บินได้แล้วไงต่อ? "Roadster" รถไฟฟ้ามากสมรรถนะ แต่ใครล่ะคือ "กลุ่มเป้าหมาย" - Brand Buffet
แชร์ :

เรียกว่าเป็นการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำให้คนธรรมดาถึงกับต้องกลั้นหายใจ เมื่อ Tesla จัดโชว์ความสามารถของ Roadster รุ่น 2 ไปเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา (ตามเวลาในประเทศไทย) โดยภายในงานมีการโชว์ความสามารถของตัวรถที่ไต่ระดับขึ้นไปตามทางที่กำหนด และพลิกตัวตีลังกากลับลำลงมา ก่อนจะใช้เทคโนโลยี Thrusters ที่พัฒนาร่วมกับ SpaceX เพื่อให้รถลอยตัวอยู่กลางอากาศได้แม้เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ จนเรียกเสียงฮือฮาได้จากผู้ชมทั่วโลก
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นอาจเป็นการตั้งคำถามว่า รถที่ประสิทธิภาพเหนือชั้นคันนี้ “ใจของเจ้าของ” จะต้องแข็งแกร่งเบอร์ไหนด้วยเช่นกัน ซึ่งหากย้อนประวัติของ Roadster จะพบว่า มันเริ่มต้นในฐานะรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของ Tesla โดยมีการเปิดตัวรถต้นแบบในปี 2006 ก่อนเริ่มส่งมอบรถในปี 2008 เพื่อต้องการพิสูจน์ว่า รถยนต์ไฟฟ้าก็สามารถสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจได้
SpaceX has used thrusters to position spacecraft for decades.
Making them work in a vehicle instead of a vacuum took all-new hardware & controls.
Every usable void in the car is packed with Carbon Fiber Overwrapped Pressure Vessels (COPVs)
More compressed gas on board = more flight time
— Tesla (@Tesla) October 16, 2026
Roadster รุ่นแรกจำหน่ายจนถึงปี 2012 และมีส่วนช่วยสร้างชื่อให้ Tesla ก่อนที่บริษัทจะขยายธุรกิจไปสู่รถซีดานและ SUV ในเวลาต่อมา จากนั้น ในเดือนพฤศจิกายน 2017 ทาง Tesla ก็เผยโฉม Roadster รุ่นที่ 2 พร้อมประกาศสมรรถนะที่เหนือกว่ารุ่นแรกอย่างมาก ทั้งอัตราเร่ง 0–60 ไมล์ต่อชั่วโมงใน 1.9 วินาที ความเร็วสูงสุดมากกว่า 250 ไมล์ต่อชั่วโมง และระยะทางขับขี่ที่บริษัทอ้างว่าสูงถึง 620 ไมล์ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมกำหนดการส่งมอบในปี 2020
อย่างไรก็ดี กำหนดการได้ถูกเลื่อนออกไปหลายครั้ง จนในที่สุด เมื่อ 15 ตุลาคม 2026 (หรือ 16 ตุลาคม ตามเวลาในประเทศไทย) ทาง Tesla ก็ได้ออกมาจัดงานสาธิต Roadster โฉมใหม่ พร้อมโชว์ความสามารถในการพลิกตัว และลงจอดได้สำเร็จ โดยบริษัทตั้งเป้าว่า จะสามารถเดินสายการผลิตรถรุ่นดังกล่าวได้ในปี 2028
Roadster event livestream https://t.co/G0jU4mWfid
— Tesla (@Tesla) October 15, 2026
Roadster รถสุดล้ำ แต่ใครล่ะคือ “กลุ่มเป้าหมาย”
อย่างไรก็ดี จุดที่น่าสนใจของ Roadster รุ่นนี้ก็คือ ในช่องทาง Social Media ของทางแบรนด์ ไม่มีการระบุกลุ่มเป้าหมายในการทำตลาดไว้อย่างชัดเจน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เน้นย้ำถึงสมรรถนะของตัวรถ เช่น อัตราเร่งระดับไฮเปอร์คาร์ (โดย Elon Musk ระบุว่ารถสามารถเร่งจาก 0–60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาไม่ถึง 1 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 230 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 370 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
Interior
– Ultrawhite interior w/ gray microsuede detailing & seat bolsters for added grip– Manual controls & a fixed seat position reduce overall vehicle mass
– Lightweight, high-strength materials throughout, including magnesium, titanium & carbon fiber help reduce it further
This allows Roadster to respond to driver inputs almost instantly
— Tesla (@Tesla) October 16, 2026
หรือระบบ Thrusters ที่พัฒนาร่วมกับ SpaceX เพื่อช่วยให้รถยกตัวกลางอากาศได้ในช่วงสั้น ๆ ฯลฯ ซึ่งหากพิจารณาให้ดี ความสามารถเหล่านี้เป็นความสามารถที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมเอาไว้ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่า มันจะถูกนำมาใช้บนถนนสาธารณะได้ในรูปแบบใด และจะผ่านข้อกำหนดด้านความปลอดภัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศได้อย่างไรด้วย
ขณะที่เว็บไซต์ของ Tesla เกี่ยวกับ Roadster ก็ไม่มีการระบุกลุ่มเป้าหมายของรถรุ่นที่ 2 อย่างตรงไปตรงมา โดยมีข้อความบอกเพียงว่า รถดังกล่าวเป็น All-electric supercar ที่เน้นสมรรถนะ และประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ รวมถึงตัวเลขอัตราเร่ง ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า การวาง Roadster ไว้ในตลาดรถสปอร์ตระดับพรีเมียม แต่สมรรถนะสุดขั้ว และฟีเจอร์ที่เน้นความหวือหวานี้ จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มดังกล่าวได้จริงหรือ
และอีกข้อที่ประเมินได้ยากก็คือใจของคนขับ ว่าต้องแกร่งเพียงใดจึงจะบังคับรถเหล่านี้ได้ หากเกิดสถานการณ์แบบที่บริษัทฯ สาธิต ซึ่งหากอนุมานว่า กลุ่มเป้าหมายของ Roadster รุ่น 2 ยังคงเป็นกลุ่มผู้ซื้อระดับพรีเมียมเหมือนตอนเปิดตัว Roadster รุ่นแรก ก็อาจทำให้หลายคนเกิดความกังวลในการใช้งานได้เช่นกัน และนั่นอาจทำให้ Roadster เป็นรถที่ใครหลายคนร้องว้าวในวันสาธิต แต่ยอมส่ายหน้าในวันที่ถูกถามว่าอยากเป็นเจ้าของหรือไม่ก็เป็นได้
แชร์ :
