"เอกนิติ" นำแถลงพับแผน "แลนด์บริดจ์" ชี้ผลตอบแทนมูลค่าปัจจุบันติดลบหมื่นล้าน เสี่ยงกระทบพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง
- หน้าหลัก
- การเมือง
- ข่าวการเมือง
"เอกนิติ" นำแถลงพับแผน "แลนด์บริดจ์" ชี้ผลตอบแทนมูลค่าปัจจุบันติดลบหมื่นล้าน เสี่ยงกระทบพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง
เผยแพร่: 24 ก.ค. 2569 20:57 ปรับปรุง: 24 ก.ค. 2569 20:57 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
"เอกนิติ" นำทีม 3 คณะทำงานแถลงใหญ่ พับแผน "แลนด์บริดจ์" หลังศึกษาครบ 90 วันตามคำสั่งนายกฯ เผย NPV ติดลบหมื่นล้าน-เสี่ยงกระทบพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง เล็งเพิ่มประสิทธิภาพท่าเรือระนอง สร้างรถไฟ Missing Link เชื่อมเส้นทางสายหลัก เป็นทางออกใหม่
วันนี้ (24 ก.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมด้วยประธานคณะทำงานทั้ง 3 ชุด ได้แก่ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้แทนปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้แทนปลัดกระทรวงคมนาคม ร่วมกันแถลงผลสรุปการศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเพื่อเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน (แลนด์บริดจ์)
นายเอกนิติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสามารถสรุปผลการศึกษาได้ก่อนครบกำหนด 90 วันตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี โดยผลการศึกษาพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีความน่าจะเป็นในการดำเนินโครงการในระดับต่ำเนื่องจากเสี่ยงต่อภาระงบประมาณและมีความเสี่ยงรอบด้าน คณะกรรมการจึงมีมติเห็นควรให้รวบรวมรายงานเสนอต่อรายนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบการยุติโครงการในรูปแบบเดิม พร้อมยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่มีความเสียหายจากการลงทุนที่ดินหรือการก่อสร้างเนื่องจากยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. ในฐานะประธานคณะทำงานชุดที่ 1 ชี้แจงรายละเอียดความเสี่ยงทางการเงินว่า จากการปรับปรุงผลการศึกษาตามสภาวะเศรษฐกิจโลกปี 2568 พบว่าจากการศึกษาผลตอบแทนทางการเงิน (Rate of Return) ลดลงจาก 8% เหลือเพียง 4.8% โดยเมื่อคิดมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ติดลบ จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกกว่า 6 แสนล้านบาท กลับกลายเป็น ติดลบถึง 10,287 ล้านบาท
นอกจากนั้นปริมาณสินค้าไม่คุ้มค่า เนื่องจากปริมาณตู้สินค้าลดลง 15-16% ส่งผลให้ผลตอบแทนลดลงถึง 38% นอกจากนี้ สายการเดินเรือหลัก 9 ใน 10 รายของโลกได้ไปลงทุนในโครงการอื่นที่คล้ายคลึงกันแล้ว เหลือเพียงรายเดียวที่มีส่วนแบ่งการตลาดน้อย
ส่วนความเสี่ยงด้านปฏิบัติการพบว่าขั้นตอนการขนถ่ายสินค้า (เรือ-รถ-รถไฟ) มีหลายข้อต่อและคำนวณเวลาไว้เพียง 3 วันเศษโดยไม่ได้รวมความเสี่ยงหน้างาน ซึ่งในทางปฏิบัติถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก
ขณะที่ผู้แทนปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประธานคณะทำงานชุดที่ 2 ระบุถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม 9 ประเด็นหลัก เช่น เป็นพื้นที่เปราะบางที่ต้องใช้เส้นทางพาดผ่านพื้นที่ป่าไม้และภูเขาสูงจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่า
นอกจากนั้นพื้นที่จังหวัดระนองเป็นป่าชายเลนขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลและพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลก หากมีโครงการอาจกระทบต่อการขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้
นอกจากนี้ยังเป็นการทำลายการท่องเที่ยวได้ เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างทับซ้อนกับแหล่งปะการังและจุดดำน้ำสำคัญระดับโลก รวมถึงอาจกระทบต่อแหล่งโบราณคดีใต้น้ำที่ยังไม่ได้สำรวจ
ด้านผู้แทนปลัดกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่าจากการรับฟังความเห็นพบว่าสังคมยังมีความเห็นต่าง โดยกลุ่มที่คัดค้านกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมและความโปร่งใส จึงมีข้อเสนอว่าโครงการขนาดใหญ่ในอนาคตต้องมีข้อมูลที่เป็นเอกภาพ โปร่งใส และสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ลดศัพท์วิชาการ รวมทั้งต้องวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียให้ครบถ้วน ทั้งกลุ่มเปราะบางและชุมชนในพื้นที่
ในช่วงท้ายของการแถลงนายเอกนิติ สรุปแนวทางในอนาคตว่าแม้จะพับแผนแลนด์บริดจ์ แต่รัฐบาลจะหันมาพัฒนาศักยภาพเดิมที่มีอยู่ตามความต้องการของเอกชน ได้แก่ 1.พัฒนาท่าเรือระนอง: ปรับปรุงและใช้ศักยภาพท่าเรือฝั่งอันดามันที่มีอยู่เดิมให้เต็มประสิทธิภาพ และ 2.เชื่อมต่อรถไฟ Missing Link โดยพัฒนาทางรถไฟเชื่อมท่าเรือระนองกับโครงข่ายหลัก เพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากจีนทางเหนือและท่าเรือฝั่งอ่าวไทย
“โครงการนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญว่า การลงทุนขนาดใหญ่ต้องเริ่มจากการพิจารณา ยุทธศาสตร์ของประเทศ และมิติสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนก่อนที่หน่วยงานใดจะเริ่มศึกษาโครงการแยกย่อย”นายเอกนิติ กล่าว