โฆษกรบ.ป้องอนุทิน ร้องเถียนมี่มี่ ชี้เป็นการทูตด้วยดนตรี นายกฯจีนยังยิ้ม ยัน เพลงดังไม่ได้ถูกสั่งแบนแล้ว

รองโฆษก รบ. ป้อง ‘อนุทิน’ ดราม่าจับไมค์ร้อง ‘เถียนมี่มี่’ กลางงานเลี้ยงผู้นำไทย–จีน ยกคำสื่อสิงคโปร์ชม ‘การทูตด้วยดนตรี’ กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า Lianhe Zaobao (联合早报) สื่อภาษาจีนของสิงคโปร์ เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับภารกิจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยนำเสนอเหตุการณ์ที่นายกรัฐมนตรีขับร้องเพลงจีนคลาสสิก (甜蜜蜜) หรือ “เถียนมี่มี่” ในมุมของ “การทูตด้วยดนตรี” สะท้อนอีกมิติหนึ่งของการสานสัมพันธ์ไทย–จีนผ่านภาษาและวัฒนธรรมที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย
นางสาวลลิดา กล่าวว่า Lianhe Zaobao รายงานว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ภายหลังการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีอนุทินกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ กรุงปักกิ่ง นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียงเป็นเจ้าภาพ โดยวิดีโอที่ฝ่ายไทยเผยแพร่แสดงให้เห็นผู้นำทั้งสองนั่งเคียงข้างกัน นายกรัฐมนตรีอนุทินถือไมโครโฟนและขับร้องเพลงเถียนมี่มี่ ตามเสียงเปียโน ขณะที่นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียงและแขกผู้ร่วมงานปรบมือให้จังหวะตามทำนองเพลง
“ดนตรีเป็นภาษาสากลที่ช่วยย่นระยะห่างระหว่างผู้คน เหตุการณ์สั้น ๆ ในงานเลี้ยงครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าความบันเทิง เพราะทำให้มิตรภาพระหว่างผู้นำและประชาชนของทั้งสองประเทศปรากฏเป็นภาพที่อบอุ่น เข้าใจได้ทันที และจดจำได้ง่าย” นางสาวลลิดา กล่าว
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การที่ Lianhe Zaobao เลือกใช้คำว่า “การทูตด้วยดนตรี” สะท้อนให้เห็นว่า การเยือนระดับผู้นำไม่ได้สื่อสารผ่านถ้อยแถลงหรือผลการหารือเท่านั้น แต่ยังสามารถถ่ายทอดผ่านท่าทีที่เป็นธรรมชาติและความเข้าใจในวัฒนธรรมของมิตรประเทศ โดยเพลงเถียนมีมี่ ซึ่งเป็นเพลงภาษาจีนที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความรู้สึกและช่วยให้บรรยากาศแห่งมิตรภาพไทย–จีนเข้าถึงประชาชนในวงกว้างได้อย่างเป็นรูปธรรม
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รายงานของ Lianhe Zaobao ยังเชื่อมโยงเหตุการณ์ครั้งนี้กับบทบาทด้านดนตรีของนายกรัฐมนตรีในโอกาสก่อนหน้า โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีเคยร่วมแสดงเพลง My Way กับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และเคยร่วมบรรเลงเครื่องดนตรีพื้นเมืองกับนักดนตรีท้องถิ่นระหว่างการเยือนเวียดนาม สื่อดังกล่าวจึงมองการขับร้องเพลงเถียนมีมี่ ที่กรุงปักกิ่งว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่นายกรัฐมนตรีใช้ดนตรีสร้างบรรยากาศแห่งมิตรไมตรีระหว่างประเทศ
“การทูตด้วยดนตรีไม่ได้เข้ามาแทนที่สาระของการหารือ แต่ช่วยเปิดพื้นที่แห่งความเป็นมิตรให้การพูดคุยและความร่วมมือเดินหน้าได้ด้วยความไว้วางใจ ภาพที่ผู้นำจีนและแขกในงานร่วมปรบมือให้จังหวะ เป็นภาพเล็ก ๆ ที่สื่อสารได้อย่างชัดเจนว่า ไทยและจีนมีความใกล้ชิดทั้งในระดับรัฐบาลและระดับประชาชน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลจะต่อยอดบรรยากาศแห่งมิตรภาพดังกล่าวควบคู่กับผลการหารือที่เป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ครอบคลุมทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยยึดประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า #เถียนมี่มี่ ก็ยังถูกหยิบมาเป็นประเด็นได้…คาดไม่ถึงจริง ๆ ค่ะ นายกรัฐมนตรีร้องเพลงจีนตามคำเชิญในช่วงท้ายของงานเลี้ยงรับรอง หลังการหารืออย่างเป็นทางการระหว่างไทย–จีน นี่คือ “การทูตด้วยดนตรี” ที่สร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ คนจีนรู้สึกชื่นชมเมื่อชาวต่างชาติพูดหรือร้องเพลงภาษาจีนได้ เพราะสะท้อนถึงความตั้งใจ ความเคารพ และความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม
วันนั้น นายกฯ หลี่ เฉียงมีแต่รอยยิ้ม ผู้ร่วมงานร้องตาม และสื่อก็ชื่นชมบรรยากาศที่เกิดขึ้น ส่วนที่มีการกล่าวว่า “เถียนมี่มี่” เป็นเพลงต้องห้าม เพราะจีนเคยสั่งแบน ก็ควรเข้าใจข้อมูลให้ครบถ้วนว่า ปัจจุบันเพลงนี้ไม่ได้ถูกห้ามแล้ว และยังคงเป็นบทเพลงที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม ได้รับความนิยมต่อเนื่องข้ามรุ่น ปี 2549 ยังมีการจัดแสดงครั้งใหญ่ที่หอแสดงคอนเสิร์ตในกรุงปักกิ่ง และเมื่อปี 2567 นักศึกษาต่างชาติจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งก็นำเพลงนี้มาดัดแปลงแสดง โดยได้รับเสียงตอบรับอย่างอบอุ่น
ในฐานะคนที่อยู่ในงานวันนั้น ขอยืนยันว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความเป็นกันเอง และการมีส่วนร่วมของทุกคนก่อนมื้อกลางวัน ในช่วงเช้าทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องสำคัญของประเทศ และร่วมลงนามความร่วมมือถึง 15 ฉบับแล้ว เพลงหนึ่งเพลงช่วยเติมความอบอุ่นให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ จบข่าวค่ะ