‘มัสยิดกรือเซะ’ แลนด์มาร์กสำคัญของปัตตานีสู่พื้นที่แห่งความทรงจำ - The Reporters
‘มัสยิดกรือเซะ’ แลนด์มาร์กสำคัญของปัตตานีสู่พื้นที่แห่งความทรงจำ “ที่นี่ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความหมายสำหรับคนมลายูปัตตานี” และ “ประวัติศาสตร์มีหลายมุม อยู่ที่ใครจะเล่าอะไร” ท่ามกลางร่องรอยเหตุการณ์ 28 เมษายน 2547 ที่ผู้คนยังจดจำจำ
ทีมข่าว The Reporters ได้มีโอกาสลงพื้นที่เยี่ยมชม ‘มัสยิดกรือเซะ’ หรือ ‘มัสยิดสุลต่านมูซัฟฟาร์ชาห์’ ต.ตันหยงลุโละ อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี ถือเป็นหนึ่งในศาสนสถานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของพื้นที่ชายแดนใต้ ปัจจุบันมัสยิดแห่งนี้เป็นทั้งแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดปัตตานี และสถานที่ที่ประวัติศาสตร์หลายยุคสมัยยังคงทับซ้อนอยู่ในความทรงจำของผู้คน
มัสยิดแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ‘มัสยิดปิตูกรือบัน’ โดยชาวบ้านอธิบายว่า ‘ปิตู’ หมายถึง ประตู ส่วน ‘กรือบัน’ หมายถึง ช่องประตูโค้ง สอดคล้องกับลักษณะสถาปัตยกรรมของมัสยิดที่มีซุ้มประตูโค้งแหลม ได้รับอิทธิพลทั้งจากศิลปะแบบกอทิกของยุโรปและสถาปัตยกรรมตะวันออกกลาง ตัวอาคารก่อสร้างด้วยอิฐถือปูน มีเสาทรงกลมและช่องประตูโค้งแหลม เคยเป็นมัสยิดประจำเมืองในอดีต
ผศ.ดร.สมัชชา นิลปัทม์ จากศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อธิบายว่า มัสยิดกรือเซะเป็นแลนด์มาร์กที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับผู้คนมลายูปัตตานี เพราะนอกจากจะเป็นการเปลี่ยนผ่านจากสุเหร่าไม้สู่การก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนแล้ว ยังสะท้อนประวัติศาสตร์หลายชุดที่ดำรงอยู่ร่วมกัน

“เรื่องเล่าที่ผู้คนคุ้นเคยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวมักเชื่อมโยงกับตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวและคำสาปที่ทำให้มัสยิดสร้างไม่เสร็จ ขณะที่คำบอกเล่าของคนในพื้นที่จำนวนหนึ่งมองว่า มัสยิดได้รับความเสียหายจากสงครามระหว่างสยามกับปาตานีจนสร้างไม่เสร็จสักที และอีกสมมุติฐานหนึ่งอธิบายว่า ในยุคนั้นวิศวกรการก่อสร้างยังไม่สามารถรองรับการสร้างโดมขนาดใหญ่ได้ ทำให้โครงสร้างพังทลายลงหลายครั้ง จึงไม่แล้วเสร็จอย่างที่เห็นในปัจจุบัน” ผศ.ดร.สมัชชากล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้คนในพื้นที่ ชื่อของมัสยิดกรือเซะไม่ได้ถูกจดจำเพียงในฐานะโบราณสถาน หากยังเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของสถานการณ์ความไม่สงบระลอกใหม่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ผศ.ดร.สมัชชา กล่าวว่า ก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ พื้นที่ชายแดนใต้เพิ่งเผชิญเหตุปล้นปืนที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 หลังจากนั้นสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายช่วงมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแทบทุกวัน
สำหรับวันที่ 28 เมษายน 2547 ผศ.ดร.สมัชชาระบุว่า เกิดเหตุโจมตีพร้อมกันหลายจุดในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และสงขลา โดยหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการที่กลุ่มผู้ก่อเหตุเข้าไปหลบอยู่ภายในมัสยิดกรือเซะ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าปิดล้อมและปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งเหตุการณ์วันนั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ก่อเหตุรวม 108 คน และมีผู้เสียชีวิตภายในมัสยิดกรือเซะกว่า 30 คน จนกลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ยังคงถูกพูดถึงมาจนถึงปัจจุบัน
ระหว่างการลงพื้นที่ ทีมข่าว The Reporters ได้พูดคุยกับ นายอิสมาอีล ฮายีแวจิ ชาวบ้านในพื้นที่ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ The Motive ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้รับฟังจากคำบอกเล่าของคนในชุมชนว่า
“เหตุการณ์นั้น มีเจ้าหน้าที่ปิดล้อมทั้งหมดและกราดยิงเข้ามาในนี้ และจากคำบอกเล่าของชาวบ้านบอกว่าในนั้นไม่ได้มีอาวุธปืน มีแต่คนที่หลบอยู่ด้านใน ซึ่งสู้อะไรไม่ได้ ข้างนอกก็กราดยิงเข้ามา และมีเฮลิคอปเตอร์ด้วย สุดท้ายก็เสียชีวิตภายในตัวมัสยิด” นายอิสมาอีล กล่าว

นายอิสมาอีลเล่าว่า ช่วงเวลานั้นผู้คนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง เพราะเพิ่งเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นใหม่ ๆ กระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวที่ได้รับฟังจากคนรุ่นก่อนทำให้เขาเข้าใจลำดับเหตุการณ์มากขึ้นว่า หลังเหตุปล้นปืนเมื่อต้นปี 2547 ก็เกิดเหตุที่มัสยิดกรือเซะตามมา
เมื่อถามว่าอยากสื่อสารอะไรเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ในฐานะคนในพื้นที่ นายอิสมาอีลกล่าวว่า “ตนขอพูดในฐานะที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอะไรนะ และได้รู้จักมาจากในหนังสือแล้วก็เรื่องเล่าจากคนใกล้ชิดคนในพื้นที่ ที่นี่เหมือนจะเป็นประตูเข้าเมือง ซึ่งเป็นเมืองเก่าของเมืองปัตตานี เป็นศูนย์กลาง แล้วหลายคนบอกว่าที่นี่เป็นมัสยิดของเจ้าเมือง ซึ่งมันสวยงามมาก และรูปแบบการสร้างตัวอาคารมันก็ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศ ซึ่งหลังจากที่มีการรบกับสยามก็มีการเผาไปบางส่วนจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน ซึ่งตนต้องบอกว่าประวัติศาสตร์มีหลายมุม อยู่ที่ใครจะเล่าอะไร”
ปัจจุบัน มัสยิดกรือเซะยังคงเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิม มีผู้เดินทางมาละหมาดอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดปัตตานี ด้านหลังมัสยิดยังเป็นที่ตั้งของสุสานเจ้าเมืองเก่า และอยู่ไม่ไกลจากศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
ระหว่างทีมข่าว The reporters เดินสำรวจบรรยากาศโดยรอบเป็นไปอย่างเงียบสงบ ชาวบ้านใช้ชีวิตตามปกติทั่วไป มีสนามเด็กเล่นข้าง ๆ และผู้คนเดินทางเข้าออกมัสยิดเพื่อประกอบศาสนกิจ ขณะเดียวกัน เมื่อเดินสำรวจอาคารอย่างใกล้ชิด ทีมข่าวยังพบว่า บางจุดยังคงมีร่องรอยกระสุนหลงเหลืออยู่ แม้ชาวบ้านจะบอกว่ามีการบูรณะอาคารไปแล้วบางส่วน ทำให้ร่องรอยหลายแห่งเลือนหายไปตามกาลเวลา
อย่างไรก็ตาม ‘มัสยิดกรือเซะ’ จึงไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานอายุนับร้อยปีหรือแลนด์มาร์กสำคัญของปัตตานี หากแต่ยังเป็นพื้นที่ที่ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และวิถีชีวิตของผู้คนยังคงดำเนินควบคู่กัน ท่ามกลางความหวังว่า สถานที่แห่งนี้จะถูกจดจำในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และเป็นอีกหนึ่งบทสนทนาที่ช่วยให้ผู้คนเข้าใจจังหวัดชายแดนภาคใต้ในทุกมิติมากขึ้น
รายงาน: ชฎาภรณ์ ภาษีเนตร
ภาพ: ธนาทิพย์ เล้าสุทธิพงศ์
