REVIEW – ONIMUSHA : Way Of The Sword [ รีวิว - สนุกไหม? / PS5]

ONIMUSHA : Way Of The Sword
ระบบ : PS5, Xbox Series X|S และ PC
พัฒนาโดย : CAPCOM
วันวางจำหน่าย 25 กันยายน 2026
สวิทช์2 กล่องเหล็ก คลิก
—
***เฉพาะ PC กรอกโค้ด
METALBRIDGESGAMES
รับส่วนลดเพิ่มอีก 10%
นานมากแล้วที่ไม่มี Onimusha ภาคใหม่ออกมาเป็นเวลา 18 ปี…และบรรดาแฟนๆ ของซีรีส์นี้แทบจะยอมแพ้กับแนวคิดในการสร้างภาคใหม่ของซีรีส์คลาสสิกนี้ บางคนก็ลืมไปแล้วว่ามีเกมนี้อยู่ในวงการ…แต่อยู่ๆก็มา! เพราะ ONIMUSHA : Way Of The Sword เป็นภาคใหม่ที่เปิดตัวออกมาเซอร์ไพร้ซ์คอเกม ด้วย RE Engine เวอร์ชั่นใหม่ที่ให้ภาพตัวละครที่คมชัด และเหล่าปีศาจถูกพัฒนาให้ออกมาน่าขนลุก ด้วยงานภาพเดียวกับ Resident Evil Remake

Onimusha: Way of the Sword จะเล่าเรื่องการต่อสู้ฝ่าสมรภูมิสยองขวัญโลกปีศาจด้วยดาบของ “มิยาโมโตะ มุซาชิ” นักดาบในตำนานของญี่ปุ่น พร้อมออกสำรวจเมืองเกียวโต ในยุคเอโดะ ที่บิดเบี้ยวไปด้วยเมฆหมอกแห่งความชั่วร้าย เต็มไปด้วยความลึกลับ สุดอันตราย และต้องต่อสู้กับอสูรจากโลกใต้ดินที่รู้จักกันในชื่อ เก็นมะ
มุซาชิ ผู้ถือครอง ปลอกแขนอสูร สิ่งประดิษฐ์ลึกลับที่ให้พลังแก่ผู้ใช้ เพื่อสังหารเก็นมะแบบถอนรากถอนโคน ในขณะที่เดินทาง เขาก็ต้องค้นหาเหตุผลในการต่อสู้ไปด้วย แล้วชะตากรรมแบบใด ที่รออยู่ ณ จุดสิ้นสุดของวิถีดาบที่เขาเฝ้าค้นหา?
รีวิว 10/10
คอเกมแอคชั่น คนเบียวซามูไรต้องเล่นจริงๆ
โคตรมันส์ โคตรเดือด หัวร้อนหัวไหม้ และสะใจทุกครั้งที่เอาชนะได้

-เนื้อเรื่อง 3 /3
-เกมเพลย์ 3 /3
-งานภาพ 3 /3
-ความชอบ 1 /1
แต่ละด้านจะมีคะแนนเต็ม 3
1=ไม่ไหว / 2= พอได้ / 3=เยี่ยม

หลังจากห่างหายจากวงการเกมไปนานหลายปี Onimusha: Way of the Sword กลับมาอีกครั้งพร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากเดิมที่เป็นเกมแอ็กชันสยองขวัญแบบคลาสสิกในยุค PS2 สู่ Action RPG ที่เน้นการต่อสู้และการดวลกับศัตรูอย่างเต็มตัว แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือ Capcom ไม่ได้พยายามทำให้เกมกลายเป็น Soulslike ตามกระแส หากเลือกนำแก่นของการต่อสู้ด้วยดาบ การอ่านจังหวะ และเรื่องราวของนักรบมาผสมกับโครงสร้างเกมสมัยใหม่ จนกลายเป็นประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง
เนื้อเรื่อง

เรื่องราวพาผู้เล่นเข้าสู่ญี่ปุ่นยุคเอโดะ ผ่าน มิยาโมโตะ มุซาชิ นักดาบในตำนานที่ถูกนำมาผสมเข้ากับโลกแฟนตาซี
หลังจากเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเกือบเสียชีวิต มุซาชิ กลับถูกผูกติดอยู่กับ ปลอกแขนอสูร ที่สามารถเพิ่มพลังให้กับเขาและดูดซับวิญญาณของศัตรูได้ สำหรับนักดาบที่ยึดมั่นในการดวล นี่กลับเป็นพลังที่เขาไม่ได้ต้องการ เพราะเขามองว่าความแข็งแกร่งที่ได้มาโดยไม่ต้องฝึกฝนนั้นไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่แท้จริง
มุซาชิ ออกเดินทางเพื่อหาทางกำจัดมัน
แต่สุดท้ายกลับถูกดึงเข้าสู่ภารกิจปราบปีศาจ เก็นมะ และปกป้องเกียวโตจาก หมอกเลือด ที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วเมือง

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ มุซาชิ น่าสนใจคือเขาไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็น “ฮีโร่ผู้พร้อมช่วยโลก” แต่เป็นคนที่ค่อนข้างกวน มั่นใจในฝีมือ และต้องการเพียงพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักดาบ การที่เขาถูกบังคับให้กลายเป็นผู้กำจัดปีศาจจึงทำให้เกิดพัฒนาการของตัวละครที่น่าสนใจ เพราะเขาต้องค่อย ๆ ยอมรับว่าพลังของ ปลอกแขนอสูร ไม่ได้ทำให้ความสามารถในการใช้ดาบของเขาหมดความหมาย ตรงกันข้าม มันกลายเป็นเครื่องมืออีกอย่างที่เขาต้องเรียนรู้ว่าจะใช้มันอย่างไรให้เหมาะสม

ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครก็เป็นอีกส่วนที่ช่วยยกระดับเรื่อง มุซาชิ ไม่ได้เดินทางเพียงลำพัง แต่มี ชิสุกะ , ท่านทากามูระ , ผู้ช่วยโอคุนิ รวมถึงคู่ปรับอย่าง ซาซากิ กังริว (โคจิโร่)ข้ามามีบทบาท ความสัมพันธ์เหล่านี้ช่วยให้เรื่องมีมิติทางอารมณ์มากกว่าเกมแอ็กชันทั่วไป โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง มุซาชิ กับ กังริว (โคจิโร่)ที่ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างคู่แข่ง แต่เต็มไปด้วยแรงผลักดันและความเคารพซึ่งกันและกัน ขณะที่ ชิสุกะ เองก็ไม่ได้เป็นเพียงตัวละครสนับสนุน แต่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ มุซาชิามารถใช้พลังขอปลอกแขนอสูรได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวในช่วงครึ่งหลังเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น การเล่าตำนานและรายละเอียดเกี่ยวกับเก็นมะ จะมีช่วงที่ยืดเยื้อจนทำให้จังหวะของเรื่องไม่กระชับเท่าช่วงแรก แต่ข้อดีคือธีมเรื่อง “ความเป็นหนึ่งในใต้หล้า” ยังคงสอดคล้องกับเกมเพลย์อย่างชัดเจน มุซาชิ ต้องตั้งคำถามกับความหมายของพลัง ความเป็นเลิศในวิถีแห่งดาบ
ขณะที่ผู้เล่นเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความพ่ายแพ้และพัฒนาฝีมือเพื่อผ่านอุปสรรคตรงหน้า…
Gameplay

หัวใจของ Way of the Sword คือระบบต่อสู้ที่เน้นการ “สวนกลับ” มากกว่าการบุกเข้าไปฟันศัตรูแบบไม่คิดชีวิต โดยมีทั้งการโจมตีเบาและหนัก การParry การสะท้อน

รวมถึง Issen ซึ่งเป็นการสวนกลับการโจมตีด้วยการโจมตี ผู้เล่นจึงต้องสังเกตพฤติกรรมของศัตรูและเรียนรู้ว่าการโจมตีแต่ละประเภทควรรับมือด้วยวิธีใด

ความสนุกของระบบนี้อยู่ตรงที่การต่อสู้ไม่ได้มีวิธีเดียว
หลบ ก็รอดได้ง่ายๆ
การสะท้อน เหมาะกับการลด Stamina ของศัตรู โดยใช้การอ่านจังหวะที่เข้มข้นขึ้นในการกดป้องกัน
ขณะที่ Issen คือความเสี่ยงสูง ที่ต้องอาศัยจังหวะที่แม่นยำมากระดับ 1 :1 เป๊ะๆ เพื่อแลกกับผลตอบแทนมหาศาล หากทำสำเร็จจะสามารถสวนกลับด้วยดาเมจมหาศาล แต่ถ้ากะจังหวะพลาดก็มีโอกาสถูกโจมตีเต็ม ๆ เช่นกัน

นี่ทำให้การต่อสู้ของเกมนี้มีความรู้สึกเหมือน “ดวลดาบ” มากกว่าการต่อสู้แบบเกมแอคชั่นบ้าพลังสแปมปุ่ม
ทุกครั้งที่ดาบปะทะกัน เสียงและแอนิเมชันจะช่วยสร้างน้ำหนักให้กับการปะทะอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะการ Deflect ที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าตัวเองกำลังอ่านการโจมตีและตอบสนองต่อการต่อสู้จริงๆ

ระบบนี้ยังถูกนำไปใช้กับการออกแบบบอสอย่างเต็มที่ ศัตรูระดับบอสจะเป็นไฟท์บังคับให้ผู้เล่นจำรูปแบบการโจมตี และเลือกจังหวะที่จะเสี่ยงกับ Issen หรือใช้อาวุธเสริม เพื่อสร้างความเสียหาย การเอาชนะบอสจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขพลังเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นเรียนรู้การต่อสู้ได้มากแค่ไหน

แต่ก็มีความต่างจากเกม Soul Like อย่างมากเช่นกัน เกมนี้ จะเน้นไปที่การดวลดาบ ใช้ทุกสิ่งที่เกมมีให้ในการต่อสู่ แต่กับเกมตระกูล Soul นั้น มีเรื่องของบิลด์ตัวละครที่เข้ากับสไตล์การเล่น ทำให้การเล่นมีความลึกมากกว่า ซับซ้อนกว่า แต่ไม่ใช่ว่า Onimusha จะเป็นเกมที่เล่นง่าย เพราะยังให้ความสำคัญกับการต่อสู้ ดวลดาบ อ่านทางมูฟเซต และนับเฟรมอนิเมชั่นอย่างแม่นยำ เพียวแต่ตัดเรื่องการสร้างตัวละครที่มีความถนัดเฉพาะทางออกไปนั่นเอง…

และนี่คือส่วนที่ทำให้ความยากของเกมมีความหมายมากกว่าการเป็นเพียง “เกมยาก” เพราะ Way of the Sword พยายามเชื่อมโยงความยากเข้ากับพัฒนาการของผู้เล่น
การพ่ายแพ้ซ้ำ ๆ บังคับให้ผู้เล่นกลับไปเรียนรู้จังหวะของศัตรู ใช้ของที่มีอยู่ จนเอาชนะการต่อสู้ที่เคยดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ได้สำเร็จ ความรู้สึกจากการทำ Issen สำเร็จจึงมีน้ำหนักมาก และสะใจมากๆในเวลาที่ผ่านบอสตัวนั้นๆไปได้
เพราะมันสะท้อนว่าผู้เล่นเองก็เก่งขึ้นเช่นกัน…

โครงสร้างของเกมถูกเปลี่ยนให้ทันสมัยขึ้นจากภาคเก่า โดยผู้เล่นจะเดินทางระหว่างพื้นที่ที่ออกแบบเป็นเส้นทางหลักกับเมืองศูนย์กลาง ที่ทำหน้าที่เป็น Hub ซึ่งจะค่อย ๆ มีภารกิจเสริมและกิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มขึ้น การออกแบบลักษณะนี้ช่วยให้เกมมีพื้นที่สำหรับการสำรวจมากกว่าภาคก่อนๆ แต่ยังไม่กลายเป็น Open World ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยกิจกรรมจนทำให้เรื่องราวหลักเสียจังหวะ

การค้นหาวัตถุดิบ การอัปเกรด และความสามารถต่าง ๆ รวมถึงการตามหาไอเทมและทำ Side Quest ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กลับไปสำรวจพื้นที่เดิมอีกครั้ง
ระบบ Skill Tree และ ไอเทมสวมใส่ ก็มีบทบาทในการปรับแต่งให้เข้ากับรูปแบบการเล่นของผู้เล่นมากขึ้น แต่ยังไม่ใช่การบิลด์สายตัวละคร อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้า แค่เป็นการบัฟเล็กๆน้อยๆมากกว่า…

แต่ในส่วนนี้เองที่เกมเริ่มมีปัญหาเมื่อเข้าสู่ช่วงท้าย เพราะกิจกรรมบางประเภทเริ่มให้ความรู้สึกเหมือนถูกใช้เพื่อยืดเวลาการเล่นมากกว่าการเพิ่มเนื้อหาอย่างมีความหมาย
ภารกิจปิด Rift …การกลับไปยังพื้นที่เดิม …และการต่อสู้กับศัตรูชุดเดิมเริ่มเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนลดความสดใหม่ของประสบการณ์ลง
DNA ของ Capcom ที่ถูกหลอมรวมในโลกซามูไร

อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้ Onimusha: Way of the Sword รู้สึกแตกต่างจาก Action RPG ทั่วไป คือยิ่งเล่นก็ยิ่งสัมผัสได้ว่าเกมนี้เหมือนเป็นการรวมมิตร DNA ของเกม Capcom หลายแฟรนไชส์เอาไว้ด้วยกัน เพียงแต่ถูกนำมาปรุงใหม่ให้เข้ากับธีมซามูไรได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะฉากห้องทดลองของ โดเกียว ที่ให้อารมณ์ราวกับเอา Resident Evil มาครอบด้วยธีมญี่ปุ่นยุคซามูไร ทั้งบรรยากาศของสถานที่ ความรู้สึกในการสำรวจ และการเผชิญหน้ากับสิ่งผิดธรรมชาติ ทำให้ช่วงเวลานี้มีรสชาติแตกต่างจากการลุยวัด ป่า หรือปราสาทแบบที่คุ้นเคย

ขณะเดียวกัน การออกแบบช่วงท้ายเกมก็ชวนให้นึกถึง Rockman อย่างชัดเจน เมื่อผู้เล่นต้องบุกเข้าสู่ปราสาทบอสใหญ่ และเผชิญหน้ากับเหล่าบอสที่เคยผ่านมาแล้วทีละห้อง ก่อนจะไปถึงศึกลาสบอส 3 ร่าง
แนวคิดแบบ “ผ่านด่านเพื่อจัดการบอสแต่ละตัว แล้วค่อยเปิดทางไปสู่ศึกสุดท้าย” ถูกนำมาใช้ในบริบทของ Onimusha จนกลายเป็นช่วงไคลแมกซ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกม Capcom คลาสสิกในเวอร์ชันซามูไร เพียงแต่เปลี่ยนจากการใช้แขนบัสเตอร์ของ Rockman มาเป็นคมดาบและพลังอสูรเท่านั้น…
แม้แต่ระบบการออกแบบพื้นที่ก็ยังมีกลิ่นของ Devil May Cry อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการที่บางพื้นที่จะถูกปิดชั่วคราวและไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ จนกว่าผู้เล่นจะจัดการบอสหรือภัยคุกคามประจำพื้นที่นั้นเสียก่อน โครงสร้างแบบนี้ทำให้การสำรวจไม่ได้เป็นเพียงการเดินตามเส้นทาง แต่มีความรู้สึกเหมือนกำลังเข้าสู่ “สนามประลอง” ที่เกมกำลังทดสอบฝีมือเราอยู่ ด้วยฝูงศัตรูเป็นรอบๆ และเมื่อเอาชนะศัตรูตัวสำคัญได้ พื้นที่ที่เคยถูกล็อกก็จะเปิดออกอีกครั้ง

สิ่งที่น่าสนใจคือเกมไม่ได้พยายามซ่อนกลิ่นอายเหล่านี้ แต่กลับนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาประกอบกันจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง Resident Evil ในฉากสำรวจ, Rockman ในโครงสร้างการลุยบอส และ Devil May Cry ในการออกแบบพื้นที่และจังหวะการต่อสู้ ก่อนจะนำทั้งหมดมาวางไว้บนแกนหลักของ Onimusha ที่ยังคงเป็นเรื่องของซามูไร ปีศาจ และการต่อสู้ด้วยดาบ
ทำให้ Way of the Sword มีความเป็น “Capcom” สูงมากในแบบที่แฟนเกมค่ายนี้น่าจะจับไต๋ได้ตั้งแต่เล่นไปไม่กี่ชั่วโมง

ข้อเสังเกตุที่ชัดที่สุดของ Way of the Sword คือ “ความซ้ำซาก” โดยเฉพาะเมื่อเล่นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ศัตรูทั่วไปมีความหลากหลายไม่มากพอ ขณะที่บอสและมินิบอสบางตัวถูกนำกลับมาใช้ซ้ำหลายครั้ง โดยแทบไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบนอกจากเพิ่มพลังให้แข็งแกร่งขึ้น ส่งผลให้สิ่งที่เคยเป็นการดวลที่น่าตื่นเต้นในช่วงแรก กลายเป็นการต่อสู้ที่ผู้เล่นต้องผ่านเพื่อเดินหน้าต่อเท่านั้น

ระบบ RPG ก็มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน การอัปเกรดพลังชีวิต พลังโจมตี และพลังอสูรมีประโยชน์ แต่การเพิ่มขึ้นในแต่ละครั้งค่อนข้างน้อยจนบางครั้งแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง
ขณะเดียวกันศัตรูก็เพิ่มความแข็งแกร่งไปพร้อมกับผู้เล่น ทำให้ระดับความท้าทายโดยรวมไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
ปัญหาเหล่านี้ทำให้ช่วงท้ายของเกมมีความรู้สึกเหมือนประสบการณ์ที่ดีมากถูกยืดออกไปนานเกินความจำเป็น
เกมมีโครงสร้างที่แข็งแรงและการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม แต่เมื่อเจอการย้อนกลับพื้นที่เดิม ภารกิจที่ทำซ้ำ และบอสที่กลับมาอีกครั้ง ความเหนื่อยล้าจึงเริ่มเข้ามาแทนที่ความตื่นเต้น
ถึงอย่างนั้น ความยากของเกมก็มีความน่าสนใจในตัวเอง เพราะผู้เล่นสามารถเลือก Story Mode หากต้องการโฟกัสกับเรื่องราว หรือเลือกประสบการณ์ที่ท้าทายมากขึ้นสำหรับคนที่ต้องการพิสูจน์ฝีมือ
และในบางสถานการณ์ การยอมรับความช่วยเหลือจากระบบเกมก็ไม่ได้หมายถึงการเล่นแบบง่ายเกินไป
แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดที่เกมพยายามสื่อว่า “ความแข็งแกร่ง” ไม่ได้หมายถึงการฝืนทุกอย่างด้วยตัวเองเสมอไป
งานภาพ
ในด้านงานภาพ Onimusha: Way of the Sword อาจไม่ได้เป็นเกมที่ตั้งใจเอาความอลังการทางกราฟิกมาฟาดใส่ผู้เล่นทุกฉาก
แต่การนำ RE Engine มาใช้ช่วยยกระดับโลกของ Onimusha ขึ้นมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะรายละเอียดของตัวละคร อสูรเกนมะ เอฟเฟกต์เลือด ประกายไฟ ที่ทำให้ทุกการปะทะดูมีน้ำหนักมากขึ้น จุดที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือบรรยากาศของเกียวโต ที่สามารถสลับจากความงดงามของวัด ศาลเจ้า และธรรมชาติ ไปสู่ความสยองขวัญเมื่อถูกหมอกพิษ และฝูงปีศาจเข้าครอบงำได้อย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งรีวิวนี้ ในด้านเทคนิคและการเล่นจริง เขียนขึ้นบน PS5 ตัวแรก ที่ยังใช้งานประสิทธิภาพของ RE Engine ได้ดีแบบที่ Resident Evil เคยทำได้

สำหรับ PS5 ตัวเกมเปิดให้เลือกแนวทางการแสดงผลระหว่าง Quality ที่เน้นความคมชัดของภาพกับ Performance ที่เน้นเฟรมเรต 60fps
สำหรับเกมที่ระบบต่อสู้พึ่งพาการกดสวน การสวนกลับ ปัดป้อง และ Issen ที่ต้องอาศัยจังหวะระดับเสี้ยววินาที แอดฯ มองว่า Performance Mode เหมาะกับเกมนี้มากกว่า
เพราะความลื่นไหลส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์การเล่น ขณะที่ Quality Mode เหมาะกับคนที่อยากดื่มด่ำกับรายละเอียดฉากและภาพโดยรวมมากกว่า

สิ่งที่น่าสนใจคือ งานภาพไม่ได้มีดีแค่ความละเอียด แต่มี “การกำกับภาพ” ที่ช่วยขายความเป็น Onimusha ตั้งแต่ซามูไรที่เต็มไปด้วยเลือดและบาดแผล ไปจนถึงอสูรเกนมะที่ถูกออกแบบให้มีความประหลาดและผิดธรรมชาติจจนน่ากลัว รวมถึงเอฟเฟกต์ตอนปะทะดาบที่มีทั้งประกายไฟ เสียง และแรงกระแทกมาช่วยสร้างความรู้สึกว่าการฟันแต่ละครั้งมีน้ำหนักจริง ๆ โดยเฉพาะเวลาสู้กับบอส ภาพและเอฟเฟกต์จะทำงานร่วมกับระบบต่อสู้จนเกิดความรู้สึกเหมือนกำลังดูฉากแอ็กชันในหนังซามูไรที่ผู้เล่นเป็นคนควบคุมเอง
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในแง่ “โชว์กราฟิกระดับเครื่องยุคใหม่” เกมอาจไม่ได้อยู่ในระดับที่ทุกฉากจะทำให้ต้องหยุดถ่ายภาพ เพราะบางพื้นที่มีรายละเอียดของฉากและแสงเงาที่ธรรมดากว่าคัตซีนหรือฉากต่อสู้ ขณะที่ความโดดเด่นของเกมจะออกมาเต็มที่เมื่อเข้าสู่การต่อสู้ ซึ่งแอนิเมชัน เอฟเฟกต์ และการจัดแสงช่วยดึงสายตาได้มากกว่า

ดังนั้นถ้าจะให้คะแนนด้านภาพ แอดฯ มองว่า จุดแข็งของ Onimusha: Way of the Sword ไม่ใช่การเป็นเกมที่กราฟิกสวยที่สุดบน PS5 แต่คือการใช้เทคโนโลยีของ Capcom เพื่อสร้าง “โลกซามูไรแฟนตาซีที่มีชีวิต” และทำให้การต่อสู้ดูทรงพลัง
ซึ่งเมื่อรวมเข้ากับ DNA ของ Resident Evil, Devil May Cry และ Rockman ที่ซ่อนอยู่ในงานออกแบบด่านแล้ว
มันยิ่งทำให้ Way of the Sword รู้สึกเหมือนเกมที่รวบรวมประสบการณ์หลายยุคของ Capcom มาอยู่ในเกมเดียวได้อย่างน่าสนใจ

Onimusha: Way of the Sword คือการกลับมาที่แข็งแกร่งของแฟรนไชส์ Onimusha และเป็นเกม Action RPG ที่มีระบบต่อสู้โดดเด่นอย่างแท้จริง
จุดแข็งไม่ได้อยู่ที่ความยากเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบระบบที่ทำให้ผู้เล่นต้อง “เรียนรู้” ศัตรูจริง ๆ ตั้งแต่การอ่านท่าทาง ไปจนถึงการเสี่ยงทำ Issen ในจังหวะที่เหมาะสม
ทุกครั้งที่ผู้เล่นพัฒนาฝีมือขึ้น เกมก็ทำให้รู้สึกถึงความสำเร็จได้อย่างชัดเจน
ด้านเนื้อเรื่องก็ทำได้ดี โดยเฉพาะ ตัวมุซาชิเอง ที่เป็นตัวละครมีบุคลิกและพัฒนาการน่าสนใจ รวมถึงความสัมพันธ์กับตัวละครอื่นๆ ที่ปูมาให้ขยี้ในช่วงท้าย ที่ช่วยเติมอารมณ์ให้กับเกม
ขณะที่งานออกแบบบอสและการต่อสู้ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของเกม
ข้อสังเกตมีเพียงเล็กๆน้อยๆ ก็อยู่ที่ช่วงท้ายซึ่งมีทั้งศัตรู และ บอสซ้ำๆ (แต่หลังๆอยากเจอบ่อย เอาของไปอัพเกรด 555)
ภารกิจย้อนกลับพื้นที่เดิม และระบบอัปเกรดที่ให้ผลค่อนข้างน้อยมากๆ (แต่ก็ต้องอัพละนะ)
จนทำให้ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมในช่วงต้นและกลางเริ่มสูญเสียความสดใหม่ไปบ้าง

แต่เมื่อมองภาพรวม จุดแข็งของระบบต่อสู้ เนื้อเรื่อง ตัวละคร และการออกแบบบอส
ยังมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ Way of the Sword
เป็นการกลับมาของ Onimusha ที่น่าจดจำ และทำให้เรามอบให้แบบ 10/10 ครับ!
สวิทช์2 กล่องเหล็ก คลิก
—
***เฉพาะ PC กรอกโค้ด
METALBRIDGESGAMES
รับส่วนลดเพิ่มอีก 10%

ทีมพัฒนา ยืนยันไม่มีระบบ Open World
และปรับความยากไม่ให้สุดทางเกินไป
โดย Akihito Kadokwaki (โปรดิวเซอร์) และ Satoru Nihei (ผู้กำกับเกม) ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาเกมภาคใหม่นี้ ซึ่งเป็นการคืนชีพของแฟรนไชส์ ‘Onimusha’ ในรูปแบบใหม่
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของเกมคือระบบ “การฟันดาบ” ที่ออกแบบให้เข้ากับทิศทางของการโจมตี โดยทีมงานได้ใส่เอฟเฟกต์การตัดขาดที่สมจริงมากขึ้น และอาจทำให้เกมได้รับเรต CERO Z ในญี่ปุ่น (เหมาะสำหรับผู้เล่นอายุ 18 ปีขึ้นไป) อย่างไรก็ตาม ในตัวเกมหลักจะมีตัวเลือกให้ปิดเอฟเฟกต์เลือด และการตัดชิ้นส่วนได้ สำหรับผู้เล่นที่ต้องการลดความรุนแรงของภาพ

เกมนี้จะไม่มีความเชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องของภาคก่อน ซึ่งการเลือก โทชิโระ มิฟุเนะ มารับบท “มิยาโมโตะ มุซาชิ” เป็นการตัดสินใจที่ใช้เวลานานมาก ทีมงานต้องเจรจากับ Mifune Production เป็นเวลานานก่อนจะได้รับการอนุมัติ เพราะพวกเขามองว่า คุณโทชิโระ เป็นบุคคลที่สามารถถ่ายทอดตัวตนของมุซาชิได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนการมีตัวละคร ซาซากิ โคจิโร่ อันนี้จะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคต ผู้เล่นจะได้พบกับตัวละครในประวัติศาสตร์ที่มีอยู่จริงมาเป็นพันธมิตร แต่ทีมงานยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ เพียงแต่ใบ้ว่าตัวละครเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับเมืองเกียวโตอย่างมาก
ระบบ Parry และ Counterattack ยังคงอยู่ พร้อมกับการเสริม “ระบบ Issen” ที่ทำให้การโจมตีรุนแรงขึ้นเมื่อป้องกันได้สำเร็จ ทีมงานยืนยันว่าเกมจะไม่เน้นความยากสุดขีด แต่ก็ยังต้องอาศัยฝีมือของผู้เล่น ปัจจุบันยังไม่มีการตัดสินใจเกี่ยวกับโหมดปรับระดับความยาก ระยะเวลาในการเล่นจนจบเกมคาดว่าจะอยู่ที่ 20 ชั่วโมง ซึ่งเป็นระยะเวลาที่พอเหมาะสำหรับเกมแนวแอ็กชันเล่นคนเดียวเก็บเนื้อเรื่อง
เกมนี้จะไม่เป็น Open World แต่ยังคงรูปแบบการเดินทางที่อิสระในระดับหนึ่ง ยังไม่มีการวางแผนให้ศิลปินดังมาทำธีมซองของเกมในขณะนี้ การเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกมอาจต้องรออีกระยะหนึ่ง จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ‘Onimusha: Way of the Sword’ ดูเหมือนจะมีแนวทางที่แตกต่างไปจากเกมยุคใหม่ ที่ถ้ามาแนวซามูไร ก็มักจะทำ Openworld แต่ทีมพัฒนา จะไปมุ่งเน้นที่ เสน่ห์ของ”เกมซามูไรฟันดาบ”ที่มีระบบต่อสู้ที่ลุ่มลึก และมีการนำเสนอฉากที่ดุดันแทน
โดยคุณ Akihito Kadokwaki โปรดิวเซอร์เกม ได้ออกมากล่าวถึงผลงาน ดังนี้
“สวัสดีทุกคน ผม Karawaki เป็นโปรดิวเซอร์ของเกม Onimusha: Way of the Sword ขอบคุณที่ติดตามชมกันนะครับ
“เกมนี้เป็นเกมใหม่ล่าสุดในซีรีส์เกมแอคชั่นต่อสู้ด้วยดาบของ Capcom อย่าง Onimusha เพื่อเพิ่มรายละเอียดให้กับสิ่งที่เราได้แสดงในวิดีโอ เกมนี้เรานำองค์ประกอบหลักของ Onimusha ที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ด้วยดาบและโลกแฟนตาซีมืด มาผสมผสานกับเทคโนโลยีล่าสุดของ Capcom เพื่อทำให้เกมใหม่นี้มีความน่าสนใจและดึงดูดผู้เล่นให้มากที่สุด
“เราให้ความสำคัญกับ 3 องค์ประกอบหลักดังนี้:
1.ตัวละครที่น่าสนใจ – รวมถึงตัวละครหลักใหม่และศัตรูที่มีความน่าสนใจมากกว่าแค่รูปลักษณ์ภายนอก
2.สถานที่อย่างเกียวโต – เมืองที่เต็มไปด้วยสถานที่ทางประวัติศาสตร์ พร้อมกับเรื่องราวพื้นหลังที่ลึกลับและน่าขนลุก
3.การต่อสู้ด้วยดาบอันยอดเยี่ยม – นี่คือ 3 องค์ประกอบหลักที่เรามุ่งเน้นเพื่อให้เกมของเรามีความโดดเด่น
“เราหวังว่าเกมนี้จะสร้างความประทับใจให้กับผู้เล่นทุกคนครับ”
คลิปที่เราได้แสดงไปก่อนหน้านี้เป็นเพียงตัวอย่างสั้นๆ ของทีเซอร์ ส่วนเวอร์ชันเต็มนั้นพร้อมให้ชมแล้วบนเว็บไซต์ทางการของเกม เราหวังว่าทุกคนจะไปชมกันนะครับ สำหรับบางภูมิภาค ภาพ gameplay ที่บันทึกไว้มีการปิดฟีเจอร์การตัดแยกอวัยวะ แต่โปรดทราบว่าในเกมจริงจะมีการตัดแยกอวัยวะและเลือดเป็นส่วนหนึ่งของเกมอย่างเต็มรูปแบบครับ”

ต่อมา คุณ Satoru Nihei ผู้กำกับเกม Onimusha: Way of the Sword ก็กล่าวต่อว่า…
“สวัสดีครับ ผม Nihei ผู้กำกับเกม Onimusha: Way of the Sword ขอบคุณที่สละเวลามารับชมครับ
เราได้ตัดสินใจกำหนดให้เกมนี้เกิดขึ้นในยุคเอโดะของญี่ปุ่นโบราณ ผู้เล่นจะได้สำรวจสถานที่ทางประวัติศาสตร์รอบๆ เกียวโต เช่น วัดคิโยมิซุเดระ ผ่านเรื่องราววีรกรรมของซามูไรผู้กล้าที่ต้องต่อสู้กับเหล่าปีศาจอันชั่วร้ายที่เรียกว่า Genma ตัวเอกของเรื่อง เนื่องจากโชคชะตาที่พลิกผัน ได้พบตัวเองสวมใส่ถุงมือ Oni gauntlet และเริ่มต้นการเดินทางในโลกของ Onimusha เพื่อกำจัดเหล่าอสูรร้ายที่รุกรานโลกมนุษย์ และดูดซับวิญญาณของพวกมันเข้าสู่ถุงมือ ผ่านการต่อสู้ที่ดุเดือดและโหดเหี้ยม เขาจะค้นหาเหตุผลในการต่อสู้ของตัวเอง ชะตากรรมอะไรที่รอเขาอยู่ในท้ายที่สุด?
“เรายังได้เพิ่มเติมรายละเอียดให้กับบุคคลทางประวัติศาสตร์จริงๆ ในเกม ทำให้คุณจะได้พบกับตัวละครที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ นอกจากจะมีการต่อสู้ด้วยดาบแล้ว ยังมีเรื่องราวดราม่าที่จะคลี่คลายไปในบรรยากาศของเกียวโตที่สวยงามแต่ลึกลับน่าขนลุก
“ตอนนี้มาพูดถึงการต่อสู้ในเกมกันบ้าง เราให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความรู้สึกสนุกและสะใจเมื่อฟันฟาดผ่านศัตรูไปด้วยดาบ อย่างที่เห็นในคลิปที่ปล่อยออกมา คุณยังจะได้เห็นการดูดซับวิญญาณด้วยถุงมือ Oni gauntlet ซึ่งการดูดซับวิญญาณจะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและใช้ท่าพิเศษได้ การตัดสินใจว่าจะดูดซับวิญญาณศัตรูอย่างไรในระหว่างการต่อสู้ที่ดุเดือดจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ชัยชนะ
“เราไม่ได้พยายามสร้างเกมที่ยากจนเล่นไม่ได้ แต่เราต้องการสร้างเกมที่แฟนๆ แอคชั่นจะได้สัมผัสกับการต่อสู้ด้วยดาบที่ตื่นเต้นเร้าใจ และรู้สึกพอใจเมื่อกำจัดศัตรูได้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะรอคอยสิ่งที่เรากำลังสร้างอยู่นี้ครับ”
สวิทช์2 กล่องเหล็ก คลิก
—
***เฉพาะ PC กรอกโค้ด
METALBRIDGESGAMES
รับส่วนลดเพิ่มอีก 10%
#CAPCOM #โอนิมูฉะ #ONIMUSHA
