Cover Image

ทำอย่างไรให้โตโยต้า SAY YES Thailand

[มารุวิเคราะห์] อะไรที่ทำให้โตโยต้าอยู่ต่อที่ประเทศไทย… ทำอย่างไรให้โตโยต้า SAY YES Thailand

บทความโดย : ทีมงาน www.marumura.com

ข่าวล่าสุดไม่ได้หมายความว่า Toyota ตัดสินใจย้ายฐานแล้ว แต่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ออกมาเชิญ Toyota อย่างเปิดเผย ให้ย้ายฐานหลักจากไทย พร้อมเสนอ incentive และต้องการให้ supplier ย้ายตามด้วย ขณะที่ยังไม่มีประกาศจาก Toyota ว่าจะย้ายจริง

นอกจากนี้ ประเทศไทยเองก็ไม่ได้ “นั่งเฉยๆ” เพราะกำลังปรับ EV 3.5 และมีการหารือมาตรการใหม่เพื่อพยุงอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่ Mitsubishi เพิ่งประกาศแผนลงทุนในไทย 16,000 ล้านบาทถึงปี 2030 ซึ่งสะท้อนว่าญี่ปุ่นยังไม่ได้ถอนตัวจากไทย

อินโดนีเซียไม่ได้กำลัง “แย่ง Toyota” จากไทย

แต่กำลังถามประเทศไทยว่า
“แล้วคุณมีอะไรให้เราอยู่ต่อ?”

ประเด็นนี้น่าสนใจกว่าคำถามที่ “Toyota จะย้ายฐานหรือไม่” มาก

เพราะล่าสุดรัฐมนตรีคลังอินโดนีเซีย ออกมาเชิญ Toyota อย่างเปิดเผยว่า หากต้องการย้ายฐานการผลิตหลัก จากประเทศไทยมายังอินโดนีเซีย รัฐบาลพร้อมจัดสิทธิประโยชน์ให้ และที่สำคัญคือไม่ได้อยากได้แค่โรงงานประกอบรถ

พวกเขาต้องการให้ Supplier ตามไปด้วย นี่ต่างหากที่เรามองว่าคือประเด็นใหญ่ เพราะถ้าโรงงานหนึ่งย้าย ประเทศไทยอาจยังไม่สะเทือนมาก แต่ถ้า Supplier, Technology, Engineering และการลงทุนใหม่เริ่มทยอยตามไปด้วย

วันนั้นสิ่งที่ไทยกำลังเสีย อาจไม่ใช่แค่ “โรงงาน” แต่คือ Ecosystem

และต้องพูดแบบแฟร์ๆ ก่อนว่า ณ วันนี้ ยังไม่มีหลักฐานว่า Toyota ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตออกจากไทย ข่าวที่เกิดขึ้นคือ “ข้อเสนอจากอินโดนีเซีย” ไม่ใช่ “คำประกาศจาก Toyota”

แต่สำหรับประเทศไทย…
แค่นี้ก็น่าคิดแล้ว

เพราะนี่เป็นสัญญาณว่าอินโดนีเซีย ไม่ได้มองไทยเป็นประเทศที่ “นำหน้าอยู่ไกลจนไล่ไม่ทัน” อีกต่อไป

พวกเขากำลังบอกว่า…
“ถ้าของเดิมของคุณมีค่า เราก็พร้อมจ่ายเพื่อเอามันมา”

อินโดนีเซียมีจุดแข็งที่ไทยไม่มี

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีสิ่งที่อินโดนีเซีย ยังต้องใช้เวลาอีกมากในการสร้าง

พูดง่ายๆ คือ อินโดนีเซียมี “ศักยภาพ” ส่วนไทยมี “ระบบที่สร้างเสร็จแล้ว” แต่โลกธุรกิจไม่เคยรับประกันว่า คนที่มีระบบก่อนจะเป็นคนชนะตลอดไป นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยต้องระวังที่สุด


ดังนั้น ไทยอย่ามองเกมระยะใกล้ …อย่าดูแค่ยอดขาย EV

ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค EV อย่างรวดเร็ว และมาตรการ EV 3.5 ก็ถูกออกแบบให้การนำเข้าเชื่อมโยงกับการผลิตในประเทศ เพื่อให้เกิดฐานการผลิตจริง

แต่คำถามที่เราอยากชวนคิดคือ…

อยากให้คนไทย “ใช้ EV” หรืออยากให้ประเทศไทย “สร้างความสามารถในการผลิต EV”?

สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันเลย

ถ้าเราขายรถได้หนึ่งล้านคัน
…แต่แบตเตอรี่จากต่างประเทศ
…Software จากต่างประเทศ
…Motor จากต่างประเทศ
…Technology จากต่างประเทศ
และไทยทำหน้าที่ประกอบ

ยอดขายอาจดูสวยมาก แต่ Value Creation ของประเทศ อาจไม่ได้สวยตามไปด้วย

เพราะสิ่งที่ประเทศควรแย่งกันในยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ “ยอดผลิตรถ” แต่คือ ใครเป็นเจ้าของความรู้ ใครสร้าง Technology ใครสร้างคน และใครควบคุม Supply Chain

นี่คือเหตุผลที่เราคิดว่า ไทยต้องมองเกมนี้ให้ลึกกว่า EV กับ ICE


แล้วประเทศไทยควรทำอย่างไร?

เราไม่คิดว่าควรวิ่งไปแจก Incentive แข่งกับอินโดนีเซียแบบใครให้มากกว่าคนนั้นชนะ เพราะเกมแบบนั้นไม่มีวันจบ

วันนี้อินโดนีเซียให้ -> 10
พรุ่งนี้ไทยให้ -> 12
วันต่อไปเวียดนามให้ -> 15

สุดท้ายบริษัทได้ประโยชน์ แต่ประเทศต่างๆ แข่งขันกันลดต้นทุนของตัวเอง

สิ่งที่ประเทศไทยควรทำคือ เปลี่ยนจาก “ซื้อการลงทุน” ให้เป็น “ซื้ออนาคต”

ถ้าจะให้ Incentive บริษัท ไทยควรแลกกับ Commitment ที่ชัดเจน

เช่น…
ลงทุน R&D ในไทยเท่าไร
สร้าง Engineering Center หรือไม่
พัฒนาวิศวกรไทยกี่คน
ยกระดับ Supplier ไทยกี่ราย
ถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับไหน
สร้าง Battery ecosystem อย่างไร
ใช้ Local Content เท่าไร

และที่สำคัญที่สุดคือ…
จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานส่งออกไปตลาดโลกหรือไม่

เพราะเงินลงทุน 10,000 ล้านบาทที่ตั้งโรงงานหนึ่งแห่งอาจมีค่ามาก แต่ศูนย์วิจัยที่สร้างคนเก่ง 1,000 คน และสร้าง Technology ที่ถูกส่งออกไปทั่วโลก อาจมีค่ามากกว่าในระยะยาว


และ ต้อง “คุยกับญี่ปุ่น” ไม่ใช่แค่คุยกับ Toyota

นี่อาจเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่สุด

ไทยไม่ควรเข้าไปเจรจาด้วยท่าทีว่า
“อย่าย้ายไปอินโดนีเซียนะ”

เพราะฟังแล้วเหมือนเรากำลังกลัว แต่ควรเจรจาว่า…
“ถ้าคุณกำลังออกแบบ Supply Chain ของ ASEAN ในอีก 20 ปี ไทยต้องการรู้ว่าเราจะอยู่ตรงไหนในแผนของคุณ”

นี่คือบทสนทนาที่เป็นผู้ใหญ่กว่ามาก เพราะ Toyota ไม่ได้ต้องการเพียงประเทศที่ต้นทุนถูกที่สุด แต่ต้องการระบบที่ทำให้ธุรกิจเดินต่อได้

ดังนั้นไทยควรเสนอสิ่งที่อินโดนีเซียซื้อด้วยเงินอย่างเดียวไม่ได้ง่ายๆ
…ความต่อเนื่องของ Supply Chain + บุคลากร + Engineering Capability + Export Network + ความสัมพันธ์ระยะยาว
…และถ้า Toyota ต้องการใช้ไทยเป็นฐานสำหรับ Technology บางประเภท ไทยก็ควรพร้อมลงทุนร่วม

ให้เป็นเรื่องเดียวกัน!


ที่สำคัญ อย่าเพิ่งตีความข่าวนี้ว่า “ญี่ปุ่นกำลังทิ้งประเทศไทย”

เพราะในเดือนกรกฎาคม 2026 Mitsubishi Motors เพิ่งประกาศแผนลงทุนในไทย 16,000 ล้านบาทถึงปี 2030 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์

นี่แปลว่าเกมยังไม่จบ!

และเราคิดว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดด้วยซ้ำสำหรับประเทศไทยที่จะถามตัวเองว่า
“เราจะเป็นฐานการผลิตของรถยนต์รุ่นเก่า หรือจะเป็นฐานนวัตกรรมของ Mobility รุ่นใหม่?”

เพราะถ้าเรามัวแต่รักษาโรงงานเดิม วันหนึ่งโรงงานก็อาจย้าย แต่ถ้าเรารักษา ความสามารถในการสร้างอนาคต บริษัทจะยังมีเหตุผลที่จะอยู่กับเรา เราจึงไม่กลัวคำพูดของอินโดนีเซีย

ตรงกันข้าม เราอยากให้ประเทศไทยขอบคุณเสียด้วยซ้ำเพราะเขากำลังเตือนเราว่า
“สิ่งที่คุณคิดว่าเป็นของคุณตลอดไป… จริงๆ แล้วไม่เคยเป็นของคุณเลย”

Toyota ไม่ใช่ของไทย
ฐานการผลิตก็ไม่ใช่ของไทย
Investment ก็ไม่ใช่ของไทย
แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรทำให้เป็น “ของไทย” ให้ได้ คือ…
ความสามารถของคนไทยในการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ถ้าเราทำสำเร็จ… ต่อให้วันหนึ่งรถยนต์เปลี่ยนจากเครื่องยนต์เป็นแบตเตอรี่
จากคนขับเป็น Autonomous
จากรถยนต์เป็น Mobility Platform
หรือ Technology เปลี่ยนไปอีกกี่ครั้ง
นักลงทุนก็ยังต้องถามคำถามเดิมว่า…

“ถ้าจะสร้างอนาคตของ ASEAN… ประเทศไหนดีที่สุด?”

และคำตอบนั้น ประเทศไทยต้องทำให้เขายังตอบว่า…
“It’s only Thailand.”

บทความโดย : ทีมงาน www.marumura.com

เรื่องแนะนำ :
– นิทรรศการอุตะกาวะ คุนิโยชิ – สุดยอดครีเอเตอร์แห่งอุคิโยะเอะ ตอนที่ 1
– จะมีคนญี่ปุ่นแบบเนเน่ ในเวที American Got Talent (AGT) ไหม?
– จักรวาลแห่งแสงและเวลา: เมื่อวิทยาศาสตร์บรรจบกับศิลปะในนิทรรศการ “Between Sun and Moon” โดย โคชู เอ็นโดะ
– รำลึก 81 ปี ฮิโรชิม่า: จากเถ้าถ่านที่ติดลบ ญี่ปุ่นฟื้นคืนชีพได้อย่างไร
– เสียงดนตรีแห่งฤดูร้อนและประกายไฟ: บทเพลงฮิตที่ร้อยเรียงเรื่องราวของเทศกาลดอกไม้ไฟในญี่ปุ่น

#[มารุวิเคราะห์] อะไรที่ทำให้โตโยต้าอยู่ต่อที่ประเทศไทย… ทำอย่างไรให้โตโยต้า SAY YES Thailand

Tags :

Back To Top