‘เอกนิติ’ ชี้ ยุติแลนด์บริดจ์เซฟงบ เดินหน้าพัฒนาท่าเรือระนองเชื่อมรถไฟแทน - The Reporters
‘เอกนิติ’ สรุปผลศึกษาชงยุติโครงการแลนด์บริดจ์ ปิดจ๊อบก่อนครบ 90 วัน สร้างบรรทัดฐานใช้ข้อมูลตัดสินใจ หลังผลศึกษาชี้ชัดไม่คุ้มทุน NPV ติดลบกว่าหมื่นล้านบาท ขณะที่ 9 ใน 10 สายเรือยักษ์ใหญ่ของโลกมีพันธมิตรอื่นแล้ว ศึกษาอัปเกรดท่าเรือระนองควบเชื่อมทางรถไฟแทน เลี่ยงการสร้างภาระหนี้ก้อนโตให้ประเทศในอนาคต
วันนี้ (25 ก.ค. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาในสังคมไทยเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจกต์ใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ว่ารัฐบาลควรเดินหน้าก่อสร้างโครงการนี้หรือไม่ มีทั้งผู้สนับสนุนและคัดค้านโครงการ โดยฝั่งที่สนับสนุนกล่าวถึงโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ฝ่ายที่คัดค้านตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เนื่องจากโครงการนี้มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับหลายส่วน แม้จะเคยมีผลการศึกษาในอดีตแต่ต้องมีการศึกษาโครงการใหม่อย่างรอบด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ขึ้นมา โดยมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คลังเป็นประธานคณะกรรมการ มีกรอบระยะเวลาทำงาน 90 วัน
การทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ตนในฐานะประธาน ได้มีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ อยู่เป็นระยะ ที่สำคัญมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เข้ามาทำงานร่วมกันทั้งหน่วยงานราชการ นักวิชาการและภาคประชาชน โดยมีการนำเอาข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงต่าง ๆ มาวิเคราะห์อย่างรอบด้านว่าโครงการนี้มีความเหมาะสมที่จะดำเนินการต่อไปหรือไม่ จนในที่สุดคณะกรรมการฯ ได้ข้อสรุปสามารถสรุปผลการศึกษาเพื่อส่งให้นายกรัฐมนตรีได้ก่อนกรอบระยะเวลา 90 วัน
ในการแถลงข่าวของคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา ถือว่าได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ในการบริหารประเทศโดยตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการอย่างรอบด้าน โดยประกาศยุติโครงการแลนด์บริดจ์ที่ดำเนินการในรูปแบบเดิม เพื่อปกป้องประเทศจากความเสี่ยงทางการคลังและผลกระทบหลายด้านที่อาจกลายเป็นภาระของประเทศในอนาคต
หัวใจสำคัญที่น่าชื่นชมคือการที่คณะกรรมการฯ ที่ใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันในการคำนวณความคุ้มค่าของโครงการ เมื่อพบว่าสมมติฐานทางเศรษฐกิจเปลี่ยนเนื่องจากอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจโลกภายหลังจากเกิดภาวะสงครามตะวันออกกลางจะชะลอตัวลง การขนส่งสินค้าทางเรือไม่ได้มากเท่าเดิม ทำให้ผลตอบแทนทางการเงินของโครงการมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ได้ 637,713 ล้านบาท ปรับลดลงเป็นติดลบที่ 10,287 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าโครงการฯ มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและปริมาณสินค้าในระดับที่สูงมาก โครงการจึงมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจในระดับต่ำ ถ้าประเทศไทยฝืนสร้างต่อไป นอกจากโครงการจะไม่คุ้มทุน อาจจะก่อให้เกิดภาระงบประมาณและความเสี่ยงจากหนี้สินของประเทศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากนั้น ข้อมูลที่คณะกรรมการได้จากการสอบถามจากสายเรือขนาดใหญ่ระดับโลกพบว่า 9 ใน 10 รายได้ไปลงทุนในโครงการอื่นหรือจับมือกับพันธมิตรในประเทศอื่นที่มีการลงทุนในโครงการที่คล้ายกับโครงการแลนด์บริดจ์หมดแล้ว เหลือผู้เล่นเพียงรายเดียวที่มีส่วนแบ่งการตลาดน้อย หมายความว่าหากไทยสร้างแลนด์บริดจ์เสร็จ เรือสินค้าส่วนใหญ่ก็จะไม่ได้เข้ามาใช้บริการอยู่ดี กลายเป็นความเสี่ยงที่ไทยจะขาดทุนจากโครงการนี้สูงมาก
อีกหนึ่งจุดเด่นที่ต้องชื่นชมคือการตัดสินใจของคณะกรรมการฯ ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนองและพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกที่คณะกรรมการพิจารณาแล้วมองเห็นว่ามูลค่าของป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกนั้นประเมินค่าไม่ได้ การฝืนทำโครงการอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการขึ้นทะเบียนมรดกโลก สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่มองไกลกว่าตัวเงิน แต่เป็นการรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติให้แก่ลูกหลานไทย
การถอยโครงการแลนด์บริดจ์ครั้งนี้ ไม่ใช่การละทิ้งภาคใต้ แต่เป็นการปรับเข็มทิศการลงทุนใหม่ให้ตรงจุด ซึ่งคณะกรรมการได้เสนอทางออกที่มีประสิทธิภาพและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าให้กับรัฐบาลกว่า ด้วยการสั่งการให้ศึกษาการพัฒนาท่าเรือระนองที่มีอยู่เดิมให้เต็มศักยภาพ พร้อมเร่งเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟ (Missing Link) เพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากจีนและท่าเรือฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ความต้องการจริงของภาคเอกชนโดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงระดับล้านล้านบาท
การทำงานของคณะกรรมการฯ ในครั้งนี้ทำให้เห็นบทเรียนที่สำคัญในการวางแผนลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานของประเทศต้องพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ให้รอบด้านก่อนเริ่มที่จะตัดสินใจลงทุน ขณะที่การตัดสินใจพับแผนเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่บนความถูกต้องทางวิชาการ และการรับฟังเสียงสะท้อนจากสังคมอย่างรอบด้านเช่นนี้ สามารถช่วยเซฟงบประมาณแผ่นดินและสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้บริหารงานด้วยการรับฟังความคิดเห็นและข้อมูลที่ถูกต้องอย่างรอบด้านเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง