Cover Image

‘ไทยออยล์’ แจ้งกำไร Q2/69 ที่ 8.28 พันล้านบาท โต 27.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลงแรง 57.5% จาก Q1 ปีนี้

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ กำไรสุทธิรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สูงถึง 27,765 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดถึง 17,786 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราเติบโตสูงถึง 178.2% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ที่มีกำไรสุทธิเพียง 9,979 ล้านบาท โดยมีกำไรสะสมปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมในไตรมาสแรก

ขณะที่ผลการดำเนินงานเฉพาะไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิรวม 8,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,808 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 27.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2568 (YoY) ที่ทำกำไรสุทธิได้ 6,476 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี หากเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (ไตรมาส 1/2569) ที่กลุ่มไทยออยล์ทำสถิติกำไรไว้สูงถึง 19,481 ล้านบาท จะพบว่ากำไรสุทธิปรับลดลง 57.5% ลดลง 11,197 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลกและนโยบายช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ

ในฝั่งรายได้จากการขาย ในไตรมาส 2/2569 ไทยออยล์มีรายได้อยู่ที่ 129,709 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30,623 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสำหรับครึ่งแรกของปี 2569 มีรายได้ขายสะสม 244,518 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39,162 ล้านบาท (YoY) ตามราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเฉลี่ยที่สูงขึ้น

เจาะลึก 2 มรสุมพ่นพิษใน Q2/69 เมื่อ ‘Stock Loss และ นโยบายรัฐ’ เฉือนผลกำไร

แม้ว่าฝั่งการดำเนินงานปิโตรเคมีและการกลั่นเชิงเทคนิคจะแข็งแกร่ง แต่ในไตรมาส 2 นี้ ไทยออยล์ต้องเผชิญหน้ากับปัจจัยท้าทายหนักหน่วง 2 ด้านหลัก:

ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2569 ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกและส่วนต่างราคาดิบเฉลี่ยดีดตัวสูงขึ้น ทำให้บริษัทมีความจำเป็นต้องสำรองน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนตามลักษณะของธุรกิจกลั่นในต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ทว่าในเดือนมิถุนายน 2569 สถานการณ์มีความคลี่คลายลงชั่วคราวจากการลงนามหยุดยิงและ MOU บรรลุข้อตกลงร่วมกัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วฉับพลัน การดิ่งลงของราคาดังกล่าวตามหลักบัญชีทำให้กลุ่มไทยออยล์ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ก่อนภาษีสูงถึง 10,741 ล้านบาท (หรือคิดเป็นประมาณ 12.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่เคยรับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมันสูงถึง 22,557 ล้านบาท

นโยบายของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ให้ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ณ หน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน (ระหว่างวันที่ 9 เมษายน – 19 พฤษภาคม 2569) ส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อกระแสเงินสดและรายได้ของกลุ่มไทยออยล์ในไตรมาส 2/2569 คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2,299 ล้านบาท นอกจากนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ไทยออยล์มียอดลูกหนี้คงค้างจากการขอชดเชยคืนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสะสมสูงถึง 9,734 ล้านบาท ซึ่งมาตรการเหล่านี้บั่นทอนกระแสเงินสดหมุนเวียนในการดำเนินงานไปชั่วขณะ

มองไปข้างหน้าครึ่งปีหลัง 2569 ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องติดตามใกล้ชิด

แนวโน้มความมั่นคงทางพลังงานและค่าการกลั่นเชิงเทคนิคของไทยออยล์คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับที่ทรงตัวดี เนื่องจากอุปทานทั่วโลกยังจำกัดจากการหยุดดำเนินการชั่วคราวของโรงกลั่นหลายแห่งรวมถึงในรัสเซีย อย่างไรก็ดี ฝ่ายจัดการได้ระบุถึงประเด็นเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างระมัดระวังสูงสุด ดังนี้

ซีอีโอมองไตรมาส 3/69 มองสถานการณ์ตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน

ด้าน พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ส่งผลให้ช่องแคบ ฮอร์มุซปิดชั่วคราว กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 20 ของอุปทานโลก ไทยออยล์จึงปรับกลยุทธ์การจัดหาน้ำมันดิบอย่างทันท่วงที โดยลดการพึ่งพาจากตะวันออกกลางและกระจายแหล่งจัดหามากขึ้น

โดยในไตรมาส 2/2569 ไทยออยล์จัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอยู่ที่ร้อยละ 59 จากทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริการวมกันร้อยละ 32 จากภายในประเทศร้อยละ 7 และจากตะวันออกไกลร้อยละ 2 พร้อมรักษาอัตราการกลั่นของโรงกลั่นในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

การบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรับมือความท้าทายของตลาด เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วง เดือนมีนาคม–เดือนพฤษภาคม 2569 ก่อนจะปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายนหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทยอยกลับมา น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางออกสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงในช่วงปลายไตรมาส 2

อย่างไรก็ตาม น้ำมันดิบที่ใช้ในการผลิตจะต้องจัดซื้อล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน โดยน้ำมันดิบที่ใช้ในการผลิตในไตรมาส 2 จะเป็นน้ำมันดิบที่จัดซื้อในช่วงเดือนเมษายน – เดือนพฤษภาคม ซึ่งราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูงขณะที่ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายน จึงรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) จำนวน 10,741 ล้านบาท หรือ 12.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน จำนวน 6,476 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 2 เท่ากับ 8,915 ล้านบาท และเมื่อหักค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ ไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 8,284 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 3.71 บาทต่อหุ้น ลดลง 11,197 ล้านบาทจากไตรมาส 1/69 และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 27,765 ล้านบาท

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการไทยออยล์ ไตรมาส 2 ปี 2569 2

แนวโน้มในช่วงไตรมาส 3/69 คาดว่าสถานการณ์ตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน มีปัจจัยที่น่าจับตา ดังนี้

ความสำเร็จของการขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน

1.ดำเนินงานเชิงรุก เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดย

กระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไปยังทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกา ควบคู่กับการใช้คลังน้ำมันดิบลอยน้ำ (Floating Storage) และการจัดหาถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม เพื่อรักษาความต่อเนื่องการผลิตและการส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ

ไทยออยล์ร่วมบรรเทาค่าครองชีพของคนไทย มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท

ตลอดกว่า 65 ปี ไทยออยล์ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าแก่ชุมชนและสังคม โดยในปี 2569 มีส่วนร่วมบรรเทาค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท ผ่านการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นในช่วงครึ่งแรกของปีตามมาตรการภาครัฐ มูลค่าประมาณ 3,220 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าโครงการเพื่อสังคมตลอดปี 2569 มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท ครอบคลุมด้านสุขภาวะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม การศึกษา สังคมและวัฒนธรรม

Back To Top