Predatory Hegemony มหาอำนาจนักล่าของทรัมป์ 2.0 (1)

ภาพ: ยุทธศาสตร์แม่บทของทรัมป์ 2.0 คือ “มหาอำนาจนักล่า”
เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์
ประการแรก การทูตแบบ “ยื่นหมูยื่นแมว”
ในยุคทรัมป์ 2.0 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะไม่มีคำว่ามิตรภาพถาวร มีแต่ผลประโยชน์ที่วัดผลได้เท่านั้น
ยกตัวอย่าง พันธมิตรต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับกองทัพสหรัฐ ประเทศที่มีฐานทัพสหรัฐหรือได้รับความคุ้มครองทางทหาร (เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือกลุ่ม NATO) จะถูกกดดันให้จ่ายค่าคุ้มครองเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ รัฐบาลสหรัฐหลายชุดขอให้เกาหลีใต้ออกค่าใช้จ่ายให้กับกองทัพอเมริกันที่ประจำการในเกาหลีใต้ มีการเจรจาเป็นระยะ
รัฐบาลทรัมป์ลดบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศ (UN, WTO) เพราะมองว่าเป็นภาระที่อเมริกาเสียเปรียบ ไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ตัวรัฐบาลทรัมป์กลายเป็นผู้วางกฎเสียเอง
ส่วนเรื่องข้อตกลงปารีสนั้น ทรัมป์ 2.0 ยึดแนวคิดเดิม คือ ไม่ยอมรับว่าโลกร้อน ส่งเสริมใช้พลังงานฟอสซิล แม้เรื่องนี้สวนทางสหประชาชาติ สวนทางประชาคมโลก
รัฐบาลทรัมป์ใช้การทูตเชิงบีบบังคับหรือกดดันเพื่อคู่เจรจายอมเสียบางอย่าง เป็นแนวทางที่ต้องการดึงผลประโยชน์มากที่สุดในแต่ละเรื่องที่เจรจา ทำเช่นนี้กับทุกประเทศไม่เว้นพันธมิตร
นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าทรัมป์นิยมใช้การทูตเรือปืน (Gunboat Diplomacy) ข่มขู่อีกประเทศด้วยกำลังทหาร พูดทีเล่นทีจริงว่าจะล้มรัฐบาลของอีกประเทศ จะยึดมาเป็นของตน
ยกตัวอย่าง มกราคม 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงทรัพยากรน้ำมันเวเนฯ ว่า “เวเนซุเอลายึดและขายน้ำมันของอเมริกา อันเป็นทรัพย์สินของอเมริกา และเป็นแท่นขุดเจาะของอเมริกา คำพูดของทรัมป์ฟังดูแปลก แต่ผู้นำสหรัฐคิดเช่นนั้นและพูดทำนองนี้เรื่อยมา ตอนนี้สหรัฐเพียงแค่เอากลับคืน สิ่งที่ทำกับเวเนฯ นั้นชอบธรรมแล้ว
ฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่าจะพยายามรีดเอาผลประโยชน์จากฝ่ายที่อ่อนแอกว่า
ประการที่ 2 สงครามการค้าแบบเบ็ดเสร็จ
รัฐบาลทรัมป์ใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อดึงเม็ดเงินกลับเข้าประเทศ ที่โดดเด่นคือกำแพงภาษีถ้วนหน้าโดยเก็บภาษีนำเข้า 10-20% กับทุกประเทศ และอาจสูงถึง 30-60% ต่อบางประเทศ
ใช้ทั้งมาตรการภาษีและการบีบบังคับ เพื่อให้บริษัทอเมริกันย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ
Zuo Xiying จาก Renmin University of China ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐใช้ภาษีตอบโต้เป็นเครื่องมือตามยุทธศาสตร์ ‘Predatory Hegemony’ พันธมิตรสหรัฐโดนถ้วนหน้าและจำยอมง่ายๆ
ถ้าอธิบายให้ลึกกว่านี้ สหรัฐใช้นโยบายทำให้เพื่อนบ้านกลายเป็นยาจก (Beggar-thy-neighbor trade policies) เป็นแนวคิดและชุดนโยบายทางเศรษฐกิจที่ประเทศหนึ่งพยายามแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของตนเอง (เช่น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือปัญหาการว่างงานของสหรัฐ) โดยใช้มาตรการที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจของประเทศอื่น
ล่าสุดปลายเดือนกรกฎาคม ทรัมป์ 2.0 ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าอีกรอบ ราว 10-12.5% หากบังคับใช้แรงงาน เบื้องต้น 80 ประเทศที่เข้าเงื่อนไข แทนภาษีศุลกากร 10% ที่ใช้อยู่เดิม (ที่จัดเก็บตามมาตรา 122 เพื่อแก้ปัญหาดุลการชำระเงิน และใกล้หมดอายุ)
ประการที่ 3 การใช้อำนาจเงินดอลลาร์เป็นอาวุธ
สหรัฐจะใช้อิทธิพลของสกุลเงินดอลลาร์ในการควบคุมพฤติกรรมของประเทศอื่นอย่างเข้มข้นกว่าเดิม ใครที่พยายามถอยห่างจากดอลลาร์ (De-dollarization) อาจถูกตอบโต้ด้วยมาตรการคว่ำบาตร จนถึงขั้นตั้งเป้าล้มรัฐบาลประเทศนั้น
รัสเซียเป็นตัวอย่างที่โดนห้ามทำธุรกรรมผ่านระบบ SWIFT สร้างความเสียหายแก่รัสเซียมาก
ประการที่ 4 ยุทธศาสตร์ควบคุมโลกด้วยน้ำมัน
ทรัมป์ 2.0 เน้นการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซเต็มที่ (Drill, Baby, Drill) เป็นผู้ควบคุมราคาพลังงานโลก และใช้พลังงานเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง (Energy Leverage) กับประเทศที่ต้องพึ่งพานำเข้าพลังงาน
ใช้กองทัพเข้าโค่นล้มรัฐบาลประเทศอื่น หวังครอบงำทรัพยากร นานาชาติต่างจับตามองสหรัฐทำอย่างไรกับประเทศเหล่านั้น ประธานาธิบดีทรัมป์พูดเองว่าทำสงครามอิหร่านเพื่อน้ำมัน หวังกำไรก้อนโตจากทรัพยากรของอิหร่าน เหตุผลเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่านเป็นเพียงข้ออ้างของสหรัฐกับอิสราเอล
สหรัฐมีน้ำมันสำรองในเชิงทรัพยากร (Proven Reserves) มหาศาล ในอดีตไม่ยอมนำมาใช้ แต่ใช้วิธีนำเข้าจากต่างประเทศ ในระยะหลังนโยบายนี้เปลี่ยน สหรัฐกลั่นใช้น้ำมันของตัวเอง ไม่ค่อยนำเข้าอีกแล้ว ต้นเหตุสำคัญมาจากการคิดค้นเทคโนโลยี ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน สามารถดึงน้ำมันและก๊าซจากชั้นหินดินดานขึ้นมาใช้ได้มหาศาล
ปัจจุบันสหรัฐกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 1 ของโลก ผลิตน้ำมันดิบได้มากกว่า 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากกว่าทั้งซาอุดีอาระเบียกับรัสเซีย เปลี่ยนจากผู้นำเข้าสุทธิมาเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ผลักดันให้นานาชาติซื้อใช้ สงครามอิหร่านที่ราคาพลังงานสูงขึ้นมาก อุปทานจากตะวันออกกลางติดขัด เอื้อการส่งออกของสหรัฐโดยตรง
กรณีตัวอย่าง หลังล้มรัฐบาลเดิมสหรัฐคลายคว่ำบาตรน้ำมันเวเนซุเอลา เอื้อให้บริษัทสหรัฐสามารถซื้อใช้น้ำมันเวเนฯ ง่ายกว่าปกติ ลดความตึงเครียดเรื่องราคาน้ำมันในอเมริกา แต่ผลลัพธ์อีกข้อคือช่วยสหรัฐส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลกมากขึ้น ทำกำไรมากขึ้นในยามที่ขายได้ราคาดี
อธิบายดังนี้ว่า สหรัฐใช้เวเนซุเอลาเป็นทางออกช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาด เพื่อกดดันให้ราคาน้ำมันเบนซินในอเมริกาที่กำลังพุ่งสูงให้ลดลง ใช้ทรัพยากรของเวเนซุเอลาเป็นเครื่องมือในการสร้างเสถียรภาพทางพลังงานของตนเอง พร้อมกับลดอิทธิพลของคู่แข่งในตะวันออกกลางไปในตัว บริษัทอเมริกาทำกำไรมากขึ้น
และต้องย้ำว่ารายได้ส่วนใหญ่ที่ขายน้ำมันเวเนฯ ได้ จะถูกนำไปหักชำระหนี้เก่าที่รัฐบาลเวเนซุเอลาค้างชำระไว้กับบริษัทสหรัฐ ไม่ได้เข้ากระเป๋าเวเนฯ ทั้งนี้รายได้จำนวนหนึ่งจะนำไปใช้ใน “โครงการเพื่อมนุษยธรรม” เท่านั้น เช่น การซื้ออาหารและยารักษาโรค การซ่อมแซมโครงข่ายไฟฟ้า รัฐบาลเวเนซุเอลาสูญเสียอธิปไตยทางการคลัง (Fiscal Sovereignty) ไปเกือบทั้งหมด ในส่วนของรายได้จากการขายน้ำมันที่ผ่านกลไกของสหรัฐ
สงครามอิหร่าน 2026 ทำให้ราคาพลังงานฟอสซิลพุ่งพรวด ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นชัดเจน บริษัทเอกชนโกยกำไรมากกว่าปกติ (ทั้งจากการคาที่สูงขึ้นมากกับปริมาณส่งออก) ในยามที่ผู้ส่งออกรายใหญ่ในตะวันออกกลางส่งออกน้อยลง
Stephen Walt สรุปว่ายุทธศาสตร์แม่บท “มหาอำนาจนักล่า” พยายามตักตวงผลประโยชน์จากทุกชาติให้มากที่สุดไม่เว้นพันธมิตร พยายามหาเรื่องหาประเด็นเพื่อเป้าหมายดังกล่าว
Sun Yanfeng จาก China Institutes of Contemporary International Relations ตีความในกรอบลาตินอเมริกาว่า ยุทธศาสตร์นี้ก็คือ New Monroe Doctrine ในสมัยทรัมป์ 2.0 นั่นเอง โดยเปลี่ยนจากการสู้รบกันอย่างไร้ทิศทาง มาเป็นการสถาปนาเขตอำนาจ (Sphere of Influence) ที่มหาอำนาจหนึ่งเดียวเป็นผู้คุมกฎ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ล่ารายอื่นเข้ามาชิงทรัพยากรหรือสร้างภัยคุกคามในพื้นที่ของตน.