ส่องยุทธศาสตร์ใหม่ SAMART ชูกลยุทธ์ AI เริ่มต้นจากในบ้าน

ส่อง ยุทธศาสตร์ใหม่ SAMART ก้าวสู่ปีที่ 72 ด้วยกลยุทธ์ AI เริ่มจากในองค์กร วางรากฐาน Private AI และโครงสร้างพื้นฐานไอซีที รับคลื่นเทคโนโลยีอนาคต
การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มักมาพร้อมกับความกดดันด้านเงินทุนและเวลา แต่สำหรับกลุ่มบริษัทสามารถ การขยับตัวเข้าสู่สนามนี้ถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของธุรกิจดั้งเดิมที่มีเสถียรภาพสูง ท่ามกลางกระแสการเร่งเปิดตัวโซลูชัน AI ในตลาด SAMART เลือกแนวทางที่รัดกุมด้วยการนำเทคโนโลยีมาทดลองใช้จริงภายในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ก่อนจะต่อยอดสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ในระยะยาว

Techhub มีโอกาสได้พูดคุยกับทีมผู้บริหารของ SAMART โดยได้ข้อมูลว่า ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ด้วยรายได้รวม 5,679 ล้านบาท เติบโต 7% และมีกำไรสุทธิ 280 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 2 ทำรายได้ 2,838 ล้านบาท และกำไร 141 ล้านบาท โดยมี Backlog ในมือรวม 14,889 ล้านบาท และตั้งเป้าผลักดันให้แตะ 20,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีจากการเตรียมเข้าประมูลงานใหม่กว่า 10,000 ล้านบาท
(Backlog คือ มูลค่างานในมือที่เซ็นสัญญาชนะประมูลแล้ว)
กระแสเงินสดและสัญญาโครงการระยะยาวจากเสาหลักธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นงานวางระบบ ICT ของ SAMTEL, งานก่อสร้างสายส่งและสถานีไฟฟ้าของ TEDA, สัมปทานการบินของ SAV รวมถึงระบบวิทยุสื่อสาร DTRS ของ SDC ทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับความเสี่ยงชั้นดี ช่วยให้องค์กรมีพื้นที่และทรัพยากรมากพอในการศึกษาและทดลองเทคโนโลยีขั้นสูงโดยไม่ต้องเร่งรีบหารายได้จากการขายในทันที
กลยุทธ์ AI เริ่มต้นจาก ในบ้าน ก่อนก้าวออกไปขาย นอกบ้าน
ในมุมของการพัฒนา AI ของกลุ่ม SAMART ปัจจุบันยังไม่ได้ถูกผลักดันออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเพื่อวางจำหน่ายให้แก่ลูกค้าภายนอก แต่เลือกใช้กลยุทธ์ทดลองและปรับใช้ภายในองค์กรเป็นลำดับแรก โดยสิ่งที่ทำในตอนนี้คือ
– เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยนำ AI มาช่วยจัดการงานเอกสารโครงการ เอกสารต่างๆ และการสกัดข้อมูลที่มีความซับซ้อนสูง เพื่อลดภาระงานรูทีนของพนักงาน
– ทำความเข้าใจข้อจำกัดจริง โดยการเป็น System Integrator หรือ SI ที่ต้องจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาล ทำให้การทดสอบระบบภายในเป็นสนามทดลองจริง ที่ช่วยประเมินความแม่นยำและความปลอดภัยของข้อมูล ก่อนขยายขอบเขตการใช้งาน
– ปูทางสู่ Private AI วางกรอบการศึกษาโมเดล AI เฉพาะองค์กรที่ประมวลผลบน Local Cloud หรือ On-Premise เพื่อตอบโจทย์ความปลอดภัยของข้อมูลในอนาคต

การก้าวเข้าสู่ปีที่ 72 ของกลุ่มสามารถ มาพร้อมกับการส่งไม้ต่อให้ทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีและวิทยาการคอมพิวเตอร์เข้ามาวางรากฐานนวัตกรรม
การปรับโครงสร้างองค์กร โดยได้ปรับวัฒนธรรมการทำงานด้วยพื้นที่ Co-working space และดึงดูดผู้เชี่ยวชาญสายเทคนิค เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับเทคโนโลยีระยะยาว เช่น ระบบอัตโนมัติ (Automation) และการศึกษาความเป็นไปได้ของ Humanoid Robotics
นอกจากการบ่มเพาะศักยภาพด้าน AI ภายใน ธุรกิจหลักของ SAMART ยังคงเดินหน้าสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการปรับปรุงระบบ ERP ให้กับ ทอท. (AOT), ระบบรังวัดอิเล็กทรอนิกส์ของกรมที่ดิน, โครงข่ายวิทยุสื่อสาร DTRS ของกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงโดย TEDA เพื่อรองรับความต้องการพลังงานของ Data Center และโครงการ Smart Meter (AMI) ร่วมกับ กฟภ.
ดังนั้น การขยับตัวสู่ AI ของ SAMART จึงเป็นการเคลื่อนไหวแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่มีทิศทางชัดเจน โดยใช้ความเชี่ยวชาญของทีมงานรุ่นใหม่ผสานเข้ากับงานปฏิบัติการจริงในองค์กร เพื่อสร้างรากฐานทางเทคโนโลยีที่มั่นคง ก่อนจะก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันดิจิทัลขั้นสูงในวันที่ตลาดและเทคโนโลยีมีความพร้อม..อย่างเต็มที่
นอกเหนือจากการทดลองระบบ AI ภายในองค์กร ทิศทางธุรกิจของ SAMART ในช่วงครึ่งปีหลังและการเติบโตระยะยาว ได้ถูกวางหมากไว้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการขยายฐานโครงการเดิมและการเปิดน่านน้ำใหม่
– โครงสร้างพื้นฐานรับกระแส Data Center และ Smart Grid
บริษัท เทด้า จำกัด เตรียมความพร้อมรับคลื่นการลงทุนด้าน AI และ Cloud Hyperscalers ด้วยการรับงานก่อสร้างสายส่งและสถานีไฟฟ้าแรงสูงผ่าน กฟผ. และ กฟภ. เพื่อป้อนพลังงานที่มีเสถียรภาพให้กับ Data Center ข้ามชาติ พร้อมเดินหน้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Meter (AMI) ร่วมกับ กฟภ.
– เปิดตัว Samart Green Energy และ EV Charging
เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า โดยจับมือกับพันธมิตรผู้ผลิตจากประเทศจีน เพื่อติดตั้งและให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging) รวมถึงโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS)
– เร่งเครื่องประมูลงานครึ่งปีหลังกว่า 10,000 ล้านบาท
เตรียมความพร้อมเข้าร่วมประมูลงานระลอกใหม่ช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม (เฉพาะ SAMTEL ราว 7,500 ล้านบาท) จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ โดยขยายขอบเขตจากงานไอทีราชการเดิม ไปสู่ระบบสารสนเทศด้านสาธารณสุข (กระทรวงสาธารณสุข) และโซลูชันความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) สำหรับกลุ่มสถาบันการเงิน
– แรงหนุนจากสัมปทานการบินและการต่อสัญญาโครงข่าย
ธุรกิจบริหารการจราจรทางอากาศ (SAV) ได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายฟรีวีซ่ากัมพูชาสำหรับนักท่องเที่ยวจีน และการเติบโตของเที่ยวบินบินผ่าน จากเวียดนามที่เพิ่มขึ้น 24% ซึ่งสร้างรายได้หลักกว่า 70% ให้กับธุรกิจ ขณะที่สายธุรกิจวิทยุสื่อสารดิจิทัล (SDC) อยู่ระหว่างเตรียมการต่อสัญญาระบบข่ายบังคับบัญชา DTRS กับกระทรวงมหาดไทยช่วงปลายปี
– วิจัยเทคโนโลยีระยะยาว (Future Technology)
วางแผนระยะยาวในการศึกษาการผสานระบบ AI ร่วมกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robotics) และระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อประเมินความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์สำหรับกลุ่มงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และผู้บริโภคในอนาคต

ที่มา : งานแถลงข่าว SAMART