Cover Image

“พิพัฒน์”หารือภาคธุรกิจยุโรป - อาเซียน เดินหน้า Safe & Green Transport คมนาคมไทยสู่มาตรฐานโลก

  1. หน้าหลัก 
  2. เศรษฐกิจ-ธุรกิจ 
  3. การค้า-อุตสาหกรรม-คมนาคม 
  4. คมนาคม-ขนส่ง 

“พิพัฒน์”หารือภาคธุรกิจยุโรป - อาเซียน เดินหน้า Safe & Green Transport คมนาคมไทยสู่มาตรฐานโลก

เผยแพร่: 16 ก.ค. 2569 16:52   ปรับปรุง: 16 ก.ค. 2569 16:52   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“พิพัฒน์” เปิดวิสัยทัศน์คมนาคมไทยสู่มาตรฐานโลก หารือภาคธุรกิจยุโรป - อาเซียน เดินหน้า Safe & Green Transport ยกระดับความปลอดภัย - เชื่อมโยงภูมิภาค - ดึงลงทุน สร้างอนาคตคมนาคมเพื่อประชาชน

วันนี้ (16 กรกฎาคม 2569) เวลา 14.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้การต้อนรับและหารือร่วมกับคณะผู้แทนสภาธุรกิจสหภาพยุโรป - อาเซียน (EU - ASEAN Business Council : EU-ABC) และผู้แทนภาคธุรกิจยุโรป เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งสมัยใหม่ มาตรฐานความปลอดภัยด้านยานยนต์และการขนส่ง ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวง หัวหน้าหน่วยราชการ ในสังกัดกระทรวงคมนาคมเข้าร่วม ณ ห้องประชุม กระทรวงคมนาคม

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ “Safe and Green Transport” ควบคู่กับ “Inclusive Transport” และ “Efficient Transport” เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการคมนาคมที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาค

ในการหารือครั้งนี้ คณะผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปได้ให้ความสนใจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย ทั้งระบบราง ท่าเรือ และท่าอากาศยาน ตลอดจนความเชื่อมโยงด้านการขนส่งระหว่างประเทศและโอกาสการร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ยืนยันความคืบหน้าของโครงการสำคัญ อาทิ รถไฟทางคู่สายภาคใต้เชื่อมโยงประเทศไทย - มาเลเซีย รถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงจังหวัดหนองคายและภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้านาทา จังหวัดหนองคาย และการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวในอนาคต


นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังเดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของยานยนต์ให้เป็นไปตาม ข้อกำหนดทางเทคนิคยานยนต์ของสหประชาชาติ (UN Regulations) โดยกรมการขนส่งทางบก มีแผนบังคับใช้มาตรฐานด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม อาทิ ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (Advanced Emergency Braking System: AEBS) มาตรฐานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของยานยนต์ ระบบบันทึกข้อมูลการขับขี่ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driver Assistance Systems : ADAS) ภายในปี 2572–2573 เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนชาวไทย

สำหรับยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติขั้นสูง (Automated Driving Systems : ADS) ระดับ 3–5 กระทรวงคมนาคมได้วางกรอบแนวทางการทดสอบเทคโนโลยีร่วมกับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ผ่านกลไก Regulatory Sandbox เพื่อพัฒนากฎหมาย มาตรฐาน และโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมทั้งศึกษาแนวทางด้านความรับผิดชอบทางกฎหมาย การคุ้มครองผู้บริโภค ระบบประกันภัย และการกำกับดูแลการสืบสวนอุบัติเหตุ เพื่อให้การนำเทคโนโลยีมาใช้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนภายใต้ความปลอดภัยสูงสุด


ด้านระบบราง กระทรวงคมนาคมได้เร่งจัดทำมาตรฐานระบบรางของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 โดยบูรณาการมาตรฐานสากลทั้งของยุโรปและเอเชีย และยึดหลัก European Norm เป็นสำคัญ เพื่อยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของการให้บริการทั้งรถไฟในเมืองและระหว่างเมือง

ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่ง โดยอยู่ระหว่างจัดทำแนวทางประเมินปริมาณการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และฝุ่นละอองจากมาตรการด้านคมนาคมตามหลักการสากลของสหประชาชาติ เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศในระยะต่อไป รวมถึงการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ภาคการบินคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero Aviation ในอนาคต

ในส่วนของการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า กระทรวงคมนาคมได้กำหนดมาตรการจูงใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฟฟ้าในระบบเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน และการปรับลดภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบคมนาคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานให้แก่ประชาชนในระยะยาว

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมมีความยินดีที่จะทำงานร่วมกับภาคเอกชนและพันธมิตรจากนานาประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานด้านคมนาคมที่ทันสมัย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคที่มีความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

Back To Top