Cover Image

เจาะลึกงบ บจ. สหรัฐฯ Q2 โตแกร่งเกินคาด ท่ามกลางดอกเบี้ย-สงครามป่วน จับตา ‘กระแสเงินสด’ - กลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’

ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในสหรัฐฯ ประจำไตรมาสที่ 2 ที่เพิ่งประกาศออกมาล่าสุด ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ย สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดหุ้น

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 ภาพรวมออกมา ‘ดีจนผิดปกติ’ โดยมีตัวเลขสำคัญดังนี้

ความน่าสนใจในมิตินี้คือ แม้เราจะทดลองตัดกลุ่มเทคโนโลยี (Technology) หรือกลุ่มพลังงาน (Energy) ออกไป ดัชนี S&P 500 ก็ยังสามารถเติบโตในระดับ 20% กว่า สะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาดจะถูกรุมเร้าด้วยปัญหาสงคราม ราคาน้ำมันแพง และความไม่แน่นอนของดอกเบี้ย แต่รายได้และกำไรของ บจ. สหรัฐฯ ยังสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนว่าปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจยังคงไปต่อได้ดี

เปิดลายแทงรายอุตสาหกรรม กลุ่มเด่นดันตลาด และกลุ่มที่ยังชะลอตัว

จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่าการเติบโตในรอบนี้กระจุกตัวอยู่ในสองกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่

กระแสเงินลงทุน AI และ Hyper Scaler ยังไม่แผ่ว

ในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือ Hyper Scaler เช่น Google, Microsoft, Meta และ Amazon ทุกบริษัทต่างยังมีแนวโน้มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ไปต่ออย่างแข็งแกร่ง โดยส่วนใหญ่ ยกเว้น Microsoft ต่างมีการเพิ่มงบลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (CapEx) ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้ ตัวเลข CapEx รวมกันของยักษ์ใหญ่กลุ่มนี้จะแตะระดับเกือบ 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการลงทุนในเทคโนโลยี AI

นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรงอย่าง Anthropic หรือ Open AI ก็มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ช่วยยืนยันว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มีความต้องการใช้งานและสร้างรายได้จริงอย่างสมเหตุสมผล

ทำไม ‘งบดีแต่ราคาหุ้นกลับร่วง’ เมื่อตลาดหันมาจับตา ‘คุณภาพกำไร’

บทเรียนสำคัญจากงวดนี้คือ ปรากฏการณ์ที่บริษัทประกาศงบดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงสวนทางกัน คุณชาตรีอธิบายว่า เป็นเพราะปัจจุบันนักลงทุนมองลึกไปมากกว่าแค่ตัวเลขกำไร แต่โฟกัสที่ “คุณภาพของผลประกอบการ” และกระแสเงินสด

จับตาประเด็น Data Center สหรัฐฯ และความท้าทายจาก “จีน”

ประเด็นร้อนที่เพิ่งเกิดขึ้นคือ ความพยายามของบางรัฐในสหรัฐฯ เช่น รัฐเท็กซัส (Texas) และรัฐนิวยอร์ก (New York) ที่สั่งชะลอหรือทบทวนการก่อสร้าง Data Center ใหม่ ซึ่งรากฐานของปัญหามาจากความกังวลเรื่องค่าไฟและราคาพลังงาน ที่อาจส่งผลกระทบและเข้าไปแย่งชิงทรัพยากรไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมอื่น

ในระยะยาว ปัญหานี้ไม่ได้เปลี่ยนภาพใหญ่ของการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI เนื่องจากอุปสงค์ (Demand) ของ AI ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่สามารถดีเลย์การอนุมัติเหล่านี้ออกไปได้นานเกินไป เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันกับประเทศจีนที่มีความโดดเด่นในเรื่องของพลังงานที่เหลือเฟือและกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างรวดเร็วเช่นกัน

แนวโน้มผลประกอบการระยะต่อไป และ 3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา

หากดูการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์โดยเฉลี่ย แนวโน้มในไตรมาสถัดๆ ไปยังคงอยู่ในระดับที่ดี โดยคาดการณ์ว่า

อย่างไรก็ดี คุณชาตรีตั้งข้อสังเกตว่า อัตราการเติบโตที่สูงเป็นพิเศษในปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบทางภาษี (IEPA) ของปีที่แล้วที่ถูกสั่งเก็บ ทำให้กำไรของปีก่อนหน้าต่ำกว่าความเป็นจริง แต่เมื่อต้นปีนี้มีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ส่งผลให้ฐานกำไรปีนี้ถูกดึงให้สูงขึ้นเล็กน้อย และหากมองข้ามไปปี 2570 (2027) คาดว่าอัตราการเติบโตจะเริ่มชะลอตัวลงกลับมาสู่ระดับปกติที่ 14-15%

สิ่งที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในระยะสั้น ได้แก่

สุนทรพจน์ด้านนโยบายการเงินของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ซึ่งปกติแล้วประธานคนนี้เป็นคนที่ให้ข้อมูลค่อนข้างน้อย ต่างจากสไตล์ของ โจม พาวเวล (Jerome Powell) ที่มักจะให้คำแนะนำและชี้นำตลาดล่วงหน้าอย่างชัดเจน

คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ สะสมหุ้นอนาคตดีเมื่อย่อตัว

นับตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 10% ในขณะที่เป้าหมายเฉลี่ยดัชนี S&P 500 ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 8,000 – 8,200 จุด ส่งผลให้ดัชนีปัจจุบันมีอัปไซด์ (Upside) จำกัดอยู่เพียงประมาณ 4-5% เท่านั้น ด้วยอัปไซด์ที่แคบลง ประกอบกับราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมาค่อนข้างมาก จึงไม่แปลกที่จะเห็นความผันผวนและการขายทำกำไรระยะสั้นเกิดขึ้น

SCB CIO แนะนำแนวทางการปรับพอร์ตลงทุนดังนี้

“ภาพระยะยาวของนวัตกรรมและเทคโนโลยีไม่เปลี่ยนแปลง นวัตกรรมใหม่ๆ จะยังคงสร้างรูปแบบธุรกิจและกำไรใหม่ๆ ได้อีกมากในอนาคต จึงไม่แนะนำให้ถอดใจหรือถอนพอร์ตการลงทุนออกไปทั้งหมด เพียงแต่ต้องลงทุนด้วยความระมัดระวังมากขึ้น และเปลี่ยนมาเน้นจังหวะเก็บสะสมเมื่อราคาปรับย่อตัว” ชาตรี กล่าว

Back To Top