Cover Image

ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวผันผวนและยังมีความเสี่ยงทางลง


Fed มีมติเอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ 3.75–4.00% โดยให้น้ำหนักกับการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ขณะที่เศรษฐกิจและอุปสงค์ภายในประเทศยังแข็งแกร่ง InnovestX มองว่าการตัดสินใจภายใต้การนำของ Kevin Warsh สะท้อนการยึดพันธกิจด้านเสถียรภาพราคาแม้เผชิญแรงกดดันทางการเมือง ซึ่งช่วยเสริมความน่าเชื่อถือและความเป็นอิสระของ ด้าน Dot Plot Fed ปรับเส้นทางดอกเบี้ยสูงขึ้น โดยค่ากลางสะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ พร้อมปรับเพิ่มประมาณการ GDP และเงินเฟ้อ สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังรองรับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้ 

ทั้งนี้ InnovestX ปรับกรณีฐานเป็นขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปี 2569 และอีก 1 ครั้งในปี 2570 ด้านราคาน้ำมัน Brent ยังผันผวนสูงเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  หลังซาอุดีอาระเบียประกาศปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เนื่องจากถูกโจมตีจนได้รับความเสียหาย เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและความเสี่ยงที่ธนาคารกลางจะต้องดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น ส่วนกิจกรรมเศรษฐกิจเดือน ส.ค. ของจีนยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเร่งขึ้นเป็น 5.2% เมื่อเทียบจากงวดเดียวของปีก่อน จาก 4.5% ขณะที่ยอดค้าปลีกชะลอลงเหลือ 0.4% จาก 0.6% และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรช่วง เดือนแรกของปี 2569 หดตัว 7.2% สะท้อนว่าภาคการผลิตเพื่อส่งออกยังเป็นแรงพยุงสำคัญ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศและการลงทุนของจีนยังอ่อนแอ

ขณะที่สัปดาห์หน้าแนะนำจับตาการพบกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ที่กรุงวอชิงตัน (24 ก.ย.) โดยประเด็นสำคัญ คือ ความคืบหน้าการลดภาษีสินค้าระหว่างกัน หลังทั้งสองฝ่ายหารือการลดภาษีสินค้ามูลค่าฝ่ายละ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ หากบรรลุข้อตกลงจะช่วยลดความไม่แน่นอนทางการค้าและต้นทุนบางส่วน อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามขอบเขตและกำหนดบังคับใช้ก่อนประเมินผลต่อเศรษฐกิจ นอกจากนี้ติดตามดัชนี PMI เบื้องต้นเดือน ก.ย. ของสหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่น เพื่อประเมินความต่อเนื่องของการขยายตัว ท่ามกลางราคาพลังงานและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น โดยเฉพาะคำสั่งซื้อใหม่ และการส่งผ่านต้นทุน

ส่วนตลาดหุ้นไทย InnovestX มองช่วงสั้นมอง SET จะแกว่งตัวผันผวนและมีความเสี่ยงทางลง (Downside Risk) หลังดัชนีไม่สามารถยืนเหนือระดับแนวรับจิตวิทยาที่ 1,600 จุดได้ อีกทั้งบรรยากาศการลงทุนยังมีแนวโน้มถูกกดดันจากปัจจัยมหภาค ได้แก่ นโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น หลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์ก่อนและส่งสัญญาณ Hawkish ผ่าน Dot Plot ที่บ่งชี้ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ หนุนให้ Bond Yield ทรงตัวสูง, แรงกดดันด้านอุปทานและเงินเฟ้อ หลังสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ หนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ทรงตัวสูงเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้น “Buy on Dip” เมื่อตลาดย่อตัว  ผ่าน 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

1.Rate Hike & Weak Baht Play ที่ได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งสร้างความได้เปรียบด้าน Reinvestment Yield โดยกระแสเงินสดและตราสารที่ครบกำหนดอายุสามารถนำไปลงทุนใหม่ในอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้อย่างกลุ่มธนาคาร (BBL, KTB) และกลุ่มประกันชีวิต (TLI) รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าอย่างกลุ่มส่งออก (TU)

2.Domestic Play ที่อิงรายได้ในประเทศเป็นหลัก มีอำนาจต่อรองราคาสูง และได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้มีความทนทานต่อปัจจัยเสี่ยงภายนอกได้ดี ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL, CRC) และกลุ่มการแพทย์ (BCH, PR9)

3.High Dividend Play ซึ่งคาดให้ Div. Yield สม่ำเสมอสูงเกินปีละ 5% เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเป็นหลุมหลบภัยท่ามกลางความผันผวนของตลาด ได้แก่ BBL, KTB, FTREIT, LHSC

นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล

ผู้อำนวยการอาวุโส Equity Strategy Team

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX)

บริษัทหลักทรัพย์ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์

Back To Top