‘อ.ธรณ์’ วิเคราะห์ภัยพิบัติเนปาล ชี้ไทยเสี่ยงซ้ำรอย ‘เขื่อนธรรมชาติพัง-Rain Bomb’
‘ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์’ เตือนวิกฤตโลกร้อนชน ‘หิมาลัย’ ธารน้ำแข็งละลายเร็ว 2 เท่า-สร้างเขื่อนธรรมชาติถล่ม ชี้ไทยเสี่ยงภัย ‘Rain Bomb-เขื่อนธรรมชาติพัง’ รอยต่อเทือกเขา
จากกรณีเหตุการณ์น้ำป่าและดินถล่มครั้งใหญ่บริเวณพื้นที่ชายแดนเนปาล-ทิเบต ที่สะท้อนถึงสัญญาณเตือนภัยทางธรรมชาติที่นับวันจะทวีความรุนแรงและฉับพลันยิ่งขึ้น ภาพของกำแพงน้ำโคลนมหึมาที่เข้าพัดทำลายชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานตลอดลำน้ำ ไม่เพียงสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน หากยังเป็นภาพสะท้อนชัดเจนถึงผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนที่กำลังคุกคามพื้นที่สูงทั่วโลก
ล่าสุด ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสคลิปวิดีโอวิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างรอบด้าน พร้อมเตือนว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้นในอนาคต
ชนวนฮอต ‘หิมาลัย’ ละลายเร็ว 2 เท่า สู่เขื่อนธรรมชาติระเบิดฉับพลัน
ผศ.ดร.ธรณ์ อธิบายว่า ปัจจัยพื้นฐานของเหตุการณ์นี้เริ่มจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กลาเซียร์หรือธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยละลายเร็วกว่าในอดีตเมื่อ 20-30 ปีก่อนอย่างน้อยถึง 2 เท่า ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เดียวกับที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งในเทือกเขาแอลป์ของยุโรป พาตาโกเนีย หรือแคนาดา
ถ้าอุณหภูมิโลกแตะระดับ 2 องศาเซลเซียส คาดการณ์ว่ากลาเซียร์ในหิมาลัยอาจละลายหายไปครึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้น”
เมื่อธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว ปริมาณน้ำไหลซึมลงสู่ชั้นหินและดินบนเทือกเขาสูงชัน ประกอบกับเป็นช่วงฤดูมรสุมที่มีฝนตกหนัก ดินและหินที่อุ้มน้ำไว้เต็มที่จึงเกิดการพังทลายลงมาครั้งใหญ่
สำหรับกรณีที่มีรายงานข่าวว่าเกิดจากแผ่นดินไหว ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุข้อมูลจากหน่วยงานในสหรัฐอเมริกาว่า แท้จริงแล้วเป็นกระบวนการที่ย้อนกลับกัน
ไม่ใช่แผ่นดินไหวที่ทำให้กลาเซียร์ถล่ม แต่กลายเป็นว่ากลาเซียร์และมวลหินขนาดมหึมาที่ถล่มลงมา ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนดูเหมือนเกิดแผ่นดินไหว แปลว่าการถล่มนั้นมีขนาดใหญ่มาก”
การถล่มของมวลหินและน้ำแข็งลงมากองทับถมในหุบเขารูปตัววี (V-Shape) ได้กลายเป็น “เขื่อนธรรมชาติ” กั้นขวางทางน้ำไหล น้ำที่ละลายจากธารน้ำแข็งและน้ำฝนจึงสะสมตัวอยู่ด้านหลังเขื่อนธรรมชาติในลักษณะคล้ายทะเลสาบขนาดใหญ่ เมื่อปริมาณมวลน้ำมหาศาลมัดแน่นจนเกินกำลังที่เขื่อนธรรมชาติจะต้านทานได้ เขื่อนจึงเกิดการพังทลายลงอย่างฉับพลัน (Glacial Lake Outburst Flood)
วิกฤตกำแพงน้ำพุ่งถล่ม 300 กม. เตือน ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ซ้ำเติม
ผลจากการถล่มของเขื่อนธรรมชาติ ทำให้น้ำไหลทะลักลงมาในลักษณะของ “กำแพงน้ำฉับพลัน” พุ่งเข้าใส่เส้นทางน้ำตามร่องเขา กวาดทำลายบ้านเรือน ชุมชนริมน้ำ และสิ่งปลูกสร้างอย่างด่านชายแดนจีน
เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นในภูมิภาคหิมาลัยเมื่อ 2-3 ปีก่อน ซึ่งสร้างผลกระทบเป็นระยะทางยาวกว่า 300 กิโลเมตร โดยในช่วงต้นที่เป็นหุบเขาสูงชัน ผลกระทบจะรุนแรงมากเนื่องจากน้ำมาเป็นกำแพงสูง แต่เมื่อไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างที่แม่น้ำขยายกว้างขึ้น แรงปะทะจะลดลงและเปลี่ยนสภาพเป็นน้ำเอ่อล้นตลิ่งเป็นระยะทางยาว
ผศ.ดร.ธรณ์ เตือนว่า ปัญหาลักษณะนี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเนื่องจากสภาวะโลกร้อน และการก้าวเข้าสู่สภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่อาจดันให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
โอกาสที่เราจะไปสำรวจหาว่ากลาเซียร์จุดไหนจะถล่มเป็นไปได้ยากมาก บนยอดเขาหิมาลัยมีกลาเซียร์มากมาย ประเทศรอบ ๆ ไม่มีงบประมาณหรือเทคโนโลยีเพียงพอที่จะติดระบบติดตามได้ทุกจุด จึงกลายเป็นความเสี่ยงถาวรในพื้นที่”
แม้ประเทศไทยจะไม่มีธารน้ำแข็ง แต่ ผศ.ดร.ธรณ์ ชี้ว่า ไทยมีความเสี่ยงจากกลไกธรรมชาติที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือการเกิดเขื่อนธรรมชาติจากดินถล่มและซากต้นไม้มาบล็อกขวางทางน้ำในหุบเขา
หากเจอสภาวะฝนตกหนักมากหรือ Rain Bomb ปริมาณน้ำฝนที่สะสมอัดแน่นหลังกำแพงธรรมชาติจนรับไม่ไหว จะทำให้กำแพงนั้นพังทลายและส่งผลให้น้ำพร้อมดินโคลนทะลักลงมาอย่างฉับพลัน เช่นเดียวกับเหตุการณ์ดินถล่มรุนแรงในอดีตหลายพื้นที่ รวมทั้งกรณีแม่สาย
มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวและเป็นภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อนในยุคนี้ ซึ่งส่งผลกระทบในรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ สำหรับไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งวางระบบเตือนภัยในจุดเสี่ยงดินถล่มขวางทางน้ำ และต้องมั่นใจว่าระบบสามารถใช้งานได้จริง ทันต่อเหตุการณ์”
ผศ.ดร.ธรณ์ ยังกล่าวทิ้งทายด้วยการแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชนชาวเนปาล ทิเบต จีน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ได้รับบาดเจ็บและสูญหายจากภัยพิบัติครั้งนี้
รับชม VDO ที่ : https://www.facebook.com/share/v/18LFuw4ZVC/