครัฐและเอกชนที่เร่งตัว รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่งขึ้น
ทั้งนี้ หุ้นเด่น (Top Picks) ที่ฝ่ายวิจัยแนะนำ ได้แก่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE, บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA และบริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR