Cover Image

RUN เปิดเวที ‘Resilient Thailand’ ใช้ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

เมื่อในปัจจุบัน วิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติเกิดขึ้นรุนแรงและถี่ขึ้น นี่จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สั่นคลอนทั้งเศรษฐกิจ สังคม สวัสดิภาพและสุขภาพของประชาชนชาวไทย และในห้วงเวลานี้เองที่ “มหาวิทยาลัยวิจัย” ซึ่งกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วไทย ต้องลุกขึ้นมาเป็น ‘หัวหอก’ ในการนำเสนอทางออก โดยใช้แนวทาง วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ในการผสานเข้ากับมิติทางสังคม เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้ประเทศไทยรอดพ้นจากทุกวิกฤตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะใน 3 ปัญหาหลักที่ชาวไทยต้องเผชิญ นั่นคือ วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลักหมื่นล้านบาท ปัญหาขยะล้นเมืองที่จัดการได้ยากและส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงภัยพิบัติน้ำท่วมที่รุนแรงและซ้ำซากในหลายพื้นที่

เพื่อเปลี่ยนทุก “วิกฤต” ที่กล่าวมานี้ให้เป็นโอกาส ภายในงาน Thailand Research Expo หรือมหกรรมงานวิจัย 2569 ที่ผ่านมา เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) จึงได้จัดเวที “Resilient Thailand Disaster Mitigation and Management” ขึ้น โดยหนึ่งในไฮไลต์ของงานนี้ คือ เสวนาวิชาการในหัวข้อ “ทางออกของประเทศไทยยามวิกฤต ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขับเคลื่อนได้อย่างไร” และเวทีนี้มี Key Speakers จาก 3 มหาวิทยาลัยวิจัยระดับประเทศ ที่เป็นทั้งผู้บริหารและนักวิจัยแนวหน้าที่มีความเชี่ยวชาญในการทำโครงการวิจัยที่แตกต่างกัน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN Office) เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

รองศาสตราจารย์ ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN Office)

รศ.ดร.ชาลีดา เริ่มเปิดเวทีด้วยการเกริ่นว่า “สาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากมนุษย์ (Man-made) และ การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่ไม่สามารถคาดเดาหรือหลีกเลี่ยงได้ แต่สามารถเตรียมตัวรับมือได้”

“และในการแก้ปัญหาเหล่านี้ ไม่สามารถใช้เพียงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องอาศัย มิติด้านสังคม เพื่อทำความเข้าใจกับภาคส่วนต่าง ๆ เจรจาต่อรอง และบริหารจัดการงบประมาณเพื่อให้การลงพื้นที่ช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงที ซึ่ง มหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ที่ไม่ใช่มีหน้าที่แค่ให้ความรู้หรือทำงานวิจัยเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำเสนอ ทางออก หรือ Solutions และสร้างความร่วมมือกับเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้ให้ทุน เพื่อให้ประเทศไทยมีมาตรการรับมือและฟื้นตัวจากทุกวิกฤตได้อย่างยั่งยืน”

มหาวิทยาลัยขอนแก่น : พลิกปัญหามาเป็นโจทย์วิจัย ใช้แมลงโปรตีน สร้างอาชีพและรายได้จากขยะ

เวทีเสวนาหัวข้อ “ทางออกของประเทศไทยยามวิกฤต ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขับเคลื่อนได้อย่างไร” เริ่มต้นขึ้นด้วยการพูดคุยกับ Speaker ท่านแรก ศาสตราจารย์ ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ซึ่งท่านเป็นทั้งอาจารย์และนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญในด้านแมลง และสามารถนำองค์ความรู้ด้านแมลงมาปรับใช้ในงานวิจัยการจัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในวันนี้ ศ.ดร.ธิดารัตน์ เป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการการจัดการขยะด้วยแมลงโปรตีน (Black Soldier Fly – BSF) เพื่อย่อยสลายขยะอินทรีย์และเปลี่ยนให้เป็นโปรตีนสำหรับสัตว์ ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งได้เริ่มบอกเล่าที่มาและความสำคัญของโครงการวิจัยนี้ว่า

ศาสตราจารย์ ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)

“ปัญหาการจัดการขยะไม่ได้เป็นปัญหาในระดับประเทศของไทยเท่านั้น ทว่า เป็นวิกฤตระดับโลกที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไข เพราะในแต่ละปีมีการทิ้งขยะปริมาณมหาศาลเทียบเท่ากับเส้นรอบวงโลกถึง 25 รอบ ซึ่งการจัดการขยะที่ไม่ถูกต้องนำไปสู่การใช้งบประมาณของชาติจำนวนมหาศาลเพื่อมาแก้ปัญหา และแน่นอนว่ายังก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมอย่างหนักด้วย”

“ยิ่งถ้าโฟกัสไปที่ ขยะเศษอาหาร (Food Waste) หากนำไปจัดการด้วยวิธีฝังกลบเหมือนที่เคยทำมา ย่อมก่อให้เกิดก๊าซมีเทนซึ่งส่งผลต่อภาวะโลกร้อนรุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายสิบเท่า รวมถึงก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นและการปนเปื้อนของเชื้อโรคสู่แหล่งดินและน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาในประเทศโซนเอเชียและแอฟริกามีขยะที่ไม่สามารถจัดการได้สูงถึง 50-90% และสำหรับประเทศไทยเอง เรามีขยะเศษอาหารสูงถึง 10 กว่าล้านตันต่อปี นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ในระดับพื้นที่ คือ การหาแหล่งฝังกลบขยะที่นับวันยิ่งทำได้ยากขึ้น เนื่องจากชุมชนรอบข้างแหล่งฝังกลบนั้นไม่ยอมรับและคัดค้าน”

“ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงต้องการเปลี่ยนมุมมอง “การจัดการขยะ” ที่เป็นสิ่งที่คนมักไม่อยากยุ่งเกี่ยว ให้กลายเป็น “การสร้างอาชีพและรายได้” จากการจัดการขยะด้วยการใช้ แมลงโปรตีน (Black Soldier Fly – BSF) โดยในงานวิจัยนี้ มข. นำความเชี่ยวชาญด้านกีฏวิทยามาวิจัยการใช้ตัวอ่อนแมลง BSF ในการย่อยสลายขยะเศษอาหาร ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนขยะให้เป็นโปรตีนคุณภาพสูง”

“โดยตลอดเวลาที่ดำเนินการวิจัย ทีมนักวิจัยของ มข. ได้ศึกษาตั้งแต่ระบบการเลี้ยงแบบปิดไปจนถึงระบบเปิดที่ชาวบ้านทำได้เอง รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีความแข็งแรงและมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายสูงอยู่เสมอ เพื่อป้องกันปัญหาการกลายพันธุ์หรือคุณภาพด้อยลงเมื่อเลี้ยงไปนาน ๆ”

“และเรายังได้ต่อยอดโมเดลการสร้างความร่วมมือ (Supply Chain) ตั้งแต่ต้นทาง โดยจับมือกับภาคเอกชน (เช่น โลตัส, แม็คโคร, เบทาโกร) เพื่อนำขยะเศษอาหารที่เดิมเอกชนต้องเสียเงินจ้างทิ้ง มาเป็นอาหารเลี้ยงแมลง จากนั้นได้ส่งต่อองค์ความรู้ให้เกษตรกรและชุมชนผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น พรก.เงินกู้ช่วงโควิด เพื่อสร้างอาชีพ จนกระทั่งในปลายทาง ด้วยการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องนี้เองที่ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงได้ตัวหนอนเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์ เช่น ปลาหรือไก่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ให้เกษตรกรได้มหาศาล เหลือเพียง 20% ส่วนมูลแมลงก็นำไปทำเป็นวัสดุปรับปรุงดินขายได้อีกทางหนึ่ง”

ที่สุดแล้ว ศ.ดร.ธิดารัตน์ เน้นย้ำว่า “หัวใจสำคัญของการจัดการขยะอย่างยั่งยืนคือ “การทำให้เห็นว่าจัดการขยะแล้วได้เงิน” โดยต่อจากนี้ มข. จะใช้ความสำเร็จของต้นแบบ (Model) ในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นตัวดึงดูดให้เทศบาลและเอกชนรายอื่น ๆ เข้ามาศึกษาดูงานและนำไปใช้จริง แทนการออกไปวิ่งหางบประมาณเพื่อมาดำเนินการด้านนี้เพียงอย่างเดียว โดย มข. จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามแนวทาง BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริงในชุมชน”

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : บันได 5 ขั้น จัดการฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือแบบครบวงจร โดยใช้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นฐาน

รองศาสตราจารย์ ดร.วินิตา บุณโยดม รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)

ต่อมา รองศาสตราจารย์ ดร.วินิตา บุณโยดม รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) อาจารย์และนักวิจัยซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศที่ได้รับรางวัลนักวิจัยวัสดุเด่นของประเทศไทย ประจำปี 2023 โดยท่านมีความเชี่ยวชาญพื้นฐานในด้านพลาสติกชีวภาพและการแพทย์ เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมไหมละลายและวัสดุทางการแพทย์มูลค่าสูง ซึ่งได้นำองค์ความรู้เหล่านี้มาต่อยอดเพื่อบริหารจัดการวิกฤตหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเป็นระบบ

“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และคนในพื้นที่ ถือเป็น “ผู้ประสบภัย” PM2.5 และฝุ่นพิษ โดยตรง เพราะในแต่ละปีเชียงใหม่ต้องจมอยู่กับฝุ่นพิษและหมอกควันไม่น้อยกว่า 2 เดือน ส่งผลให้สุขภาพของชาวเชียงใหม่ทุกเพศทุกวัยย่ำแย่ลง เกิดทั้งอาการภูมิแพ้และเลือดกำเดาไหล แม้ในผู้ที่ไม่เคยมีอาการมาก่อนและฝุ่น PM2.5 รวมถึง ฝุ่นขนาดเล็กกว่านั้น (PM 1 และ PM 0.1) ยังเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ มะเร็ง โรคหัวใจ และกลุ่มอาการอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) ได้ด้วย”

“โดยสาเหตุของการเกิดฝุ่นพิษในเชียงใหม่และในภาคเหนือนั้นมีหลากหลาย ซึ่งไม่ได้เกิดจากการเผาในที่โล่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสาเหตุจากควันไอเสียรถยนต์ สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (Organic compounds) รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน และเมื่อทราบถึงสาเหตุของปัญหาแล้ว ทีมนักวิจัยจาก มช. ได้เปลี่ยนปัญหาเหล่านี้มาเป็นโจทย์วิจัย โดยเน้นการทำงานเชิงรุกและการเสนอแนวทางปรับตัวเพื่อรับมือกับ PM2.5 ในทุกมิติ”

“ทีมนักวิจัย มช. ได้วางแผนใช้กลไกการขับเคลื่อนด้วย “คอนโซเทียม” (Consortium) โดยสร้างเครือข่ายความร่วมมือ “Climate Crisis Consortium” และดึงผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ (เช่น ออสเตรเลีย อเมริกา) มาทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาในมิติต่าง ๆ”

“จากนั้น ได้วางระบบติดตามและข้อมูลขนาดใหญ่ (Monitoring & Big Data) ทั้งการพัฒนาสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศและใช้เทคโนโลยี AI, โดรน และดาวเทียม เพื่อตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) แบบ Real-time แล้วรวบรวมข้อมูลเป็น Big Data เพื่อวิเคราะห์หาแหล่งกำเนิดฝุ่นที่ชัดเจนและบริหารจัดการข้อมูลเพื่อแจ้งเตือนประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน เช่น AirVisual หรือ Fireman”

“และในโครงการวิจัยนี้ ยังได้วางโมเดลการปรับตัว (Adaptation) และการป้องกันเพื่อรับมือกับฝุ่น PM2.5 อย่างชัดเจน ทั้งการพัฒนานวัตกรรมห้องปลอดฝุ่นสำหรับเด็กเล็ก และ “มุ้งสู้ควัน” (DIY) สำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ไปจนถึงการต่อยอดงานวิจัย Functional Food ใช้สารสกัดจากสมุนไพรและนวัตกรรมอาหาร (เช่น อาหารเสริม, เครื่องสำอาง) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันผลกระทบจากฝุ่นจากภายในร่างกายด้วย”

“ส่วนการจัดการกับปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม สาเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 มีการจัดการต้นทางด้วย Smart Farming โดยทีมนักวิจัยได้พัฒนาโมเดลการจัดการพื้นที่เผาบนที่สูง เพื่อเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง (High-value raw material) ตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG สร้างรายได้ให้ชุมชนทดแทนการเผา”

“นอกจากนั้น เรายังผลักดันโครงการวิจัยนี้สู่นโยบาย (Policy Recommendation) โดยทำงานร่วมกับจังหวัดและอำเภออย่างใกล้ชิด และส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในคณะกรรมการระดับจังหวัดเพื่อเสนอเทคโนโลยีและแนวทางแก้ปัญหา รวมถึงยังมีการจัดอบรม “วอร์รูม ทันฝุ่น ทันควัน ทันไฟ” เพื่อติดตั้งอาวุธทางปัญญาและ protocol การทำงานให้กับนายอำเภอในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง”

ทั้งนี้ รศ.ดร.วินิตา ได้เน้นย้ำถึง แนวทางการแก้ปัญหาจะยั่งยืนว่าต้องอาศัย “สี่ประสาน” (Quadruple Helix) คือ สถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนสังคม โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานร่วมกับมิติทางสังคมศาสตร์เพื่อให้ชุมชนเกิดความเชื่อมั่นและยอมรับที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงจะเกิดการแก้ปัญหา PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ : ถอดบทเรียน “น้ำท่วมหาดใหญ่” เปลี่ยนวิกฤตเป็นโจทย์วิจัย ลดความสูญเสียด้วยแพลตฟอร์ม “หาดใหญ่โมเดล Plus”

เชื่อว่าจนถึงตอนนี้หลายคนยังจำภาพความสูญเสียทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน ของประชาชนในมหาอุทกภัย “น้ำท่วมหาดใหญ่” กันได้ โดยในวิกฤตครั้งนี้ หลายภาคส่วนได้ร่วมกันถอดบทเรียนเพื่อนำสู่การป้องกันที่มีประสิทธิภาพ หากเกิดน้ำท่วมครั้งรุนแรงแบบนี้อีกในอนาคต

และบนเวทีเสวนา ในหัวข้อ “ทางออกของประเทศไทยยามวิกฤต ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขับเคลื่อนได้อย่างไร” รศ.ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ได้ถอดบทเรียนและชี้ถึงปัญหาการจัดการ “น้ำท่วมหาดใหญ่” ที่เกิดขึ้นด้วยว่า

รศ.ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)

“เหตุการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ ช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา เราพบว่าจุดที่ลึกที่สุดน้ำท่วมสูงกว่า 4 เมตร หรือท่วมถึงระดับเอวของผู้อยู่อาศัยบนชั้น 2 ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหลักหรือ Pain Point สำคัญ ในหลากหลายด้าน ตั้งแต่ระบบคาดการณ์และการเตือนภัยยังไม่มีประสิทธิภาพพอ และศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ขาดประสิทธิภาพ ไม่มีการบริหารจัดการความช่วยเหลือที่ชัดเจน ทำให้ไม่ทราบว่าใครได้รับความช่วยเหลือไปแล้วบ้าง”

“ในระหว่างที่เกิดเหตุการณ์ ยังพบว่าระบบสื่อสารล้มเหลว ยิ่งพอน้ำท่วมสูง เสาสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาด ทำให้การขอความช่วยเหลือทำได้ยากลำบาก ขณะที่ ปัญหาที่ทาง มอ. พบ จากการเปิดมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์พักพิงของผู้ประสบภัย คือ ในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม ทาง ศูนย์ฯ ต้องรับประชาชนเข้ามาพักถึง 15,000 คน ทำให้เราพบปัญหาด้านการจัดการทรัพยากร อาหาร ห้องน้ำที่ไม่เพียงพอ และเกิดปัญหาความปลอดภัยของทรัพย์สินด้วย”

“และจากปัญหาที่กล่าวมานี้เอง ทำให้ทีมนักวิจัยจาก มอ. สร้างนวัตกรรม “หาดใหญ่โมเดล Plus” เพื่อลดความสูญเสียอย่างยั่งยืน ซึ่งแพลตฟอร์มนี้มีการปรับเอา AI และ Big Data มาใช้ในการคาดการณ์ (Forecasting) สถานการณ์น้ำท่วม และยังได้พัฒนาระบบโดยใช้ AI และ Machine Learning มาพยากรณ์ทั้งปริมาณน้ำฝนและน้ำท่า เพื่อแสดงผลให้เห็นล่วงหน้าว่าน้ำจะท่วมจุดไหน ลึกเท่าใด และน้ำจะลดลงเมื่อไหร่ เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวได้ทัน”

“นอกจากนั้น ยังมีการออกแบบแพลตฟอร์ม “หาดใหญ่รอด” (Hatyai ROD – Respon One Data) เพื่อสร้างระบบหลังบ้านให้ศูนย์ฉุกเฉิน (EOC) เพื่อใช้บริหารจัดการทรัพยากร การกระจายของบริจาค และโลจิสติกส์ความช่วยเหลือให้เป็นระบบเดียว ขณะเดียวกัน ยังได้ทำโมดูลกลุ่มเปราะบาง เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุเพื่อให้ทีมช่วยเหลือเข้าถึงบุคคลเหล่านี้ได้เป็นอันดับแรกเมื่อเกิดเหตุ”

“และเพื่อแก้ปัญหาด้านศูนย์พักพิงขิงผู้ประสบภัย มอ. ได้คิดค้นนวัตกรรมยกระดับศูนย์พักพิงให้เป็น Smart Shelter โดยถอดบทเรียนจากปัญหาเดิมมาจัดทำระบบแบ่งโซนที่พัก การจัดการอาหารและเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงการจัดเตรียมห้องน้ำและระบบความปลอดภัยให้ดีขึ้น”

“สุดท้ายแล้ว เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในเมืองหาดใหญ่รับมือกับวิกฤตน้ำท่วมได้ ทีมนักวิจัยได้สร้างโมเดล “บ้านพี่เลี้ยง” ซึ่งจะวางระบบให้บ้านที่มี 2-3 ชั้นในซอยเดียวกัน เพื่อทำหน้าที่เป็นที่พักพิงชั่วคราวและจุดเตรียมเสบียงให้กับเพื่อนบ้านที่อยู่บ้านชั้นเดียว ทำให้ชุมชนช่วยกันเองได้ในเบื้องต้นได้ระหว่างรอความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน”

รศ.ดร.ธนิต ยังได้เน้นย้ำว่า “งานวิจัยที่ดีต้องนำไปสู่การปฏิบัติจริง” ดังนั้นทุกโมเดลที่สร้างขึ้นนี้จะนำสู่การซ้อมแผนใหญ่ (Simulation) เพื่อให้ทุกภาคส่วนทราบ Protocol และหน้าที่ของตนเองก่อนที่ฤดูน้ำหลากจะมาถึง โดย รศ.ดร.ธนิต เชื่อว่าด้วยการใช้ ววน. (วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม) ผสานกับความเชื่อมั่นที่ชุมชนมีต่อมหาวิทยาลัยในฐานะตัวกลางที่โปร่งใส จะช่วยให้หาดใหญ่กลายเป็นโมเดลต้นแบบในการรับมือภัยพิบัติที่พื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างแน่นอน

ความร่วมมือในฐานะ เครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัย มีส่วนช่วยให้ประเทศชาติรับมือวิกฤตการณ์ต่างๆได้อย่างไร?

โดยสรุปแล้ว หนึ่งในใจความสำคัญ ที่ รศ.ดร.ชาลีดา ผู้ดำเนินรายการบนเวทีเสวนานี้เน้นย้ำ คือ นอกเหนือจากแนวทางการใช้ ววน. หรือ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในการปรับเอางานวิจัยไปปรับใช้เพื่อรับมือกับทุกวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว  อีกหนึ่ง Key Success ที่ต้องเกิดขึ้นในสังคมไทยคือ “ความร่วมมือ” กันในการแก้ปัญหา เพื่อดึงเอาจุดแข็งของแต่ละภาคส่วนมาเป็นพลังในการหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับทุกปัญหา

ยิ่งในบริบทของ “มหาวิทยาลัย” ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือน Think Tank ให้กับสังคมไทย การร่วมมือกันเป็น “เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยวิจัย” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะปรับเอาโครงการวิจัยที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการวิกฤตการณ์ ภัยธรรมชาติ ต่างๆ มาปรับใช้จริง ซึ่งบนเวทีเสวนาเพื่อหาทางออกของประเทศไทยยามวิกฤตนี้ มีมุมมองจากภาควิชาการ คณาจารย์ และนักวิจัยในประเด็นด้านความร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสู้วิกฤตที่น่าสนใจมาแชร์กันด้วย

ศ.ดร.ธิดารัตน์ จาก มข. เน้นย้ำว่า “กลไกความร่วมมือทั้งในระดับเครือข่ายมหาวิทยาลัยและทุกภาคส่วนเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนจาก “การวิจัยบนหิ้ง” ไปสู่ “ทางออกของประเทศ” ในการจัดการขยะอย่างยั่งยืน”

“และมหาวิทยาลัยในยุคนี้ ต้องไม่เป็นเพียงแค่แหล่งวิจัยหรือตีพิมพ์ผลงานเท่านั้น แต่ต้องวางตัวเป็น “แหล่งเรียนรู้และแพลตฟอร์มในการถ่ายทอดองค์ความรู้” โดยเฉพาะการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม (ววน.) เช่น การใช้แมลงโปรตีน (BSF) มาเป็นเครื่องมือให้ชุมชนนำไปปฏิบัติได้จริง”

“ขณะที่ ตัวนักวิจัยเอง ต้อง “อย่าทำงานอย่างโดดเดี่ยว” หรือปิดตัวอยู่แต่ในห้องแล็บ แต่ต้องสร้างเครือข่ายเพื่อนร่วมงานและดึงโจทย์จากสังคมมาทำ เพื่อให้เกิดพลังในการแก้ปัญหาที่ใหญ่กว่าความสามารถของคนคนเดียว”

“และในฐานะ “มหาวิทยาลัยวิจัย” มองว่าความเข้มแข็งของ เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยวิจัย (RUN) จะเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน ช่วยให้เกิดการ “บูรณาการข้ามศาสตร์” เช่น การนำความรู้ด้านสังคมศาสตร์มาช่วยในการสื่อสารกับชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่เกิดความเป็นเจ้าของ (Ownership) และยอมรับเทคโนโลยีไปใช้จนเกิดความยั่งยืนในที่สุด”

ด้าน รศ.ดร.วินิตา จาก มช. ก็มองว่าการแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืนไม่สามารถทำได้โดยโดดเดี่ยว แต่ต้องอาศัย กลไกความร่วมมือที่ประสานกันทุกระดับ

“ความร่วมมือกับภาคสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มีความสำคัญมาก เพราะต่อให้มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ดีเพียงใด แต่ถ้าชุมชนไม่เชื่อมั่นหรือไม่ยอมรับ (Social Listening) ก็จะไม่เกิดการปรับตัว (Adaptation) หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ยั่งยืน”

“และเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัย (University Network) ควรมีการแชร์ทรัพยากรและองค์ความรู้ข้ามหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เช่น การร่วมมือกับ สวทช. ในด้านการวางระบบไอทีและอิเล็กทรอนิกส์เพื่อวางแผนป้องกันฝุ่น PM2.5 หรือความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อคิดค้นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่จะมาบรรทาผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากฝุ่นพิษ”

“ขณะที่ การมี RUN ก็ทำให้นักวิจัยมีโอกาสได้รู้จักกัน และรู้ว่าเราจะต่อยอดโครงการวิจัยของเราอย่างไรด้วยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งอื่น ตลอดจนยังนำสู่การแลกเปลี่ยนโมเดลแก้ปัญหาไฟป่ากับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ด้วย”

ส่วน รศ.ดร.ธนิต จาก มอ. ได้ให้มุมมองสำคัญว่า “หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาน้ำท่วมให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยกลไกความร่วมมือที่เหนียวแน่นและการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างภาคส่วนต่างๆ ด้วย”

“ทั้งนี้ เรามองเห็นว่าข้อดีของการที่มหาวิทยาลัยอยู่ในพื้นที่มานาน คือ ประชาชนมีความเชื่อมั่นและศรัทธา มอ. จึงทำหน้าที่เป็นเหมือน “ตัวต่อจิ๊กซอว์” ที่เชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ ให้มาทำงานร่วมกันด้วยความเป็นกลาง โปร่งใส และไม่มีประเด็นเรื่องการทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยให้การประสานงานราบรื่นขึ้น”

“ยิ่งมี เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยวิจัย หรือ RUN ก็ยิ่งทำให้เราอุ่นใจ และเป็นหน่วยงานสื่อกลางที่ช่วยให้ มอ. ได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งอื่นแบบพี่น้องที่มีการประชุมและแชร์ข้อมูลกันบ่อยครั้ง ซึ่งการทำงานร่วมกันในเครือข่ายนี้เองที่มีส่วนช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนโมเดลการแก้ปัญหาที่สามารถนำไปปรับใช้ข้ามภูมิภาคได้ เช่น การนำโมเดลจากหาดใหญ่ไปปรับใช้ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากอื่นๆ อย่างเชียงราย หรือกรุงเทพฯ”

ที่สุดแล้ว รศ.ดร.ธนิต เน้นย้ำว่า นักวิจัยควรออกจาก “เซฟโซน” แล้วไปมีส่วนร่วมกับชุมชนและองค์กรวิชาชีพต่างๆ เพราะการทำงานร่วมกับเป็นเครือข่ายจะช่วยดึงโจทย์จริงจากสังคมมาแก้ไข และทำให้ทุกงานวิจัยมีคุณค่าต่อส่วนรวมและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

รีวิวโครงการงานวิจัยที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง 

เปิดตัวธุรกิจร่วมทุน ไทย-ออสเตรเลีย “RUN จับมือ CSIRO”

ตามติดภารกิจสานต่อความร่วมมือไทย-จีน พัฒนา นวัตกรรมแก้จน

เปิดตัว City Innovation Alliance (CIA) หลักสูตรใหม่จาก NIA Academy

Post Views: 33

Back To Top