Cover Image

ตลาดอสังหาฯ ปีนี้ "โคตรยาก" แต่ทำไม SC กล้าปั้นมาตรฐานเขียว Green Mark มาท้าชนวิกฤต - Brand Buffet

แชร์ :

ถ้าเปรียบตลาดอสังหาฯ เป็นพระเอกในหนังแอ็กชัน ปีนี้ก็เป็นปีที่พระเอกโดนรุมสกรัมจากทุกทิศทาง ทั้ง “น้ำท่วม – ดอกเบี้ยพุ่ง – กำลังซื้อชะลอตัว – การแข่งขันดุเดือด” จนผู้เล่นส่วนใหญ่ต่างพยายามเอาชีวิตรอดด้วยสเต็ปเดิมๆ ทั้งการเปิดทำเลใหม่ หรืออัดโปรโมชันแรง เพื่อดึงดูดผู้บริโภค แต่ “บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” หรือ “SC” กลับเลือกปักธงสร้างมาตรฐานอาคารเขียว “SC Green Mark” ที่ซุ่มพัฒนามานานกว่า 2 ปี

คำถามคือ ทำไม Green Mark ถึงสำคัญขนาดนี้? จน SC ยอมทุ่มเวลาและทรัพยากรเพื่อสร้างมาตรฐานเขียวขึ้นมาในเวลานี้ และนี่คือ เบื้องหลังความคิดที่อาจจะเปลี่ยนเกมไปตลอดกาล

ฝ่ามรสุมด้วยความจริงใจ – คุณภาพมาตรฐาน

แม้ช่วงที่ผ่านมาตลาดอสังหาฯ จะเจอโจทย์ท้าทายรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อชะลอตัว ดอกเบี้ยงสูง อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่พุ่งสูงขึ้น ตลอดจนซัพพลายในตลาดที่มีอยู่มหาศาล แต่ปีนี้ “คุณณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า “เป็นปีที่ยากจริงๆ” เพราะต้องเจอกับมรสุมซ้อนมรสุม ทั้งต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น และสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด ซึ่งส่งผลต่อ Mood การซื้อบ้านของผู้บริโภคอย่างจัง ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะ “ชะลอ” การซื้อออกไปก่อน

แต่ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน สิ่งที่ SC ยึดมั่นมาตลอดคือ การดูแลลูกบ้านอย่างจริงใจ และรักษามาตรฐานบ้านให้อยู่ในระดับสูงโดยไม่ยอมลดสเปก เพราะเชื่อว่านี่คือหัวใจสำคัญที่สร้างความไว้วางใจและทำให้แบรนด์เติบโตอย่างยั่งยืน แต่ด้วยความที่โลกทุกวันนี้เชื่อมถึงกันหมด การวัดความยั่งยืนของธุรกิจ จึงไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขกำไรเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ “วิธีการได้กำไรมา” ต่างหาก โดยมีความรับผิดชอบต่อโลกและคนรอบข้างแค่ไหน

“คุณณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

เพราะหากสังคมป่วน โลกเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม ธุรกิจก็ไม่อาจอยู่รอดและเติบโตเพียงลำพังได้ ดังนั้น คำว่า “คุณภาพมาตรฐาน” ของ SC จึงไม่ได้มองแค่การพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ตอบการใช้ชีวิตลูกบ้าน แต่ต้องใส่ใจโลกและสังคมไปพร้อมกัน

“ESG มันกำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติขององค์กร ในอนาคตเราจะยิ่งเห็นประโยชน์ และไม่มีการมาคุยกันว่าใครทำแล้วบ้าง แต่จะคุยกันว่า ใครไม่ทำ ไม่ปกติ”

จากมาตรฐานโลก สู่การสร้างมาตรฐานเอง

เมื่อพูดถึงบ้านและอาคารเขียวในบ้านเรา แน่นอนไม่ใช่เรื่องใหม่ และ SC เองก็ลุยเรื่องนี้มานาน โดยเลือกใช้วัสดุฉลากเขียว เช่น เหล็กรีไซเคิล และสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำในโครงการ แต่ Pain Point ที่ผ่านมาคือ ไม่มีการกำหนด “มาตรฐาน” ที่ชัดเจน คุณณัฐพงศ์ เลยคุยกับทีมว่า ถ้าจะทำทั้งที ควรตั้งมาตรฐานให้ชัด เพราะนอกจากจะช่วยให้คนทำงาน ทำงานได้ง่ายขึ้นแล้ว พาร์ทเนอร์ก็เข้าใจตรงกัน จนกลายมาเป็น 3 Big Goal ได้แก่

1.ยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานสากล เช่น ได้รับการประเมินจาก FTSE Russell ESG Score จากเดิมเป็น SET ESG Rating
2.ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในทุกขั้นตอนรวม 100,000 ตันคาร์บอน ระหว่างปี 2025 – 2030
3.ทุกอาคารที่พัฒนาใหม่ ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ESG ทั้งหมด โดยล่าสุดได้พัฒนามาตรฐานอาคารเขียวของตัวเองในชื่อ “SC Green Mark” ซึ่งซุ่มศึกษาและพัฒนากับผู้เชี่ยวชาญมากว่า 2 ปี

คุณณัฐพงศ์ บอกว่า แม้มาตรฐานการสร้างอาคารเขียวระดับสากลอย่าง LEED, WELL และ TREES จะมีอยู่แล้ว แต่เมื่อนำมาใช้จริง กลับพบว่า บางครั้งไม่เข้ากับบริบทของเมืองไทย เช่น บางเกณฑ์เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมจนลืมความอยู่สบายในการอยู่อาศัย หรือบางเกณฑ์โฟกัสเรื่องสุขภาวะของคนแต่กลับไม่ครอบคลุมเรื่องการประหยัดพลังงาน

นั่นเลยเป็นที่มาให้ SC ลุกขึ้นมาจับมือกับสถาบันอาคารเขียวไทย (TSBI) นำมาตรฐานสากลเหล่านี้มาพัฒนาเกณฑ์การประเมินขึ้นมาใหม่ จนเกิดเป็นมาตรฐาน SC Green Mark ซึ่งครอบคลุมการประเมินใน 3 หมวดสำคัญ

1.ดีต่อคน โฟกัสความอยู่สบายและความปลอดภัย (Thermal Comfort) ของผู้อาศัย ผ่านการออกแบบแสงสว่างที่เหมาะสม การใช้วัสดุที่ปลอดภัย และดูแลคุณภาพอากาศภายในบ้าน 2.ดีต่อโลก เน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้างไปจนถึงการอยู่อาศัยจริง ด้วยการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และ 3.ดีด้วยนวัตกรรม การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการออกแบบและจัดการพลังงานในอาคาร

ที่สำคัญยังเน้น “ผลลัพธ์” จริง ด้วยกระบวนการตรวจสอบเข้มข้นถึง 2 ชั้น เริ่มตั้งแต่การตรวจประเมินแบบก่อสร้างให้ผ่านเกณฑ์ทั้ง 3 หมวด ก่อนจะตามด้วยการลงพื้นที่ตรวจเช็กหน้างานจริงตลอดการก่อสร้าง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกรายละเอียดถูกถ่ายอดออกมาเป็นบ้่านและอาคารตามแบบเป๊ะๆ ไม่ใช่แค่สวยงามบนแบบแปลน

นำร่องตลาดลักชัวรี่

เพื่อให้มาตรฐาน SC Green Mark เห็นผลเป็นรูปธรรม SC ได้นำร่องกับกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่ก่อน เพราะสอดรับกับผลวิจัย SCB EIC ที่พบอินไซต์ว่า ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ได้มองหาแค่ความหรูหรา แต่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และยินดีจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 5% เพื่อแลกกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น จึงนำร่องที่โครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พรานนก เป็นโครงการแรกตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้ และภายใน 5 ปีตั้งเป้าขยายให้ครบ 4,000 อาคาร ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโด คลังสินค้า และอาคารพาณิชย์

บ้านเขียวขึ้น แต่ราคาไม่พุ่ง

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของผลิตภัณฑ์รักษ์โลก รวมถึงบ้านเขียวที่หลายคนกังวลคือ ราคาขายจะพุ่งขึ้นไหม? เรื่องนี้คุณณัฐพงศ์ ย้ำชัดว่า ไม่ส่งผลต่อราคาขายเลย เพราะต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่ถึง 2% และบางโครงการแทบไม่มีต้นทุนขึ้นเลย งบที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นค่าศึกวิจัยวิจัย และค่าทำแบบจำลองแสงแดดและการถ่ายเทอากาศด้วยระบบคอมพิวเตอร์เท่านั้น

โดยอนาคต SC ยังวางแผนที่จะพัฒนาระบบให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับมาตรฐานของบ้านและอาคารได้ด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความมั่นใจใน SC Green Mark และจากการให้ความความสำคัญกับคุณภาพมาตรฐานมาตลอด ทำให้คุณณัฐพงศ์มั่นใจว่า ปีนี้บริษัทจะทำได้ตามเป้าหมาย ทั้งยังเป็นฐานสำคัญที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานวงการอสังหาฯ ไทย และทำให้ SC ก้าวสู่ Net Zero ในอนาคตด้วย

ติดตามพวกเราได้ที่ LINE

Add LINE Official Account

แชร์ :

Back To Top